- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 43: สงครามคืบคลานเข้ามา
บทที่ 43: สงครามคืบคลานเข้ามา
บทที่ 43: สงครามคืบคลานเข้ามา
บนยานอวกาศที่มุ่งหน้าสู่ดาวตงหัว
หลินเยว่ เสี่ยวโหรว และชาร์ลส์ นั่งหันหน้าเข้าหากันในห้องพักส่วนตัวสำหรับสามคน
จากท่าอวกาศยานลอยฟ้าดาวต้นกำเนิดถึงดาวตงหัวมีระยะทางสิบเอ็ดปีแสง ในอดีตแม้จะใช้เครื่องยนต์ความโค้ง ก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าหนึ่งปี
ทว่าบัดนี้ ตามคำบอกเล่าของชาร์ลส์ สหพันธรัฐได้สร้างอุโมงค์มิติเชื่อมต่อระหว่างดาวตงหัวและดาวต้นกำเนิดขึ้นแล้ว
ใช้เวลาเพียงสามวันก็สามารถเดินทางข้ามระยะทางอันยาวไกลนี้ได้
หลินเยว่ย่อมตระหนักดีว่า อุโมงค์มิตินี้น่าจะถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของปรมาจารย์ยุทธ์ท่านใดท่านหนึ่ง
ยามที่ตนทะลวงสู่ระดับเทพยุทธ์และเชื่อมต่อกับกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล ก็ได้ล่วงรู้ว่าในจักรวาลนี้มีปรมาจารย์ยุทธ์อยู่ไม่ถึงสิบคน
ในจำนวนนั้น ราวห้าคนสังกัดอยู่กับสหพันธรัฐมนุษย์
“เล่าเรื่องอารยธรรมตัวข่าอ้าวให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่”
ชาร์ลส์กำลังเตรียมจะเอนกายลงเล่นเกมเสมือนจริง พอได้ยินหลินเยว่เอ่ยถาม ก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนขึ้นยานตนเคยรับปากหลินเยว่ไว้ว่าจะเล่าเรื่องอารยธรรมตัวข่าอ้าวให้ฟัง
จึงยิ้มพลางลุกขึ้นนั่ง
“หลินเยว่ ไม่รู้ว่าเจ้าอ่านพงศาวดารสหพันธรัฐจบหรือยัง”
“ยัง ข้าอ่านถึงแค่ตอนที่สหพันธรัฐลงนามสนธิสัญญาตงหัวกับอารยธรรมเค่อหลุน”
ชาร์ลส์กระแอมไอเล็กน้อย
“อันที่จริง หลังจากสงครามกับอารยธรรมเค่อหลุน สหพันธรัฐก็ได้ตระหนักว่าในจักรวาลนี้ยังมีอารยธรรมอีกมากมาย”
“ตลอดหลายร้อยปีมานี้ เมื่ออาณาเขตของสหพันธรัฐขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ก็มิอาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับอารยธรรมอื่นได้”
“ในจำนวนนั้นมีบางอารยธรรมที่อ่อนแอและยอมสวามิภักดิ์ต่อสหพันธรัฐ แต่ก็มีบางอารยธรรมที่ชิงชังการขยายอำนาจของสหพันธรัฐอย่างยิ่ง อารยธรรมตัวข่าอ้าวก็คือหนึ่งในนั้น”
“ความจริงแล้ว สหพันธรัฐก็ไม่ได้อยากจะเปิดศึกกับอารยธรรมอื่นพร่ำเพรื่อหรอกนะ เพราะเมื่อเกิดสงครามขึ้น ไม่เพียงแต่จะสิ้นเปลืองงบประมาณและกำลังคนเท่านั้น แต่สงครามระหว่างดวงดาวยังอาจหมายถึงการล่มสลายของผู้คนทั้งดวงดาวหรือทั้งระบบดาวเลยทีเดียว”
“แต่อารยธรรมตัวข่าอ้าวกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น”
“เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน อารยธรรมตัวข่าอ้าวกับสหพันธรัฐได้ติดต่อกันเป็นครั้งแรก ตอนนั้นความสัมพันธ์ยังค่อนข้างเป็นมิตร”
“พวกเขาได้ยินว่านักยุทธ์ของสหพันธรัฐแข็งแกร่งมาก จึงเชิญนักยุทธ์ของเราไปแสดงฝีมือที่ดาวแม่ของตัวข่าอ้าว”
หลินเยว่ฟังด้วยความสนใจยิ่ง ตลอดหนึ่งพันปีมานี้ เขาคิดว่าตนเองเคยพบเจอสิ่งมีชีวิตจากอารยธรรมอื่นมามากมาย แต่สุดท้ายกลับพบว่าที่ได้พบเจอล้วนเป็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งสิ้น
