- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 26: แม่นางน้อยผู้นี้ รู้จักความหมายของคำว่าดวงดาวด้วยหรือ?
บทที่ 26: แม่นางน้อยผู้นี้ รู้จักความหมายของคำว่าดวงดาวด้วยหรือ?
บทที่ 26: แม่นางน้อยผู้นี้ รู้จักความหมายของคำว่าดวงดาวด้วยหรือ?
หลังจากหลินเยว่จากไป เย่จื่อเวยก็ลุกขึ้นด้วยความใคร่รู้ และเริ่มสำรวจไปทั่วกระท่อมหลังเล็กแห่งนี้
แม้เสี่ยวโหรวจะยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซมและขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนทนาตามปกติ
“หากเจ้าหิว ก็ไปหยิบของกินในตู้เย็นได้เลย”
เย่จื่อเวยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ตู้เย็น? ตู้เย็นคือสิ่งใดหรือ?”
ดวงตาของเสี่ยวโหรวพลันสว่างวาบ ลำแสงนวลตาพุ่งออกจากดวงตาไปกระทบตู้เย็นที่อยู่ห่างออกไป
เย่จื่อเวยสะดุ้งโหยง แต่ก็อดเอ่ยชมออกมามิได้ “พี่สาวเสี่ยวโหรว! ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก!”
“นั่นคือตู้เย็น ประตูบนล่างสามารถเปิดได้ทั้งหมด ข้างในมีขนมอยู่บ้าง”
เย่จื่อเวยพยักหน้า เดินเข้าไปคลำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดตู้เย็นได้สำเร็จ
อาหารละลานตาที่อยู่ภายในดึงดูดสายตาของเด็กหญิงในทันที
“พี่สาว! นี่คือสิ่งใดหรือ?!”
“นั่นคือไส้กรอกแฮม เจ้านายโปรดปรานอยู่บ้างเป็นบางครั้ง”
“แล้วสิ่งนี้เล่า?”
“ไอศกรีม อร่อยมากนะ”
“แล้วนี่ล่ะ?”
“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสชาติก็ไม่เลว”
“ข้ากินได้ทั้งหมดเลยหรือ?”
เสี่ยวโหรวยิ้มพลางพยักหน้า
ไม่นานนัก ใบหน้าของเย่จื่อเวยก็เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ไอศกรีมรสนมธรรมดาแท่งหนึ่ง ทำให้นางได้ลิ้มรสความหวานหอมที่ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
ต่อให้จิตใจจะสุขุมเกินวัยเพียงใด แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิงอายุแปดขวบเท่านั้น
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมื่อเสี่ยวโหรวซ่อมแซมตัวเองเสร็จสิ้น ก็ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์เล็กน้อยให้เย่จื่อเวยดูอีกครั้ง
เย่จื่อเวยถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
“พี่ใหญ่หลินยังจะปฏิเสธอีกหรือว่าตนเองไม่ใช่ท่านเซียน! พี่สาวเสี่ยวโหรว ท่านแอบบอกข้าหน่อยเถิด พี่ใหญ่หลินโกหกข้าใช่หรือไม่?”
“เขาคือท่านเซียนใช่หรือไม่?”
“ของเหล่านี้ล้วนเป็นของวิเศษแห่งเซียนใช่หรือไม่? อาหารพวกนี้ก็เป็นอาหารทิพย์ที่เหล่าเทพเซียนกินกันใช่หรือไม่?”
“อร่อยเหลือเกิน!”
แก้มของเย่จื่อเวยป่องตุ่ยเพราะเคี้ยวอาหารจนเต็มปาก เมื่อได้มาอยู่ที่นี่ นางถึงรู้สึกว่าจวนเจ้าเมืองหลิวซิงที่ตนอาศัยมาแปดปีนั้นช่างไม่ต่างจากรูหนูเลยสักนิด
สิ่งที่เรียกว่า ‘อาหารเลิศรส’ ซึ่งเคยกินมาก่อนหน้านี้ เมื่อเทียบกับอาหารของที่นี่แล้ว ช่างไร้ค่าเกินกว่าจะเอ่ยถึง
ขณะที่เย่จื่อเวยกำลังสวาปามอย่างมีความสุข หลินเยว่ก็ผลักประตูเข้ามา
ยามนี้ กลิ่นอายของเขาดูสงบนิ่งกว่าเมื่อวานมาก หากมองเพียงภายนอก ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาที่ไร้ร่องรอยการฝึกยุทธ์ จะมีก็เพียงดวงตาคู่นั้นที่เปล่งประกายสดใสเป็นพิเศษ
เย่จื่อเวยรีบลุกขึ้น พลางพยายามกลืนอาหารในปากลงคออย่างยากลำบาก
“พี่ใหญ่หลิน!”
หลินเยว่หัวเราะ “ไม่ต้องมากพิธี เจ้ากินตามสบายเถอะ ฝีมือของเสี่ยวโหรวไม่เลวเลยใช่ไหม?”
