- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 24: เสี่ยวโหรวบาดเจ็บ เด็กสาวผู้แปลกประหลาด
บทที่ 24: เสี่ยวโหรวบาดเจ็บ เด็กสาวผู้แปลกประหลาด
บทที่ 24: เสี่ยวโหรวบาดเจ็บ เด็กสาวผู้แปลกประหลาด
หลินเยว่จมอยู่ในห้วงความฝันนั้นติดต่อกันหลายวัน
มิใช่ว่าเขาไม่อาจถอนตัวออกมาได้ ด้วยระดับพลังถึงขอบเขตปรมาจารย์ เขาย่อมสามารถปรับสภาพจิตใจของตนได้ทุกเมื่อ
เพียงแต่เขายังคงถวิลหาถึงรสสัมผัสนั้นอยู่
หลินเยว่อยู่ในเขตปลอดภัย ความเข้าใจต่อโลกภายนอกจึงหาได้จากความฝันเหล่านี้เท่านั้น
ความตื่นตะลึงที่ได้รับจากความฝันครานี้ เหนือล้ำกว่าความฝันครั้งก่อนๆ อย่างเทียบไม่ติด
ถึงขั้นทำให้เจตจำนงแห่งยุทธ์ของหลินเยว่ควบแน่นขึ้นเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้หลินเยว่ทอดถอนใจยิ่งกว่า คือวิถียุทธ์ของฝั่งสหพันธรัฐมนุษยชาตินั้นยังอ่อนแอเกินไป
แม้แต่จี้เฟยหางที่ได้รับการสั่งสอนจากเขา ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงบรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตจอมยุทธ์ เฉียดใกล้ขอบเขตปราณก่อกำเนิดเท่านั้น
หากมีผู้บรรลุขอบเขตปรมาจารย์สักคน ตาชั่งแห่งสงครามระหว่างอารยธรรมนี้คงจะเอนเอียงมาทางฝั่งสหพันธรัฐมนุษยชาติเป็นแน่
หากมีปรมาจารย์ยุทธ์คอยบัญชาการ อารยธรรมเค่อหลุนอะไรนั่นก็คงเป็นได้แค่เรื่องตลก
ไม่นานนัก หลินเยว่ก็กลับเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียรตามปกติ
การฝึกฝนวิถียุทธ์วันแล้ววันเล่า ทำให้หลินเยว่ฝังความฝันเกี่ยวกับจี้เฟยหางไว้ในก้นบึ้งของหัวใจอย่างรวดเร็ว
ห้าสิบปีผ่านไป ตบะแห่งวิถียุทธ์ของหลินเยว่ก็รุดหน้าไปอีกขั้น เจตจำนงแห่งยุทธ์ก่อตัวเป็นอาณาเขต เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งเขตปลอดภัย
นี่เป็นเพราะเขตปลอดภัยมีความกว้างยาวเพียงสิบกิโลเมตร หากไร้ซึ่งข้อจำกัดของเขตปลอดภัย อาณาเขตของหลินเยว่คงครอบคลุมรัศมีกว้างยาวนับร้อยกิโลเมตรได้โดยตรง
อาณาเขตของหลินเยว่ไม่เหมือนกับอาณาเขตที่นักยุทธ์ทั่วไปก่อตัวขึ้น ตามที่กล่าวไว้ใน《สัจธรรมวิถียุทธ์》
นักยุทธ์ทั่วไป มักจะเชี่ยวชาญเพียงหนึ่งหรือสองวิถี
อาณาเขตจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง
อาณาเขตของนักยุทธ์ที่เชี่ยวชาญวิถีกระบี่ ย่อมเต็มไปด้วยปราณกระบี่ที่พุ่งพล่าน
อาณาเขตของนักยุทธ์ที่เชี่ยวชาญเพลงหมัด ย่อมมีเจตจำนงแห่งหมัดที่หนักแน่น
อาณาเขตของนักยุทธ์ที่เชี่ยวชาญวิชาฝึกกายา ย่อมเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
ทว่าอาณาเขตของหลินเยว่นั้นกลับมีทุกสิ่ง
แปรเปลี่ยนตามใจนึก เคลื่อนไหวตามเจตนา
อาณาเขตที่แปรเปลี่ยนได้นับหมื่นพันรูปแบบนี้ ทำให้พลังรบของหลินเยว่เหนือล้ำกว่านักยุทธ์ในขอบเขตเดียวกันอย่างมหาศาล... อ้างอิงตามการคาดการณ์ใน《สัจธรรมวิถียุทธ์》
ผ่านไปอีกห้าสิบปี อาณาเขตของหลินเยว่ก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น
หลินเยว่ผสานคุณสมบัติของอาณาเขตที่แตกต่างกัน จนตระหนักรู้ถึงอาณาเขตผสาน
ในขณะที่ใช้แรงกดดันจากแรงโน้มถ่วงของอาณาเขตฝึกกายา ก็ยังสามารถใช้ออกด้วยปราณกระบี่อันแหลมคมของอาณาเขตวิถีกระบี่ได้พร้อมกัน
การผสานในลักษณะนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน
“หากข้าสามารถหลอมรวมการแปรเปลี่ยนของอาณาเขตทั้งหมดที่เชี่ยวชาญให้เป็นหนึ่งเดียวได้ บางทีข้าอาจทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้เร็วกว่าสองร้อยปีที่คาดการณ์ไว้!”
