เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: กลัวสถานะถูกเปิดเผยงั้นรึ? ฆ่าทิ้งให้หมด!

บทที่ 5: กลัวสถานะถูกเปิดเผยงั้นรึ? ฆ่าทิ้งให้หมด!

บทที่ 5: กลัวสถานะถูกเปิดเผยงั้นรึ? ฆ่าทิ้งให้หมด!


“องค์ชายหกมาเพียงลำพังหรือ?”

“จริงแท้แน่นอน”

“ก็ถูกของมัน มันไร้ซึ่งรากฐานอำนาจในเมืองหลวงต้าอวี๋ เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวง จำต้องรีบแต่งงานกับจวนอ๋องเจิ้นกั๋วเพื่อสร้างความมั่นคง ไหนเลยจะกล้าเปิดเผยตัวตนในที่แจ้งเช่นนี้”

“แต่ต่อให้มันมาแล้วจะทำกระไรได้ ก็แค่แอบดูเท่านั้น เป็นแค่องค์ชายตัวประกันขยะผู้หนึ่ง”

หนิงจี้หัวเราะในลำคอ ไม่กลัวว่าคนนอกจะได้ยิน เพราะรอบกายล้วนเป็นคนสนิทของตน

ด้วยฐานะของเขา ในหอเยียนอวี่แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าองค์ชายขยะที่ถูกส่งไปต่างแคว้นนานปีผู้นั้นแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขารอในวันนี้ก็คือเมิ่งเฉิน

มันกับเสิ่นจือเวยผู้นี้มีความหลังต่อกันมิใช่หรือ?

วันนี้ เขาจะหยามหยันเซียนหญิงเสิ่นแห่งหอเยียนอวี่ต่อหน้าต่อตาองค์ชายหกผู้นี้ให้หนำใจ!

หากแข่งเรื่องพรสวรรค์ เขาอาจสู้ไม่ได้

แต่หากแข่งเรื่องกำลังทรัพย์ ในบรรดาคุณชายที่อยู่ที่นี่ มีไม่กี่คนที่เป็นคู่มือของเขาได้

หอเยียนอวี่แห่งนี้ก็คือถ้ำสูบเงินดีๆ นี่เอง ขอเพียงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรี มีเงินก็ทำได้ทุกอย่างตามใจปรารถนา

ในสายตาของเขา ต่อให้เมิ่งเฉินจะไม่พอใจเพียงใด ก็ทำกระไรเขาไม่ได้

กระทั่งฐานะองค์ชายของตนเอง มันยังไม่กล้าเอามาใช้ด้วยซ้ำ

“รีบเชิญเซียนหญิงเสิ่นออกมาเร็วเข้า!”

“แม่เล้าหลิ่ว ไม่ต้องมากความแล้ว นี่ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึง มากพอแล้วกระมัง!”

“คืนนี้ข้าต้องการให้นางมาปรนนิบัติข้า!”

สิ้นเสียงหนิงจี้ คนสนิทที่อยู่เบื้องหลังก็ควักตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาทันที หมายจะชิงตัวนาง

“นี่... เกรงว่าจะผิดกฎนะเจ้าคะ...”

“เซียนหญิงเสิ่นของพวกเราขายศิลปะ ไม่ขายเรือนร่างเจ้าค่ะ...”

แม่เล้าหลิ่วคือผู้ดูแลหอเยียนอวี่แห่งนี้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็แสร้งทำสีหน้าลำบากใจทันที

“ในเมื่อเข้ามาอยู่ในหอเยียนอวี่ แล้วยังอุตส่าห์ดึงดูดพวกข้ามาถึงที่นี่ แล้วจะมีธรรมเนียมไม่ขายตัวตนอยู่ที่ใดกัน?”

“สามหมื่นตำลึง!”

