- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 28: โลกอาณาเขต และเคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพ
บทที่ 28: โลกอาณาเขต และเคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพ
บทที่ 28: โลกอาณาเขต และเคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพ
สามวันต่อมา หลินเยว่พบว่าในขณะที่ตนกำลังปรับรากฐานพลังให้มั่นคงอยู่ในห้องบำเพ็ญเพียร เย่จื่อเวยก็มิได้อยู่เฉย
นางตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเช้าทุกวัน นอกจากการกินและการนอนแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดนางกลับทุ่มเทไปกับการฝึกยุทธ์
นางมิกล้าฝึกฝนในลานฝึกยุทธ์ด้วยเกรงว่าจะรบกวนหลินเยว่ จึงเลือกที่จะไปฝึกยุทธ์บนพื้นที่ว่างอันราบเรียบข้างแปลงเพาะปลูกอเนกประสงค์แทน
‘มิน่าเล่าอายุเพียงแปดขวบก็สามารถบรรลุขอบเขตนักยุทธ์ได้ นอกเหนือจากพรสวรรค์และเคล็ดวิชาแล้ว ความวิริยะอุตสาหะและความยึดมั่นในวิถียุทธ์ก็นับเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้เช่นกัน’
เรื่องนี้ทำให้หลินเยว่รู้สึกชื่นชมในตัวเย่จื่อเวยเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ทว่าหลินเยว่ก็สังเกตเห็นเช่นกันว่า เย่จื่อเวยมีอาการบาดเจ็บแฝงเร้นอยู่ในกาย
อาการบาดเจ็บนี้มิใช่บาดแผลภายนอก หากแต่เกิดจากเคล็ดวิชาที่นางฝึกฝน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวิชาที่เน้นความสำเร็จแบบเร่งรัด
หลินเยว่มิรู้ว่าผู้ใดเป็นคนบัญญัติวิชานี้ขึ้น แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่เหมาะที่จะฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็ก
หากเป็นผู้ใหญ่ฝึกฝนย่อมได้มากกว่าเสีย ระดับพลังยุทธ์จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะทำลายศักยภาพไปบ้าง แต่ก็เหมาะสมอย่างยิ่งกับโลกที่การต่อสู้พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
แต่หากให้เด็กฝึกฝน นานวันเข้าก็จะสะสมอาการบาดเจ็บภายในไว้มากมาย
หากปล่อยไว้เช่นนี้ อย่าว่าแต่การทะลวงผ่านขอบเขตปราณก่อกำเนิดจะยากเย็นแสนเข็ญเลย ต่อให้ทะลวงผ่านไปได้ ก็คงเป็นยอดฝีมือขอบเขตปราณก่อกำเนิดที่อายุสั้นเป็นแน่
เวลาสามวันผ่านไปในชั่วพริบตา ในที่สุดระดับพลังของหลินเยว่ก็มั่นคงโดยสมบูรณ์
และเขาก็เริ่มเตรียมตัวที่จะถ่ายทอดวิชาบางอย่างให้แก่เย่จื่อเวย
“จื่อเวย มานี่สิ!”
หลินเยว่เดินออกจากห้องบำเพ็ญเพียร พลางกวักมือเรียกเย่จื่อเวยที่อยู่ไกลออกไปเบาๆ
เย่จื่อเวยเผยสีหน้าดีใจ นางกระโดดโลดเต้นเข้ามาหาหลินเยว่
“พี่ใหญ่หลิน!”
เย่จื่อเวยรู้ดีว่า นี่คือเวลาที่พี่ใหญ่หลินจะชี้แนะวิถียุทธ์แก่นางแล้ว
“จื่อเวย วิชายุทธ์ที่เจ้าฝึกฝนอยู่นั้นไม่เหมาะกับเจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะสอนวิชาใหม่ให้แก่เจ้า”
เย่จื่อเวยพยักหน้าหงึกหงักด้วยความตื่นเต้น
หลินเยว่เผยรอยยิ้ม ในเมื่อเขาปรับรากฐานพลังในขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์จนมั่นคงแล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องสอนวิชาแบบจับมือทำเหมือนแต่ก่อน วิธีการเช่นนั้นทั้งประสิทธิภาพต่ำและดูเสียราคา
บัดนี้ เขามีวิธีการที่สะดวกและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งกว่า
ทันใดนั้น เย่จื่อเวยก็พบว่าสภาพแวดล้อมรอบกายพลันแปรเปลี่ยนไป
มิใช่ลานฝึกยุทธ์เมื่อครู่อีกต่อไป หากแต่เป็นเกาะเล็กๆ ที่ลอยอยู่เหนือท้องทะเล
“นี่! นี่มัน!” เย่จื่อเวยไหนเลยจะเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“พี่ใหญ่หลิน! ท่านยังจะบอกว่าท่านไม่ใช่เซียนอีกหรือ!”