การได้ฟังเรื่องราวของเผ่าต่างดาวเหล่านี้ จึงให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
“สหพันธรัฐให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงจัดส่งยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ท่านหนึ่งไปยังดาวแม่ของอารยธรรมตัวข่าอ้าว”
“ยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ท่านนั้นมีพลังใกล้เคียงกับระดับสูงสุดแล้ว ตอนแสดงฝีมือจึงไม่ได้ออมแรง ภายใต้สายตาของชาวตัวข่าอ้าว การโจมตีเต็มกำลังเพียงครั้งเดียว ก็ทำลายยอดเขาที่สูงที่สุดบนดาวตัวข่าอ้าวจนแหลกละเอียด”
ชาร์ลส์หัวเราะ “แต่การลงมือครั้งนั้นของเขา เล่นเอาอารยธรรมตัวข่าอ้าวกลัวจนหัวหดเลยทีเดียว”
“พวกชาวตัวข่าอ้าวที่มีรูปลักษณ์คล้ายวานรพวกนั้น ไหนเลยจะเคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่ระเบิดพลังงานมหาศาลขนาดนี้ออกมาได้”
“หลังจากการแสดงจบลง ชาวตัวข่าอ้าวภายนอกก็แสดงท่าทีว่ายินดีจะร่วมมือกับสหพันธรัฐอย่างลึกซึ้ง แต่ลับหลังกลับทุ่มเททรัพยากรหายากมหาศาล เพื่อแลกเปลี่ยนคัมภีร์ลับวิถียุทธ์จากสหพันธรัฐไปทำการวิจัย”
ได้ยินดังนั้น หลินเยว่จึงถามด้วยความสงสัย “คัมภีร์ลับวิถียุทธ์ของมนุษย์ พวกมันคงฝึกไม่ได้กระมัง”
“แน่นอน!” ชาร์ลส์พยักหน้า
“แต่ชาวตัวข่าอ้าวกลับใช้วิธีแหวกแนว พวกมันอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพที่ก้าวหน้าของตน สร้างอาวุธชีวภาพชนิดหนึ่งขึ้นมา”
“และถอดรหัสเคล็ดวิชาในวิถียุทธ์ แล้วป้อนข้อมูลเหล่านั้นเข้าไปในอาวุธชีวภาพ”
“สหพันธรัฐเพิ่งล่วงรู้เรื่องนี้ในภายหลัง เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในพื้นที่แห่งหนึ่ง”
“ครั้งนั้น หน่วยลาดตระเวนชายแดนของสหพันธรัฐซึ่งประกอบด้วยนักยุทธ์ทั้งทีม ได้เผชิญหน้ากับอาวุธชีวภาพของชาวตัวข่าอ้าวขณะลาดตระเวนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง”
“ชาวตัวข่าอ้าวจงใจปล่อยอาวุธชีวภาพเหล่านั้นลงบนดาวเคราะห์ที่อยู่ในเส้นทางลาดตระเวน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทดสอบอานุภาพของมัน”
“ในการปะทะครั้งนั้น สมาชิกหน่วยรบของสหพันธรัฐทั้งสิบสองนายเสียชีวิตทั้งหมด แต่สามารถสังหารอาวุธชีวภาพไปได้เพียงสองตัวเท่านั้น”
“โชคดีที่เครื่องบันทึกของสมาชิกนายหนึ่งไม่ถูกทำลาย และได้บันทึกภาพตอนที่ชาวตัวข่าอ้าวมาเก็บกู้ซากอาวุธชีวภาพในภายหลังเอาไว้ได้ สหพันธรัฐจึงได้ล่วงรู้ถึงความทะเยอทะยานของชาวตัวข่าอ้าว”
“นับแต่นั้นมา สหพันธรัฐและอารยธรรมตัวข่าอ้าวก็เข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมทำสงคราม”
“ทำไมถึงเป็นสถานะเตรียมพร้อมทำสงคราม ไม่ใช่เปิดศึกเลยล่ะ” หลินเยว่ถาม
“สหพันธรัฐยังไม่พร้อม อารยธรรมตัวข่าอ้าวก็ยังไม่พร้อมเช่นกัน”
“สหพันธรัฐไม่รู้ว่าอาวุธชีวภาพของอารยธรรมตัวข่าอ้าวพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว ส่วนอารยธรรมตัวข่าอ้าวก็หวาดระแวงยอดฝีมือของสหพันธรัฐอย่างยิ่ง ดังนั้นแม้จะแตกหักกันแล้ว แต่ตลอดห้าสิบปีมานี้ก็ยังไม่ได้รบกันจริงๆ จังๆ เสียที”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
ชาร์ลส์ถอนหายใจเบาๆ “ลูกธนูขึ้นสายแล้ว จำต้องยิงออกไป!”
