- หน้าแรก
- เมื่อผมมอบระบบให้รัฐบาล ท่านผู้นำเลยเปย์ยับปั้นให้เป็นเทพทรู
- บทที่ 18: วิธีการของคุณ มีปัญหาใหญ่มาก
บทที่ 18: วิธีการของคุณ มีปัญหาใหญ่มาก
บทที่ 18: วิธีการของคุณ มีปัญหาใหญ่มาก
เฉินโหยวบีบตราทหารเมืองเจ้าเฉิงที่เย็นเฉียบในมือแน่น พลางเงยหน้ามองไปที่สุดปลายถนน
จวนเจ้าเมือง...
จะไป หรือไม่ไปดี?
แม้ระบบจะแจ้งเตือนให้รีบไปพบเจ้าเมือง แต่เฉินโหยวที่เพิ่งผ่านนาทีเป็นนาทีตายมาหมาดๆ กลับระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
ล้อเล่นหรือไง!
โลกหยวนเจี้ยแห่งนี้ดูทะแม่งๆ ไปเสียทุกอย่าง ใครจะไปรู้ว่าไอ้ “เจ้าเมือง” ที่ว่านั่นจะเป็นตัวอะไร?
หากจู่ๆ ไปกระตุ้นภารกิจต่อสู้ที่โหดหินเข้าอีกล่ะ?
ถ้ามีบอสที่เก่งกาจยิ่งกว่าแม่ทัพวิญญาณอาฆาตโผล่มา ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่แค่นี้ จะพอให้มันเคี้ยวเล่นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้!
“ปลอดภัยไว้ก่อน ปลอดภัยไว้ก่อน...”
เฉินโหยวพึมพำคำกำชับของหลี่กั๋วอันซ้ำไปซ้ำมา
เขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง เบื้องหลังของเขาคือประเทศชาติทั้งประเทศ
การทำอะไรบุ่มบ่ามโดยไม่วางแผน ถือเป็นการไม่รับผิดชอบต่อทรัพยากรและความไว้วางใจของชาติอย่างร้ายแรง
ชีวิตน้อยๆ ของเขามีค่าจะตายไป!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะไปจวนเจ้าเมืองทันที
ไม่ต้องรีบ ขอตั้งหลักก่อนดีกว่า
เฉินโหยวถอยฉากไปที่มุมกำแพงซึ่งมีคนพลุกพล่านน้อย แกล้งทำเป็นจัดกระเป๋า แต่แท้จริงแล้วเขากำลังเริ่มสำรวจไอคอนใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาบนหน้าต่างสถานะอย่างละเอียด
นอกจากเวลานับถอยหลังการคุ้มครอง PVP ที่ดูบาดตานั่นแล้ว เขายังเห็นฟังก์ชันเกมออนไลน์ที่คุ้นเคยอย่าง 【กิลด์】, 【เพื่อน】 และ 【อันดับ】
เขาลองกดดูทีละอัน
ระบบ 【กิลด์】 แจ้งว่าต้องมีเลเวล 10 ถึงจะสร้างหรือเข้าร่วมได้
ส่วนรายชื่อ 【เพื่อน】 ยังคงว่างเปล่า
สุดท้าย ความสนใจของเขาไปหยุดอยู่ที่ 【อันดับ】
ม่านแสงคลี่ออก รายชื่อสีทองและข้อมูลเรียงรายปรากฏขึ้นสู่สายตา
【อันดับเลเวล】
อันดับที่ 1: ซาลอส, เลเวล 92, เผ่าเทพไททัน, เบอร์เซิร์กเกอร์
อันดับที่ 2: เยว่จือซือ, เลเวล 91, เผ่าเทพเอลฟ์, นักธนูเวท
อันดับที่ 3: ออโร, เลเวล 91, เผ่าเทพโรมัน, ผู้พยากรณ์
……
สายตาของเฉินโหยวไล่อ่านจากบนลงล่าง ชื่อเผ่าพันธุ์และอาชีพแปลกประหลาดมากมายทำเอาเขาตาลายไปหมด
“เชี่ยเอ๊ย ช่องว่างเลเวลมันจะห่างกันเกินไปแล้วมั้ง!” ในฐานะมือใหม่เลเวล 3 เขาอดบ่นอุบออกมาไม่ได้
เขาไม่มัวเสียเวลาคิดมาก รีบเปิดไอคอนถัดไปทันที
หลังจากทำความเข้าใจฟังก์ชันต่างๆ จนครบ ความกดดันในใจของเฉินโหยวก็ยิ่งทวีคูณ
