- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 27: ดาวพร็อกซิมา?
บทที่ 27: ดาวพร็อกซิมา?
บทที่ 27: ดาวพร็อกซิมา?
“จวบจนวันหนึ่ง ประมุขยุทธภพผู้หนึ่งเห็นว่าของวิเศษแห่งเซียนเหล่านั้นเป็นลางอัปมงคล จึงมีคำสั่งให้ทำลายของวิเศษที่ชำรุดเสียหายทิ้งเสียทั้งหมด”
“นับแต่นั้นมา ท่านเซียนและของวิเศษแห่งเซียนก็กลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานในร้อยเมือง”
เย่จื่อเวยถ่ายทอดเรื่องราวที่บิดาเคยเล่าให้ฟังตามความเข้าใจของตนเองจนจบ
หลินเยว่จับใจความสำคัญได้หลายอย่างจากเรื่องราวนั้น
เขาคาดเดาว่า ท่านเซียนที่เย่จื่อเวยเอ่ยถึง น่าจะเป็นนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่องราวของเซียนผู้วิเศษนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะที่นี่คือโลกยุทธ์ระดับสูง หาใช่โลกบำเพ็ญเซียนไม่
ผู้ที่สามารถพาผู้คนย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ร้างได้ อย่างน้อยต้องมีระดับพลังถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ และต้องเป็นยอดฝีมือในขอบเขตนั้นด้วย
มีเพียงการบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น จึงจะสามารถใช้เจตจำนงแห่งยุทธ์ทะลวงพันธนาการแห่งห้วงมิติ และสร้างอุโมงค์ที่ค่อนข้างมั่นคงได้ ทำให้การเดินทางข้ามดวงดาวไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสายเทคโนโลยีอีกต่อไป
จากคำบอกเล่าของเย่จื่อเวย หลินเยว่วิเคราะห์ได้ว่า
บรรพบุรุษของเย่จื่อเวยและบรรพบุรุษของเผ่าปีศาจ แท้จริงแล้วต่างก็เป็นผู้อยู่อาศัยภายใต้การปกครองของนักยุทธ์ผู้แข็งแกร่งคนนั้น
และนักยุทธ์ผู้แข็งแกร่งท่านนั้น เพื่อที่จะขยายดินแดน จึงได้อพยพมนุษย์และเผ่าปีศาจบางส่วนมายังดาวเคราะห์ที่เย่จื่อเวยอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งยังทิ้งสิ่งที่เรียกว่าของวิเศษแห่งเซียนเอาไว้จำนวนไม่น้อย
ของวิเศษแห่งเซียนเหล่านี้ น่าจะเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีบางอย่าง
น่าจะเป็นในช่วงเวลานี้เอง ที่เกิดการต่อสู้ปะทุขึ้นระหว่างยอดฝีมืออีกคนกับนักยุทธ์ท่านนี้ ผลแพ้ชนะเป็นอย่างไรไม่อาจทราบได้
แต่อาณาเขตวิถียุทธ์ของทั้งสองน่าจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ทางเทคโนโลยี ทำให้อุปกรณ์ที่หลงเหลืออยู่บนดาวดวงนั้นสูญเสียประสิทธิภาพไป
อาณาเขตของหลินเยว่ในตอนนี้ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกันได้
นั่นหมายความว่า ดาวเคราะห์ที่เย่จื่อเวยอาศัยอยู่ เพิ่งจะมีการพัฒนามาได้เพียงร้อยกว่าปีเท่านั้น
แต่เนื่องจากเกิดรอยแยกทางอารยธรรม เทคโนโลยีจึงไม่ได้รับการสืบทอดต่อมา ทว่าวิถียุทธ์กลับได้รับการสืบทอดมาได้ค่อนข้างดีกว่า
ประกอบกับไม่มียอดฝีมือท่านนั้นคอยสะกดข่ม ความขัดแย้งระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจบนดาวดวงนั้นจึงค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การเข่นฆ่าสังหารกันเองในที่สุด
ส่วนเรื่องที่เย่จื่อเวยบอกว่า มีประมุขยุทธภพท่านหนึ่งทำลายของวิเศษแห่งเซียน ในมุมมองของหลินเยว่ มีความเป็นไปได้สูงว่าประมุขยุทธภพท่านนั้นเห็นว่าการเก็บอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้งานไม่ได้เอาไว้ รังแต่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนบางกลุ่ม
และอาจมีคนบางกลุ่มพยายามสรรหาวิธีการต่างๆ เพื่อกู้คืนอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ
แต่เนื่องจากผลกระทบของอาณาเขต เรื่องนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำเร็จ
เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครทะลวงผ่านสู่ขอบเขตปรมาจารย์ จนสัมผัสถึงธรณีประตูแห่งอาณาเขตได้ จึงจะสามารถทำลายพันธนาการนี้ได้
แต่นักยุทธ์บนดาวดวงนั้นดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้ ดังนั้น ประมุขยุทธภพท่านนั้นจึงตัดสินใจทำลายอุปกรณ์เทคโนโลยีทิ้งเสีย เพื่อให้ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาวิถียุทธ์เพียงอย่างเดียว
โลกที่เย่จื่อเวยเล่ามานี้ ในสายตาของหลินเยว่นับว่าน่าสนใจทีเดียว
มันช่วยสร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ ให้กับชีวิตอันราบเรียบของเขา
“ดาวของพวกเจ้า มีชื่อว่าอะไรหรือ?”