ในช่วงหนึ่งร้อยปีมานี้ ไม่มีผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดหลงเข้ามาในเขตปลอดภัยอีก หลินเยว่จึงทุ่มเทกายใจให้กับการบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่
ผ่านไปอีกห้าสิบปี
วันนี้ ทั่วทั้งเขตปลอดภัยปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน ฟ้าแลบฟ้าร้องคำรามกึกก้อง หลินเยว่ลอยตัวอยู่กลางเวหา สายฟ้าฟาดใส่ร่างของเขาไม่ขาดสาย ทว่าเขากลับยืนหยัดนิ่งไม่ไหวติง
ยามนี้ รอบกายของหลินเยว่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันลึกลับซับซ้อน
การจะทะลวงจากขอบเขตปรมาจารย์สู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ จำต้องได้รับการยอมรับจากเจตจำนงแห่งฟ้าดินของดวงดาวดวงหนึ่ง
เขตปลอดภัยมิใช่ดวงดาว
ทว่าเจตจำนงแห่งฟ้าดินของเขตปลอดภัยนั้น เหนือล้ำกว่าดวงดาวใดๆ
หลังจากหลินเยว่สัมผัสกับเจตจำนงแห่งฟ้าดินของเขตปลอดภัย หรือก็คือกฎเกณฑ์ของเขตปลอดภัย เขาจึงได้ตระหนักว่ากฎเกณฑ์ของสถานที่แห่งนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ถึงขั้นอยู่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของทั้งจักรวาลในโลกยุทธ์ระดับสูงภายนอกเสียอีก
ทว่าข้อดีคือหลินเยว่อาศัยอยู่ในเขตปลอดภัยมาห้าร้อยสิบปีแล้ว และเขตปลอดภัยเองก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลินเยว่ การจะได้รับการยอมรับจากกฎเกณฑ์ของที่นี่จึงง่ายดายกว่าที่คิดไว้มาก
เบื้องล่าง เสี่ยวโหรวหลบอยู่ในบ้านนิรภัย มองดูหลินเยว่ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
“ท่านหลินกำลังจะทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว!”
“เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ เลยจริงๆ!”
ทันใดนั้น สายตาของเสี่ยวโหรวพลันละจากร่างของหลินเยว่ มองไปยังเหนือแปลงเพาะปลูกอเนกประสงค์ที่อยู่ไกลออกไปอย่างฉงนใจ
พลันเห็นห้วงมิติ ณ ที่แห่งนั้นเกิดการสั่นไหวอย่างผิดปกติขึ้นมาในเวลานี้
“นั่นมัน...”
“แย่แล้ว! มีคนหลงเข้ามาในเขตปลอดภัย!”
“ห้ามรบกวนการทะลวงด่านของท่านหลินเด็ดขาดนะ!”
เสี่ยวโหรวร้อนรนขึ้นมาทันที รีบผลักประตูพุ่งตัวออกจากบ้านนิรภัย
คลื่นความผันผวนของกฎเกณฑ์ในเขตปลอดภัยอันเกิดจากการทะลวงด่านของหลินเยว่ ส่งผลกระทบต่อเสี่ยวโหรวในทันที บนร่างของนางพลันเกิดประกายไฟปะทุขึ้นหลายจุด
สิ่งนี้ไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองเสี่ยวโหรวของเขตปลอดภัย
ใบหน้าของเสี่ยวโหรวปรากฏสีหน้าเจ็บปวด นี่คือผลลัพธ์จากความเสียหายของโครงสร้างจักรกลที่ส่งผลต่อระบบจำลองอารมณ์ของนาง
ทว่าในชั่วพริบตาถัดมา นางก็ฝืนระงับระบบอารมณ์ แล้วพุ่งทะยานไปยังตำแหน่งที่ห้วงมิติสั่นไหวนั้นอย่างรวดเร็ว
ร่างกายเสียหายยังซ่อมแซมได้ แต่หากท่านหลินทะลวงด่านไม่สำเร็จจะทำอย่างไร!