“หยวนเจี้ย” แห่งนี้ซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก ที่นี่มีเผ่าพันธุ์และอารยธรรมร้อยพ่อพันแม่ มีระบบสังคมที่สมบูรณ์ และยังมีกฎการแข่งขันที่โหดร้ายป่าเถื่อน
“รีบออกไปรายงานก่อนดีกว่า” เฉินโหยวปิดหน้าต่างฟังก์ชันลง
นี่ไม่ใช่แค่เกมตีมอนสเตอร์เก็บเลเวลธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่มันคือสนามรบที่อารยธรรมหลากหลายมาปะทะกันจริงๆ
เขาต้องนำข้อมูลสำคัญเหล่านี้กลับไปให้มืออาชีพอย่างพวกหลี่กั๋วอันวิเคราะห์และตัดสินใจ
ความฉลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเขา เมื่อเทียบกับโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้ว มันแทบไม่มีค่าพอให้พูดถึงเลย
เมื่อตัดสินใจได้ เฉินโหยวก็ท่องในใจ
“ออกจากเกม”
โลกที่จอแจตรงหน้าหยุดนิ่งในพริบตา ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงนับไม่ถ้วน
ความรู้สึกไร้น้ำหนักที่คุ้นเคยโอบล้อมเขาอีกครั้ง...
……
โลกความเป็นจริง
ศูนย์บัญชาการใต้ดินโครงการ “เติมเงิน”
เฉินโหยวลืมตาโพลง แสงไฟสว่างจ้าทำเอาเขาปรับตัวไม่ทันไปชั่วขณะ
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เอนนอนแบบพิเศษ ทีมแพทย์รีบเข้ามาปลดสายวัดค่าต่างๆ บนตัวเขาออกอย่างเบามือแต่รวดเร็ว
ภายในศูนย์บัญชาการดูวุ่นวายแต่กลับเงียบกริบอย่างน่าประหลาด
นักวิจัยชีวภาพในชุดป้องกันสีขาวกำลังใช้แขนกลจัดการกับซากหมาป่าดำยักษ์อย่างเป็นระเบียบ ทั้งการชำแหละ เก็บตัวอย่าง และบรรจุหีบห่อ
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ร่างของหลี่กั๋วอันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาเป็นคนแรก ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ ตอนนี้แฝงแววห่วงใยที่สังเกตได้ยาก
“เจออันตรายมาเหรอ?” เสียงของหลี่กั๋วอันไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนรอบข้างได้ยิน
เฉินโหยวขยับคอที่แข็งเกร็ง พลางนึกถึงดาบของแม่ทัพวิญญาณอาฆาตที่ฟันลงมาเฉียดหัวไปเพียงนิดเดียวแล้วยังรู้สึกสยองไม่หาย เขาพยักหน้าด้วยความหวาดหวั่น
“ครับ... เกือบไม่ได้กลับมาแล้ว”
เขาไม่ได้พูดเกินจริง นั่นคือครั้งที่เขาเข้าใกล้ความตายมากที่สุดในชีวิต
หลี่กั๋วอันได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เขาไม่รีบซักไซ้รายละเอียด แต่หันไปสั่งผู้ช่วยด้านหลังเสียงเข้ม
“แจ้งหัวหน้าทุกกลุ่ม เข้าห้องประชุม ประชุมถอดบทเรียนระดับหนึ่ง เริ่มเดี๋ยวนี้!”
คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปอย่างรวดเร็ว
ห้านาทีต่อมา
ภายในห้องประชุมสีขาวที่ดูล้ำสมัย รอบโต๊ะประชุมวงแหวนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยผู้คน
นักวิจัยจากสาขาต่างๆ หัวหน้าทีมแพทย์ หัวหน้าทีมวิเคราะห์ยุทธวิธี...
ผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิกว่าสิบชีวิตนั่งตัวตรง สีหน้าจดจ่อ พวกเขาคือมันสมองหลักของโครงการ “เติมเงิน”
เฉินโหยวที่นั่งอยู่หัวโต๊ะรู้สึกเหมือนนักโทษที่กำลังถูกไต่สวน บรรยากาศกดดันจนเขาแทบหายใจไม่ออก
หลี่กั๋วอันที่นั่งข้างๆ เคาะโต๊ะเบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาเริ่มรายงานได้
“ผม...”
เฉินโหยวระแอมไอเล็กน้อย แล้วเริ่มเล่าตั้งแต่เข้าเกม การเลือกอาชีพ การเผชิญหน้ากับหมาป่าวิญญาณ จนถึงการเข้าสู่เมืองเจ้าเฉิง
รวมถึงกระบวนการต่อสู้กับแม่ทัพวิญญาณอาฆาตในตอนท้ายอย่างละเอียดยิบ
เขาเล่าอย่างช้าๆ และละเอียดถี่ถ้วน เพราะกลัวจะตกหล่นข้อมูลสำคัญไป
ตั้งแต่รูปแบบการโจมตีของวิญญาณอาฆาต ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งของยันต์ปราบมาร ไปจนถึง “ลูกเล่น” ที่เขาใช้สู้ระยะประชิดเพื่อ “ประหยัดเงิน”
และวินาทีเฉียดตายที่เกือบโดนแม่ทัพวิญญาณอาฆาตฟันทีเดียวดับ
ทั่วทั้งห้องประชุม นอกจากเสียงเล่าของเขาแล้ว ก็มีเพียงเสียงปากกาพิเศษขีดเขียนลงบนแท็บเล็ตอิเล็กทรอนิกส์อย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครพูดแทรก ไม่มีใครตั้งคำถาม
ทุกคนกำลังดูดซับ บันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับโลกปริศนานั้นอย่างบ้าคลั่ง
ตอนที่เฉินโหยวเล่าว่าเขายอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อประหยัดเงิน ปลายปากกาของหัวหน้าทีมแพทย์ชะงักไปครู่หนึ่ง
และตอนที่เล่าว่าโดนแม่ทัพวิญญาณอาฆาตฟันจนเลือดลดไปเก้าสิบกว่าหน่วย หัวคิ้วของหัวหน้าทีมวิเคราะห์ยุทธวิธีก็ขมวดเข้าหากันเป็นปม
ในที่สุดเฉินโหยวก็เล่าจบ
เขาจิบน้ำแก้คอแห้ง พลางมองดูทุกคนด้วยความประหม่า
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
หลี่กั๋วอันก้มหน้า ประสานมือวางบนโต๊ะ ไม่พูดอะไรสักคำ ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ความเงียบนี้ทำให้ใจของเฉินโหยวเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
นี่เขา... ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
เป็นตัวถ่วงของชาติหรือเปล่า?
ตอนเจอเหตุการณ์จริงเขาไม่ทันได้คิด แต่พอย้อนกลับมาดู การกระทำของเขาก็มีจุดที่น่าตำหนิอยู่หลายจุดจริงๆ
เหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาที่แผ่นหลังของเฉินโหยว
ขณะที่เขากำลังนั่งไม่ติดที่ หลี่กั๋วอันก็เงยหน้าขึ้น
สายตาของเขาสงบนิ่งแต่เฉียบคม จ้องตรงมาที่เฉินโหยว
“สหายเฉินโหยว”
หลี่กั๋วอันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ก่อนอื่น ผมขอชื่นชมที่คุณนำข้อมูลล้ำค่ากลับมาได้ สิ่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการตัดสินใจขั้นต่อไปของเรา”
เฉินโหยวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่า ประโยคถัดมาของหลี่กั๋วอันกลับทำให้หัวใจที่เพิ่งวางลงของเขากระตุกวูบขึ้นมาอยู่ที่คอหอยอีกครั้ง
“แต่... เมื่อมองในมุมของการปฏิบัติภารกิจ วิธีการของคุณมีปัญหาใหญ่มาก”
น้ำเสียงของหลี่กั๋วอันไม่ได้ดุดัน แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้ง
“ปัญหาใหญ่มากๆ!”