“ฮ่าๆ ข้าไม่ใช่เซียนวิเศษที่ไหนจริงๆ ก็บอกเจ้าแล้วไงว่าข้าเป็นเพียงนักยุทธ์คนหนึ่ง”
“ในห้วงดาราอันไพศาล ยังมีนักยุทธ์อีกมากมายที่แข็งแกร่งกว่าข้า และมีวิธีการที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่านี้”
“ข้า...ก็เป็นเพียงผู้ที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเท่านั้น”
“จื่อเวย นี่คือโลกอาณาเขตที่ข้าสร้างขึ้นด้วยเจตจำนงแห่งยุทธ์” หลินเยว่ชี้ไปยังท้องทะเลอันกว้างใหญ่รอบเกาะ
“วิชายุทธ์ที่ข้าจะสอนเจ้า มีชื่อว่า《เคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพ》”
“เมื่อฝึกฝนสำเร็จ พลังเน่ยจิ้นจะดุจดั่งคลื่นสมุทรที่ถาโถม ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทั้งยังมีอานุภาพสั่นสะเทือนจักรวาล”
“นี่คือวิชายุทธ์ที่แฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งยุทธ์ จงตั้งใจทำความเข้าใจให้ดี การจะบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ย่อมมิใช่ปัญหา”
เย่จื่อเวยอ้าปากค้าง นางตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หลินเยว่วางมือลงบนศีรษะของเย่จื่อเวยอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเย็นสบายสายหนึ่งไหลผ่านเข้าสู่ห้วงความคิดของนาง
พร้อมกับความเย็นสบายนั้น ข้อมูลอันชัดเจนและซับซ้อนชุดหนึ่งก็หลั่งไหลตามเข้ามา
เคล็ดวิชา《คลื่นใสสะท้านภพ》ทั้งชุดได้ถูกประทับลงในความทรงจำของเย่จื่อเวยแล้ว
“จื่อเวย ทุกวันข้าจะคงสภาพโลกอาณาเขตแห่งนี้ไว้สิบชั่วโมง จิตสำนึกของเจ้าในโลกนี้จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ากว่าโลกภายนอกสิบเท่า”
“กล่าวคือ ในแต่ละวันเจ้าจะสามารถฝึกฝนในโลกอาณาเขตแห่งนี้ได้นานถึงหนึ่งร้อยชั่วโมง”
“เกลียวคลื่นแห่งท้องทะเลมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝนเคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพ จงตั้งใจทำความเข้าใจให้ดี!”
กล่าวจบ ร่างของหลินเยว่ก็เลือนหายไปจากเบื้องหน้าของเย่จื่อเวย
ทิ้งให้เย่จื่อเวยที่ยังคงตกตะลึงยืนอยู่บนเกาะเล็กๆ เพียงลำพัง
ส่วนภายนอกโลกอาณาเขต หลินเยว่มองดูเย่จื่อเวยที่ยืนเหม่อลอยอยู่ในโลกความเป็นจริง พลางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
เขาคำนวณในใจ ‘วันหนึ่งฝึกฝนหนึ่งร้อยชั่วโมง ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบหกวัน เท่ากับสองพันหกร้อยชั่วโมง หรือก็คือเวลาฝึกฝนล้วนๆ กว่าร้อยวัน ด้วยพรสวรรค์ของเย่จื่อเวย เวลาเพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำความเข้าใจเคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพได้อย่างถ่องแท้’
มิใช่ว่าหลินเยว่ไม่อยากเปิดโลกอาณาเขตให้เย่จื่อเวยตลอดทั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง และมิใช่ว่าเขาทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะเย่จื่อเวยยังเด็กนัก
โลกอาณาเขตส่งผลต่อกระบวนการคิดของนาง โดยการเร่งความเร็วความคิด ทำให้นางมีเวลาฝึกฝนมากขึ้น
ทว่ามันก็เพิ่มภาระให้กับสมองของนางอย่างมหาศาลเช่นกัน
จากการประเมินของหลินเยว่ การเร่งความเร็วความคิดวันละสิบชั่วโมงคือขีดจำกัดของเย่จื่อเวยแล้ว หากเกินกว่านี้แม้เพียงนาทีเดียวอาจเกิดปัญหาได้
เป็นไปตามคาด เมื่อครบสิบชั่วโมง ร่างของเย่จื่อเวยก็สั่นสะท้านเฮือกใหญ่ นางมองไปรอบกายด้วยแววตาเลื่อนลอย ก่อนจะเดินโซซัดโซเซไปทรุดตัวลงนั่งที่ขอบลานฝึกยุทธ์
หลินเยว่เห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหา แล้ววางมือลงบนศีรษะของนางเบาๆ อีกครั้ง
ครู่ต่อมา เย่จื่อเวยจึงกลับมาเป็นปกติ
“พี่ใหญ่หลิน!”