“อร่อยมากเจ้าค่ะ! อาหารฝีมือพี่สาวเสี่ยวโหรวอร่อยที่สุดในใต้หล้าเลย!”
“อร่อยก็กินเยอะๆ เข้า”
เย่จื่อเวยพยักหน้าหงึกหงัก
รอจนกินอิ่มหนำจนพุงกาง เย่จื่อเวยจึงเอ่ยด้วยความขัดเขินเล็กน้อย “ความจริง... ความจริงแล้วจื่อเวยไม่ได้กินจุถึงเพียงนี้นะเจ้าคะ...”
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอก!”
“เมื่ออิ่มแล้ว พอจะเล่าเรื่องสถานที่ที่เจ้าเคยอาศัยอยู่ให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
หลินเยว่รู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกที่แม่นางน้อยเย่จื่อเวยจากมาเป็นอย่างมาก อายุเพียงแปดขวบก็บรรลุถึงขอบเขตนักยุทธ์แล้ว เช่นนั้นยอดฝีมือของที่นั่นจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน?
“พี่ใหญ่หลิน ความจริงแล้วข้าเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองหลิวซิง ข้ามีพี่ชายสามคนและพี่สาวสองคน ปกติพวกเขาจะเรียกข้าว่าน้องหก”
“เมืองหลิวซิงคือที่ไหนหรือ?”
อันที่จริงหลินเยว่แอบสงสัยอยู่เงียบๆ ว่าเด็กหญิงผู้นี้จะรู้จักความหมายของคำว่า ‘ดวงดาว’ หรือไม่
“เมืองหลิวซิงเป็นหนึ่งในร้อยเมืองเผ่ามนุษย์ และเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เขตอิทธิพลของเผ่าปีศาจมากที่สุด มีประชากรราวสามแสนคนเจ้าค่ะ”
“เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของเผ่าปีศาจทุกวัน พวกเราทุกคนจึงต้องฝึกยุทธ์”
“พวกเผ่าปีศาจนิสัยไม่ดีเลย วันๆ เอาแต่คิดจะจับคนไปกิน!” พอพูดถึงเผ่าปีศาจ เย่จื่อเวยก็ทำแก้มป่องด้วยความโกรธเคือง
“แต่พี่ใหญ่หลิน ท่านอย่าเห็นว่าข้าตัวเล็กนะเจ้าคะ ข้าก็เคยสังหารปีศาจมาแล้วเหมือนกัน!”
หลินเยว่ถามด้วยความสงสัย “เผ่าปีศาจมีลักษณะเป็นอย่างไร?”
คิดไม่ถึงว่าโลกที่เย่จื่อเวยจากมาจะมีเผ่าปีศาจดำรงอยู่ด้วย คล้ายคลึงกับโลกของจวงหยวนหยวนและจี้เฟยหางอยู่บ้าง
แต่หลินเยว่ก็ไม่รู้ว่าเผ่าปีศาจนี้จะใช่เผ่าปีศาจเดียวกันหรือไม่
เพราะอย่างไรเสีย บนดวงดาวที่ล้าหลังและปิดกั้นข้อมูลข่าวสารเช่นนั้น หลายสิ่งหลายอย่างอาจเป็นเพียงคำศัพท์ที่ชาวพื้นเมืองบัญญัติขึ้นมาเอง ซึ่งไม่แน่ว่าจะถูกต้องเสมอไป
“เผ่าปีศาจ...”
เย่จื่อเวยใช้มือเล็กๆ เท้าคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนกำลังพิจารณาว่าจะใช้คำใดมาบรรยายดี
“ท่านรู้จักสัตว์ใช่ไหม?”
“เผ่าปีศาจก็คือสัตว์ที่เกิดมาแข็งแกร่งกว่าสัตว์ทั่วไป พวกมันสามารถฝึกฝนท่วงท่าคล้ายวิถียุทธ์ได้โดยสัญชาตญาณเจ้าค่ะ”
“พวกมันกระหายเลือด บ้าคลั่ง และแข็งแกร่งกว่าสัตว์ป่าทั่วไป แถมยังชอบกินคนด้วย!”
หลินเยว่ให้นิยามเผ่าปีศาจนี้ในใจว่า ‘น่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อสูรที่มีการสืบทอดทางสายเลือดในโลกยุทธ์ระดับสูง’
“เผ่าปีศาจพวกนี้แข็งแกร่งกว่านักยุทธ์ของพวกเจ้าหรือ?” หลินเยว่ถามด้วยความอยากรู้
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่ใหญ่หลิน เผ่าปีศาจทั่วไปก็พอๆ กับขอบเขตศิษย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ตัวที่เก่งขึ้นมาหน่อยก็เทียบได้กับขอบเขตนักยุทธ์”
“เผ่าปีศาจที่แข็งแกร่งบางตน ถึงขั้นเก่งกาจกว่ายอดฝีมือขอบเขตจอมยุทธ์เสียอีก!”
“แล้วที่เจ้าบอกว่าร้อยเมืองเผ่ามนุษย์ พวกเจ้าเป็นประเทศเดียวกันหรือเปล่า?”