เขาเน้นเสียงหนัก
“โดยเฉพาะตอนที่เผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาตแปดตัวนั่น”
หลี่กั๋วอันโน้มตัวมาข้างหน้า จ้องตาเฉินโหยวเขม็ง
“ทำไมตอนนั้นคุณถึงไม่ใช้ยันต์ปราบมารต่อ?”
“ผม...” เฉินโหยวอ้าปากค้าง ตอบอย่างกระอักกระอ่วน “ผมคิดว่า... แผ่นละล้านมันสิ้นเปลืองไปหน่อย คิดว่าตัวเองน่าจะรับมือไหว ก็เลยอยากจะประหยัด...”
“ประหยัด?”
หลี่กั๋วอันพูดแทรกขึ้นมาทันควัน
“สหายเฉินโหยว คุณลืมเงื่อนไขที่ผมย้ำกับคุณเป็นร้อยรอบไปแล้วเหรอ?”
“ความปลอดภัย! ความปลอดภัยของคุณคือลำดับความสำคัญสูงสุด! เป็นเงื่อนไขเด็ดขาดที่อยู่เหนือทุกสิ่ง!”
เสียงของหลี่กั๋วอันดังขึ้น ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงทึบ ทำเอาผู้เชี่ยวชาญทั้งห้องสะดุ้งโหยง
“ยันต์ปราบมารแปดแผ่น แปดล้านเงินฮัวเซี่ย! มันเยอะนักหรือไง?”
คำถามของหลี่กั๋วอันแทงใจดำเขาอย่างจัง
“ใช้เงินแปดล้าน แลกกับความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ของคุณ แลกกับการผ่านพื้นที่นั้นโดยไม่มีความเสี่ยง บัญชีนี้มันไม่คุ้มตรงไหน?”
“คุณเลือกที่จะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง เพื่อประหยัดเงินแค่แปดล้านเนี่ยนะ!”
“บอกผมซิ ว่าชีวิตของคุณ ในใจคุณเอง มันมีค่าแค่นี้เหรอ?!”
“หรือว่าในแผนยุทธศาสตร์ของชาติเรา คุณ... ผู้เล่นเพียงคนเดียวของฮัวเซี่ย หัวใจหลักของโครงการ ‘เติมเงิน’ มีค่าแค่แปดล้าน?!”
ทุกคำพูดของหลี่กั๋วอันเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจเฉินโหยว
หน้าของเฉินโหยวซีดเผือด เขาได้แต่ก้มหน้าด้วยความละอาย แทบอยากจะมุดดินหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
เขาเพิ่งตระหนักได้จริงๆ ว่าความคิด “ประหยัดเงิน” ของเขา เมื่ออยู่ต่อหน้ายุทธศาสตร์ระดับชาติ มันช่างน่าขำและอันตรายเพียงใด!
หลี่กั๋วอันมองเขา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยแต่ยังคงความจริงจัง
“จำไว้ เราไม่ได้ให้คุณเล่นเกมนี้เพื่อไปหาความสนุกจากการตีมอนสเตอร์ และยิ่งไม่ใช่ให้ไปโชว์สเต็ปเทพเสี่ยงตาย!”
“ที่เราเติมเงินให้คุณ ก็เพื่อให้คุณใช้เงิน! ใช้กฎที่ทรงพลังที่สุดในโลกนั้นไปบดขยี้ทุกอย่าง! ไปกวาดล้างทุกสิ่งที่คุกามความปลอดภัยของคุณ!”
“หน้าที่ของคุณไม่ใช่การประหยัดเงิน หน้าที่ของคุณคือการมีชีวิตรอด! ต้องรอดกลับมาไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”
หลี่กั๋วอันค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ
“ครั้งหน้า ผมหวังว่าจะได้ยินว่าคุณใช้ยันต์ปราบมารร้อยแผ่น พันแผ่น ระเบิดเมืองนั่นให้ราบเป็นหน้ากลอง ไม่ใช่มาบอกว่าคุณประหยัดเงินไปได้เท่าไหร่”
“คุณ... เข้าใจไหม?”