“รายงานการสำรวจล่าสุดของสหพันธรัฐระบุว่า อารยธรรมตัวข่าอ้าวได้เริ่มเดินสายการผลิตอาวุธชีวภาพแล้วถึงสิบสาย หากรอต่อไป...”
“อีกสามวันจะมีการประกาศกฎอัยการศึก นั่นคือการเตรียมการขั้นสุดท้ายก่อนสงคราม”
พูดจบ ชาร์ลส์ก็กลับมายิ้มอีกครั้ง “แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นฝ่ายรุก ย่อมมีความได้เปรียบในการลงมือก่อน”
“เจ้าเพิ่งกลับสู่อ้อมอกของสหพันธรัฐ คอยดูให้ดีเถอะ สหพันธรัฐของเราเก่งกาจจะตายไป!”
หลินเยว่ยิ้มพลางพยักหน้า
หลังจากคุยกันจบ หลินเยว่ก็เอนกายลงบนเตียงของตน
เจตจำนงแห่งยุทธ์ภายใต้การควบคุมของเขา เชื่อมต่อเข้ากับเจตจำนงแห่งจักรวาล
ห้วงดาราอันกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลินเยว่ในชั่วพริบตา
“ตัวข่าอ้าว...”
หลินเยว่เอ่ยสามคำนี้ออกมาเบาๆ ห้วงดาราพลันหมุนวนอย่างรวดเร็ว ดวงดาวนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านด้านหลังของหลินเยว่ไปด้วยความเร็วสูง
รออยู่ประมาณหนึ่งนาที ดาวเคราะห์สีเหลืองดินดวงหนึ่งก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นในครรลองสายตาของหลินเยว่
เจตจำนงแห่งจักรวาลได้คลี่ข้อมูลทั้งหมดของอารยธรรมตัวข่าอ้าวไว้เบื้องหน้าหลินเยว่
ไม่นานนัก หลินเยว่ก็พยักหน้าเบาๆ เจตจำนงแห่งจักรวาลค่อยๆ ถอยร่นออกไปอย่างเงียบเชียบ
‘ศึกครั้งนี้ของอารยธรรมมนุษย์ ดูท่า... จะไม่ได้เคี้ยวง่ายอย่างที่ชาร์ลส์พูดเสียแล้ว’
‘ต้นทุนการสร้างอาวุธชีวภาพเหล่านั้นต่ำกว่าที่สหพันธรัฐคาดการณ์ไว้มาก ทั้งคุณภาพก็สูงกว่าที่ประเมินไว้เช่นกัน’
‘หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ โอกาสแพ้ชนะระหว่างอารยธรรมมนุษย์กับอารยธรรมตัวข่าอ้าว น่าจะอยู่ที่สี่ต่อหก อารยธรรมมนุษย์สี่ อารยธรรมตัวข่าอ้าวหก’
นิ้วของหลินเยว่เคาะเบาๆ ที่ขอบเตียง
เขากำลังครุ่นคิดว่าควรจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ดีหรือไม่
แต่จะช่วยอย่างไร นั่นคือปัญหา
ในฐานะเทพยุทธ์เพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมต่อกับเจตจำนงแห่งจักรวาล เพียงแค่หลินเยว่คิดเพียงวูบเดียว ก็สามารถเร่งความเร็วในการพัฒนาวิถียุทธ์ของอารยธรรมมนุษย์ทั้งมวลได้
กระทั่งสามารถฝืนยกระดับพลังของเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์แห่งสหพันธรัฐให้สูงขึ้นได้ด้วยซ้ำ
แต่การกระทำเช่นนั้น ก็ไม่ต่างอันใดกับการดึงต้นกล้าเพื่อเร่งให้มันเติบโต
การพัฒนาของอารยธรรม จำเป็นต้องอาศัยจังหวะและโอกาส แต่ไม่ต้องการพรจากสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น ที่เขามายังที่แห่งนี้ ก็เพื่อสัมผัสร้อยพันวิถีแห่งธุลีโลก และเติมเต็ม ‘หัวใจยุทธ์แห่งธุลีโลก’ ให้สมบูรณ์
หากทุกสิ่งจัดการได้ด้วยการนึกคิดเพียงครั้งเดียว ป่านนี้เขาคงข้ามทางช้างเผือกไปตามหาสหายเก่าแล้ว
แต่หากทำเช่นนั้น ก็คงไม่อาจเรียกว่าเป็นการฝึกฝน ‘หัวใจยุทธ์แห่งธุลีโลก’ และตนก็คงไม่มีวันได้เป็นเทพยุทธ์ที่แท้จริง
“คงต้องรอดูก่อน บางที... ข้าควรจะเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอารยธรรมมนุษย์”