หนิงจี้เริ่มขุ่นเคือง เขามีเงินเหลือเฟือ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องตัวเลขแม้แต่น้อย

ในเมื่อลั่นวาจาไปแล้ว เขาต้องได้ตัวนางมา มิฉะนั้นหากต้องกลับไปมือเปล่า จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?

“สามหมื่นตำลึง... นี่หาใช่เรื่องเงินทองไม่นะเจ้าคะ...”

แม่เล้าหลิ่วได้ยินตัวเลขนี้ก็ลิงโลดในใจ

สามหมื่นตำลึงไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็นับว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล คนธรรมดาสามัญอย่าว่าแต่จะหามาได้เลย แค่เพียงคิดก็ยังไม่กล้า

หากบอกว่าไม่หวั่นไหว ก็คงเป็นเรื่องโกหกแล้ว

ส่วนคำพูดที่ว่าขายศิลป์ไม่ขายเรือนร่าง ในหอเยียนอวี่นี้ก็เป็นเพียงคำพูดสวยหรู แท้จริงแล้วก็เพื่อยั่วให้แขกกระเป๋าหนักเสนอราคาสูงขึ้นเท่านั้น

“เช่นนั้น ข้าให้ห้าหมื่นตำลึง!”

ฉินเซียวที่ยืนอยู่ด้านข้าง ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยปากขึ้นบ้าง

พอเห็นท่าทางดัดจริตแสร้งทำเป็นลำบากใจของแม่เล้าหลิ่ว เขาก็รู้ทันทีว่านางไม่ใช่ไม่เอาเงิน แต่ต้องการมากกว่านี้!

เขาหมายปองเสิ่นจือเวยมานานแล้ว วันนี้มีโอกาสดีเช่นนี้ ย่อมใจป้ำเป็นธรรมดา

“หนึ่งแสน!”

“พี่ฉิน อย่าได้มาแย่งกับข้า!”

หนิงจี้เริ่มหงุดหงิด หากไม่มีฉินเซียวอยู่ เขาคงไม่ต้องเสนอราคาสูงลิ่วถึงเพียงนี้

สำหรับพวกเขา เรื่องที่ใช้เงินแก้ปัญหาได้ ไม่นับว่าเป็นปัญหา

แต่หากใช้เงินแล้วยังจัดการไม่ได้ เห็นทีเขาคงต้องอาละวาดแล้ว

“เรื่องนี้ ข้าตัดสินใจเองไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ ต้องถามความสมัครใจของเซียนหญิงเสิ่นก่อน คุณชายทุกท่านโปรดอย่าใจร้อน ไปหาแม่นางคนอื่นเล่นสนุกรอไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอตัวสักครู่แล้วจะรีบกลับมา!”

แม่เล้าหลิ่วลิงโลดในใจ คิดว่าตนได้ของล้ำค่ามาไว้ในมือแล้วจริงๆ

นางดีดลูกคิดในใจ พลางหันหลังเดินจากไปทันที ตั้งใจจะไปจัดการเสิ่นจือเวยให้เรียบร้อย

สามวันที่ผ่านมา แม้นางจะรู้ว่าสตรีผู้นี้หัวแข็งและจัดการยากเพียงใด แต่นางก็ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอม

หากดื้อดึงขัดขืน นางก็มีวิธีจัดการ แค่กรอกยาปลุกกำหนัดผสมเหล้าให้ดื่มก็สิ้นเรื่อง

อย่าว่าแต่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่ใช่บุตรีของโหวเวินหย่วนแล้ว

ต่อให้ยังมียศศักดิ์นั้น แต่เมื่อถูกขายเข้ามาในหอเยียนอวี่ ก็ไม่เกี่ยวกับขุนนางในเมืองหลวงที่จะมาจัดการดูแลได้อีกต่อไป

“เซียนหญิงเสิ่นมาถึงแล้ว!”