เย่จื่อเวยถามกลับด้วยความงุนงง “ประเทศ? ประเทศคือสิ่งใดหรือ?”
“ก็คือ... ร้อยเมืองเผ่ามนุษย์ของพวกเจ้า ไม่มี... ผู้นำสูงสุดหรือ? คนที่เก่งกาจที่สุด พอเขาเอ่ยปากแล้วทุกคนต้องเชื่อฟังน่ะ”
หลินเยว่กลัวว่าเย่จื่อเวยจะไม่เข้าใจ จึงอธิบายเปรียบเปรยให้ฟังคร่าวๆ
“พี่ใหญ่หลินคงหมายถึงประมุขยุทธภพกระมัง! อันนี้มีเจ้าค่ะ! แต่คำพูดของเขา ถ้าดีพวกเราก็ฟัง ถ้าไม่ดีพวกเราก็ไม่ฟัง”
“ประมุขยุทธภพ... เก่งไหม?”
“แน่นอนสิเจ้าคะ! ประมุขยุทธภพอยู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นสูงสุดเชียวนะ! เก่งกาจมากเลยล่ะ!”
หลินเยว่ขมวดคิ้ว ขอบเขตปราณก่อกำเนิดขั้นสูงสุด?
ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ ดวงดาวที่เด็กแปดขวบสามารถฝึกฝนจนบรรลุขอบเขตนักยุทธ์ได้ แต่จุดสูงสุดของวิถียุทธ์กลับเป็นเพียงขอบเขตปราณก่อกำเนิดอย่างนั้นหรือ?
อย่างน้อยก็น่าจะมีขอบเขตปรมาจารย์ถึงจะนับว่าปกติมิใช่หรือ?
แต่เมื่อหลินเยว่ลองไตร่ตรองดูอีกครั้ง ดวงดาวดวงนี้ไม่ได้พัฒนาอย่างสงบสุข เหล่านักยุทธ์ต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ทุกเมื่อเชื่อวัน อัตราการเสียชีวิตจึงสูงลิ่ว เวลาที่จะใช้บำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังคงมีไม่มากนัก การที่จุดสูงสุดคือขอบเขตปราณก่อกำเนิดจึงพอจะเข้าใจได้
แต่น่าจะมีผู้เยี่ยมยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดอยู่ไม่น้อยทีเดียว
“บิดาของเจ้าก็อยู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดหรือ?”
เย่จื่อเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “เรื่องนี้ท่านก็ล่วงรู้ด้วยหรือ? ท่านต้องเป็นท่านเซียนแน่ๆ!”
หลินเยว่ยิ้มแต่ไม่ตอบ เป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆ หากเป็นเช่นนี้ ร้อยเมืองเผ่ามนุษย์ก็น่าจะมีผู้เยี่ยมยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดคอยดูแลอยู่ พลังโดยรวมถือว่าไม่ธรรมดาเลย
ด้านวิถียุทธ์น่าจะแข็งแกร่งกว่าโลกของพวกจี้เฟยหางเสียอีก
เพียงแต่ไม่มีการปกครองที่เป็นปึกแผ่น พลังของเผ่ามนุษย์จึงกระจัดกระจาย การพัฒนาเลยไปไม่ถึงไหน
“เจ้าเอาแต่พูดถึงท่านเซียน ที่นั่นมีตำนานเกี่ยวกับท่านเซียนด้วยหรือ?”
เย่จื่อเวยพยักหน้า “ตอนเด็กๆ ท่านพ่อมักจะเล่าเรื่องท่านเซียนให้ข้าฟังบ่อยๆ”
“ท่านพ่อบอกว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อน สมัยที่ท่านปู่ทวดยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่ร้อยเมืองยังไม่ถูกก่อตั้งขึ้น ดวงดาวที่พวกเราอาศัยอยู่นี้ยังไม่มีทั้งมนุษย์และปีศาจเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ?”
หลินเยว่ตกใจเล็กน้อย ‘แม่นางน้อยผู้นี้ รู้จักความหมายของคำว่าดวงดาวด้วยหรือ? ไม่เหมือนที่คาดเดาไว้เลยนี่นา’
“ท่านเซียนที่คุ้มครองท่านปู่ทวดของข้า ได้พาบรรพบุรุษของเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจมายังดวงดาวที่พวกเราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ให้พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยแบ่งแยกพื้นที่กันอยู่อาศัย”
“ท่านพ่อบอกว่า ในตอนนั้นร้อยเมืองยังมีของวิเศษแห่งเซียนอยู่มากมาย”
เย่จื่อเวยเล่าต่อ
“จากนั้น วันหนึ่ง ก็มีท่านเซียนอีกองค์มาต่อสู้กับท่านเซียนที่คุ้มครองท่านปู่ทวดของข้า หลังจากมหาสงครามครั้งนั้น ของวิเศษแห่งเซียนที่ท่านเซียนทิ้งไว้ก็ใช้การไม่ได้อีกเลย”