“มหัศจรรย์เกินไปแล้ว!”
“เคล็ดวิชาคลื่นใสสะท้านภพนั่นก็สุดยอดมากเลย!”
หลินเยว่หัวเราะพลางกล่าว “แต่สิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้ มีเพียงกินข้าวและนอนหลับเท่านั้น”
“หากนอนหลับไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อเวลาฝึกฝนในโลกอาณาเขตเอานะ!”
เย่จื่อเวยเชื่อใจหลินเยว่อย่างหมดหัวใจ นางพยักหน้าหงึกหงักแล้ววิ่งเหยาะๆ กลับไปยังบ้านนิรภัย
ส่วนหลินเยว่ก็ได้สั่งให้เสี่ยวโหรวเตรียมอาหารยาที่เหมาะสมไว้ให้เย่จื่อเวยแต่เนิ่นๆ แล้ว
เย่จื่อเวยยังเด็กนัก ไม่อาจทานโอสถเหมือนแขกคนก่อนๆ อย่างจี้เฟยหางหรือหลี่เฉิงอันได้ อาหารยาจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
วันรุ่งขึ้น จิตสำนึกของเย่จื่อเวยก็เข้าสู่โลกอาณาเขตเพื่อฝึกฝนอีกครั้ง
ขณะที่หลินเยว่กำลังจะกลับเข้าห้องบำเพ็ญเพียร สายตาพลันเบนไปยังป่าที่ชายขอบเขตปลอดภัย
‘เหมือนคราวก่อนงั้นรึ? มีแขกมาเยือนติดๆ กันสองคนอีกแล้ว?’
ที่ชายขอบเขตปลอดภัย ปรากฏระลอกคลื่นมิติให้เห็นอย่างชัดเจน
ไม่นานนัก ชายร่างกำยำผู้หนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า
ชายผู้นั้นมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แข็งแกร่งดุจก้อนเหล็ก ส่วนสูงกว่าสองเมตร ท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างสวมกางเกงขายาวที่ยัดปลายขาลงในรองเท้าบูทหนัง ในมือกระชับดาบหัวปีศาจเล่มโต
ศีรษะโล้นเลี่ยน ไว้เคราครึ้ม คิ้วขมวดเป็นรูปตัววีกลับหัว บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากคมมีดสองรอยดูน่ากลัว แววตาอำมหิตเยือกเย็น แผ่กลิ่นอายกดดันออกมาอย่างรุนแรง
“มารดามันเถอะ! ฝีมือไอ้สารเลวตัวไหนกัน?!”
“พาบิดามาโผล่ที่ไหนวะเนี่ย?!”
ปากสบถด่าทอ แต่ร่างกายกลับตื่นตัวเต็มที่ กล้ามเนื้อเกร็งแน่น ดาบหัวปีศาจถูกยกขึ้นขวางลำตัวเพื่อป้องกันภัย
หลินเยว่พิจารณาชายร่างกำยำผู้นั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
‘นักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิด?’
‘ห้าร้อยกว่าปีมานี้ เจ้านี่น่าจะเป็นแขกที่เก่งกาจที่สุดแล้วกระมัง?’
“ใคร! แม่งเอ๊ย! ไอ้พวกหัวหดมุดหัวอยู่ในกระดอง! โผล่หัวออกมาหาบิดาเดี๋ยวนี้!”
ชายร่างกำยำตวาดลั่นพร้อมสะบัดดาบหัวปีศาจ ปราณดาบสีแดงฉานพุ่งทะยานเข้าใส่ทิศทางที่หลินเยว่ยืนอยู่อย่างรวดเร็ว!
ต้นไม้ที่ขวางทางปราณดาบถูกตัดขาดสะบั้นในพริบตา ทว่าก่อนที่มันจะสัมผัสถูกตัวหลินเยว่ กลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
อย่าว่าแต่กฎของเขตปลอดภัยที่กำหนดไว้ว่าไม่มีผู้ใดทำอันตรายหลินเยว่ในที่แห่งนี้ได้เลย ต่อให้ไม่มีกฎนั้น แล้วหลินเยว่ยืนเฉยๆ ให้ ‘เจ้าหนู’ ขอบเขตปราณก่อกำเนิดผู้นี้ฟันแทง ให้มันฟันไปอีกร้อยปีก็อย่าหวังว่าจะทำอันตรายหลินเยว่ได้แม้แต่ปลายเส้นผม