สิ้นเสียงประกาศ ร่างของเสิ่นจือเวยก็ปรากฏขึ้น

แม้จะมีม่านโปร่งบางกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง แต่ยังคงมองเห็นร่างอรชรในชุดสีขาวงดงามราวกับนางเซียนที่เดินออกมาจากภาพวาด

ภายใต้แสงไฟสาดส่อง เอวบางร่างน้อย เกศาสีนิลขลับดุจม่านน้ำตก ทั่วเรือนร่างไร้เครื่องประดับใดๆ แต่ทุกคนกลับมองออกว่านางคือผู้ที่โดดเด่นที่สุดในที่แห่งนี้

คำว่านางเซียนนั้น มินับว่าเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่ นางปรากฏตัวภายใต้การควบคุมของสาวใช้สี่คน

เห็นได้ชัดว่าทั้งสี่หาใช่สาวใช้ธรรมดาไม่ แต่เป็นยอดฝีมือที่คอยควบคุมนางไว้

แม้ร่างของเสิ่นจือเวยจะงดงาม แต่กลับดูราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ สิ่งที่ทำให้ผู้คนสะท้านใจที่สุดคือใบหน้าและแววตาของนาง

นั่นคือสิ่งเดียวที่ยังไม่ถูกทำลาย และเป็นสิ่งที่น่าเวทนาที่สุดเกี่ยวกับนางในยามนี้

วินาทีที่ถูกขายเข้ามาในหอเยียนอวี่ นางได้เตรียมใจที่จะปลิดชีพตนเองแล้ว

สิ่งเดียวที่ทำให้นางยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ คือข่าวราชโองการของจักรพรรดิอวี๋ ที่จะรับองค์ชายหกกลับเมืองหลวง

นางไม่คาดหวังว่าจะได้พบเมิ่งเฉินอีก ขอเพียงได้ยินข่าวการกลับมาของเขา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว...

“หนึ่งแสนตำลึง ยังไม่พอให้พวกข้ายลโฉมที่แท้จริงของเซียนหญิงเสิ่นอีกหรือ?”

“หรือว่าคนที่เจ้ารอไม่ใช่พวกข้า แต่เป็นองค์ชายหกกระมัง!”

“ข้าเพิ่งได้ยินมาว่า องค์ชายหกเมิ่งเฉินก็มาที่หอเยียนอวี่แล้ว!”

“รถม้าของเขาจอดอยู่ชั้นล่างนี่เอง!”

“ข้าเห็นมากับตา!”

ในฝูงชน มีคนลึกลับตะโกนขึ้นหลายเสียง

เสียงดังมาจากทิศทางต่างกัน

สิ้นเสียงนี้พลันราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางหอเยียนอวี่ ทำเอาทุกคนตกตะลึง

ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ๆ จะมีคนพูดเช่นนี้ แถมยังประกาศว่าองค์ชายหกเสด็จมาด้วยตนเอง!

เห็นได้ชัดว่าคนที่ตะโกนในเงามืดเหล่านี้ได้รับคำสั่งมา จงใจทำเช่นนี้

เป้าหมายคือเพื่อเปิดโปงว่าองค์ชายหกมาเยือนหอเยียนอวี่ และในขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นเขาเป็นตัวตลก

เพราะอย่างไรเสีย เซียนหญิงเสิ่นผู้นี้ ก็เคยเป็นคนรักเก่าที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับองค์ชายหกมาก่อน!

องค์ชายหก?

ผู้คนต่างมึนงงไปชั่วขณะ เพราะชื่อขององค์ชายหกเมิ่งเฉินนั้น ไม่มีใครในเมืองหลวงเอ่ยถึงมาหลายปีแล้ว

ทว่า เรื่องที่จักรพรรดิอวี๋มีราชโองการรับองค์ชายหกกลับมานั้น เป็นที่รู้กันไปทั่วหล้า

เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว ตอนนี้น่าจะกลับถึงเมืองหลวงแล้ว

เพียงแต่ องค์ชายหกผู้นี้เพิ่งกลับมาก็มาเยือนหอเยียนอวี่ทันที ไม่กลัวข่าวลือเสียหายแพร่ออกไปหรือไร!