หลินเยว่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ท่านพ่อบอกข้าว่า มันชื่อดาวพร็อกซิมาเจ้าค่ะ”
หลินเยว่เพิ่งจะพยักหน้า แต่จู่ๆ ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
“เจ้าบอกว่าชื่ออะไรนะ? ดาวพร็อกซิมา?”
เย่จื่อเวยตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ชะ...ใช่เจ้าค่ะ พี่ใหญ่หลินรู้จักดาวของพวกเราด้วยหรือ?”
ห้วงความคิดของหลินเยว่พลันย้อนกลับไปเมื่อห้าร้อยปีก่อนในชั่วพริบตา
ในเวลานั้น ตามนิยายและภาพยนตร์ต่างๆ บนโลก คำว่า 'พร็อกซิมา' มักจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังอันงดงามเสมอ
ว่าเป็นบ้านหลังที่สองของมนุษยชาติ เป็นดาวเคราะห์ในเขตอาศัยได้ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่มนุษย์จะอพยพไปอยู่
แน่นอนว่า หลินเยว่รู้ดีว่าดาวพร็อกซิมาที่เย่จื่อเวยพูดถึง มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่มีชื่อพ้องกันเท่านั้น
โลกในอดีต หรือแม้แต่จักรวาลในอดีต ชาตินี้เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะได้กลับไปอีกหรือไม่
เพียงแต่ชื่อนี้ ได้ไปสะกิดความคะนึงหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของหลินเยว่ขึ้นมา
“พี่ใหญ่หลิน?”
เสียงของเย่จื่อเวยดึงสติของหลินเยว่กลับมา
“พี่ใหญ่หลินก็รู้จักดาวพร็อกซิมาหรือเจ้าคะ?”
หลินเยว่ถอนหายใจเบาๆ “ข้าเคยได้ยินชื่อนี้ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก และก็น่าจะไม่ใช่ดาวดวงเดียวกับของเจ้า”
เย่จื่อเวยครางรับในลำคอด้วยความผิดหวังเล็กน้อย
แต่เพียงไม่นาน นางก็กลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง
“พี่ใหญ่หลิน ท่านคือยอดฝีมือในขอบเขตปรมาจารย์ใช่หรือไม่? ข้าฟังท่านพ่อบอกว่า ขอเพียงบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ ก็จะมีโอกาสออกไปจากดาวพร็อกซิมาได้!”
“ดาวพร็อกซิมายากจนขัดสนเหลือเกิน ทรัพยากรก็มีน้อย แถมยังมีเผ่าปีศาจคอยแย่งชิง ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลยจริงๆ”
“ข้า...”
“ก็คงนับว่าเป็นกระมัง”
หลินเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เป็นไปตามคาด การคาดเดาของเขาตรงกับคำบอกเล่าของเย่จื่อเวย
“ว้าว! พี่ใหญ่หลิน! ท่านอยู่ขอบเขตปรมาจารย์จริงๆ ด้วย! ท่านพ่อบอกว่า ขอบเขตปรมาจารย์คือนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก!”
“เคล็ดวิชาในร้อยเมืองของพวกเรา ไม่มีเล่มไหนเลยที่สามารถฝึกฝนจนไปถึงขอบเขตปรมาจารย์ได้!”
ดวงตาของเย่จื่อเวยเป็นประกายระยิบระยับ ความเลื่อมใสศรัทธาฉายชัดออกมาทางสีหน้า
ดูเหมือนว่าอารยธรรมของเด็กหญิงผู้นี้ หรือจะกล่าวให้ถูกคือร้อยเมืองเผ่ามนุษย์บนดาวพร็อกซิมาของนาง แม้จะมีรากฐานด้านวิถียุทธ์ที่ไม่เลว แต่เคล็ดวิชากลับไม่ได้สูงส่งเท่าใดนัก
หลินเยว่สรุปข้อเท็จจริงนี้ในใจ
“อยากเรียนหรือไม่?”
สิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของเย่จื่อเวยก็แข็งค้างไปทันที
“จะ...จริงหรือเจ้าคะ?”
“รออีกไม่กี่วัน ข้าจะสอนเจ้า”
อาจเป็นเพราะคำพูดของเย่จื่อเวยไปสะกิดความคะนึงหาของหลินเยว่
หรืออาจเป็นเพราะหลินเยว่เองก็ไม่ได้รังเกียจเด็กหญิงคนนี้
หรืออาจเป็นเพราะเด็กหญิงคนนี้แม้จะระแวดระวังหลินเยว่ แต่ก็ไม่ได้มีสิ่งใดปิดบังอำพราง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หลินเยว่ก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านที่จะสั่งสอนวิชาให้เย่จื่อเวย
เย่จื่อเวยพยักหน้าอย่างลิงโลด
หลังจากพูดคุยกับเด็กหญิงจนจบ ก็ให้เสี่ยวโหรวคอยดูแลนาง ส่วนหลินเยว่ก็กลับเข้าไปในห้องบำเพ็ญเพียร
สาเหตุที่ต้องรออีกไม่กี่วันค่อยสอนเย่จื่อเวย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลินเยว่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะทำให้ระดับพลังในขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์มั่นคงสมบูรณ์
จะสั่งสอนผู้อื่นได้ ตนเองย่อมต้องเชี่ยวชาญเสียก่อน
ค่ำคืนนั้น จันทร์กระจ่างลอยเด่นกลางนภา
เย่จื่อเวยนอนอยู่บนโซฟาที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา สีหน้าที่ตึงเครียดมาตลอดในที่สุดก็ผ่อนคลายลงบ้าง
มองดูดวงจันทร์ที่แปลกตาผ่านหน้าต่าง น้ำตาใสสองสายก็ไหลรินจากหางตาของนาง
“ท่านพ่อ... ท่านแม่...”
“พี่ชาย พี่สาว...”
“จื่อเวยคิดถึงทุกคนเหลือเกิน...”
จู่ๆ ก็ต้องมาอยู่ในสถานที่แปลกถิ่น เผชิญหน้ากับตัวตนที่แข็งแกร่งจนยากจะจินตนาการ แม้เย่จื่อเวยจะรู้แล้วว่าพี่ใหญ่หลินคงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
แต่นางก็เพิ่งจะอายุแปดขวบเท่านั้น
หากจะบอกว่าไม่กลัวเลยสักนิดก็คงเป็นการโกหก
ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เย่จื่อเวยพยายามข่มอารมณ์ของตัวเอง พยายามทำตัวให้ว่าง่ายและน่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่มาถึงตอนนี้ ในที่สุดนางก็กลั้นไว้ไม่อยู่
เด็กหญิงนอนขดตัวอยู่บนโซฟา กอดเข่าทั้งสองข้าง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
“จื่อเวยไม่รู้ว่าพี่ใหญ่หลินหลอกจื่อเวยหรือเปล่า... และไม่รู้ว่าอีกสามสิบวันจะได้กลับบ้านจริงไหม...”
“แต่! จื่อเวย... จื่อเวยจะเป็นเด็กดี จะเชื่อฟังพี่ใหญ่หลิน!”
“ขนาดเผ่าปีศาจข้ายังไม่กลัว พี่ใหญ่หลินเป็นคนดี พี่สาวเสี่ยวโหรวก็ทำกับข้าวอร่อย ข้ายิ่งไม่สมควรต้องกลัว!”
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายพี่สาว ทุกคนต้องรอข้ากลับไปนะ!”
เย่จื่อเวยพึมพำเสียงเบา
ในห้องครัว เสี่ยวโหรวที่กำลังเก็บกวาดทำความสะอาดพลันหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงพึมพำของเด็กหญิงตัวน้อย นางส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา
เมื่อทำความสะอาดเสร็จและเตรียมจะกลับไปชาร์จพลังงานที่แท่นชาร์จ ก็เห็นว่าเย่จื่อเวยส่งเสียงกรนเบาๆ ออกมาแล้ว
เห็นว่าเย่จื่อเวยไม่ได้ห่มผ้า เสี่ยวโหรวจึงไปหยิบผ้าห่มผืนหนึ่งออกมาจากห้องนอน แล้วบรรจงห่มให้บนร่างของเด็กหญิงอย่างแผ่วเบา
เย่จื่อเวยส่งเสียงละเมอออกมาเบาๆ
“ขอบคุณค่ะ... ท่านแม่...”
ที่แท้ก็กำลังฝันอยู่นี่เอง...