“ตึก ตึก ตึก...”

สิ้นเสียงพูด ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากบันได ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนหันไปมอง

หากเป็นเวลาปกติ คงไม่ได้รับความสนใจเช่นนี้ แต่เสียงตะโกนเมื่อครู่ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน จนยากที่ผู้คนจะไม่สนใจ

“นับเป็นละครฉากใหญ่จริงๆ”

“ฆ่าทิ้งให้หมด”

เมิ่งเฉินเดินขึ้นบันไดมา น้ำเสียงราบเรียบเย็นชา

สำหรับเรื่องที่มีคนตะโกนเปิดเผยตัวตนและเรียกชื่อแซ่ของเขาโดยตรง เขาไม่ได้แปลกใจเลยแม้แต่น้อย

นี่กลับยิ่งยืนยันข้อสันนิษฐานของเขา ว่ามีคนจงใจวางกับดักเล่นงานตน

เขาไม่กลัวสถานะถูกเปิดเผย แต่กลัวว่าจะไม่มีใครรู้เสียมากกว่า

‘ดูท่าเรื่องการลอบสังหารที่ชายแดน คนในเมืองหลวงคงยังไม่รู้สินะ...ว่าที่ข้าฆ่าไปมันยังไม่มากพอ!’

“ฉัวะ!”

สิ้นเสียงเมิ่งเฉิน เงาดำสายหนึ่งก็พาดผ่าน ศีรษะของคนผู้หนึ่งในฝูงชนก็ลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ โลหิตสดสาดกระเซ็นสูงกว่าสองวา

ผู้ที่สิ้นชีพผู้นี้ ก็คือคนที่ตะโกนเมื่อครู่นั่นเอง

“ฉัวะ!”

“ฉัวะ! ฉัวะ!”

แทบจะในชั่วพริบตา ในทิศทางอื่นของฝูงชน ก็มีศีรษะอีกหลายหัวลอยกระเด็น แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็ยังไม่ทันได้เปล่งออกมา

“บังอาจเรียกขานพระนามองค์ชายหกในที่สาธารณะ โทษตาย!”

ข้างกายเมิ่งเฉิน ปรากฏร่างเงาหนึ่งขึ้นตั้งแต่เมื่อใดมิทราบ ร่างนั้นเพรียวระหง ผมสยายถึงไหล่ ในมือกำดาบยาวสีดำสนิท บดบังใบหน้าจนมองเห็นไม่ชัดเจน

ทว่า พอจะแยกแยะได้ว่าเป็นสตรี

ภายใต้อาภรณ์สีดำขลับ นางยืนนิ่งราวกับเงา ทั้งเย้ายวนและลึกลับ

“อะไรกัน!”

“ถึงกับมีคนกล้าฆ่าคนในหอเยียนอวี่!”

“คนผู้นี้คือองค์ชายหกจริงๆ หรือ!!!”

เพียงชั่วพริบตา ผู้คนทั่วทั้งหอเยียนอวี่ต่างตกตะลึงพรึงเพริด ไม่มีใครกล้าจินตนาการว่า คนที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่ จะถูกสังหารตัดศีรษะในหอเยียนอวี่เพียงชั่วพริบตา!

แถมศีรษะยังกลิ้งมาตกอยู่แทบเท้าของพวกเขา

นี่มันน่าสยดสยองเกินไปแล้ว!

อย่าว่าแต่องค์ชายหกเลย ต่อให้เป็นองค์ชายองค์อื่นมาที่นี่ ก็ยังไม่กล้าเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้

จบบทที่ บทที่ 5: กลัวสถานะถูกเปิดเผยงั้นรึ? ฆ่าทิ้งให้หมด!

คัดลอกลิงก์แล้ว