การสั่นไหวของห้วงมิติรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ชั่วขณะที่เสี่ยวโหรวพุ่งไปถึงเบื้องล่าง รอยแยกสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
ตามมาด้วยเงาร่างหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากด้านใน เสี่ยวโหรวตาไวและมือไว คว้าเงาร่างนั้นไว้ได้ทันท่วงที
เป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่หลับตาแน่น อายุราวเจ็ดแปดขวบ
เสี่ยวโหรวไม่มีเวลาพินิจพิเคราะห์หน้าตาของเด็กหญิง รีบอุ้มเด็กน้อยพุ่งกลับไปยังบ้านนิรภัยทันที
เมื่อกลับถึงบ้านนิรภัย ร่างกายของเสี่ยวโหรวเริ่มมีควันพวยพุ่งออกมาหลายจุด ดวงตาก็เริ่มกะพริบอย่างผิดปกติ
“ยัง... ยังดี...”
เสี่ยวโหรววางเด็กหญิงลงบนโซฟา ใช้มือที่แทบจะยกไม่ขึ้นเสียบสายชาร์จเข้ากับพอร์ตเชื่อมต่อของตนเอง
แล้วเข้าสู่โหมดตรวจสอบและซ่อมแซมตัวเองในทันที
โชคดีที่เสี่ยวโหรวมีฟังก์ชันซ่อมแซมตัวเอง แม้จะเสียหายก็สามารถฟื้นฟูได้อย่างช้าๆ ไม่ถึงกับทิ้งความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้
เพียงแต่เด็กหญิงคนนั้น เสี่ยวโหรวไม่อาจดูแลได้อีกแล้ว
เย่จื่อเวยค่อยๆ แง้มเปลือกตาขึ้นอย่างระมัดระวัง
นางไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น แต่คลื่นความผันผวนรอบด้านที่ทำให้นางใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรงนั้น นำมาซึ่งความหวาดกลัวที่ฝังลึกอย่างยิ่ง
ยังมีผู้หญิงคนที่รับนางไว้... ผิดปกติมาก
ดูเหมือนจะมีใบหน้าของมนุษย์ แต่ร่างกายกลับมีลักษณะโปร่งใสแปลกประหลาดเช่นนั้น
เย่จื่อเวยยังไม่เคยเห็น ‘คน’ ในลักษณะนั้นมาก่อน
นั่นทำให้นางไม่กล้าขยับเขยื้อนสุ่มสี่สุ่มห้าเลยแม้แต่น้อย
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ภายนอกกระท่อมหลังนี้ ราวกับมีสัตว์ร้ายบรรพกาลดำรงอยู่ เมื่อครู่อยู่ข้างนอก ร่างกายของนางเกร็งไปทั้งตัว จนกระทั่งเข้ามาในกระท่อมหลังนี้ถึงได้ดีขึ้นบ้าง
เย่จื่อเวยจิตใจสับสนว้าวุ่น ในหัวของนางวาดภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้สารพัด
เด็กในวัยนี้ควรจะมีอารมณ์ที่เรียบง่าย ความกลัวก็คือความกลัว
แต่เย่จื่อเวยกลับคิดไปไกลมาก
ซึ่งขัดกับอายุภายนอกของนางอย่างยิ่ง
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวภายนอกกระท่อมก็ค่อยๆ มอดดับลง รอบด้านเงียบสงัดจนไร้สุ้มเสียงใดๆ
เย่จื่อเวยได้ยินเสียงหัวใจเต้นและเสียงลมหายใจของตนเองอย่างชัดเจน
สายลมเย็นสายหนึ่งพัดมาปะทะใบหน้าเล็กๆ ของเย่จื่อเวย
หลินเยว่ผลักประตูเดินเข้ามา
เมื่อครู่ยามที่เขาทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง แท้จริงแล้วเขารู้อยู่แก่ใจ
คิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เขตปลอดภัยจะมีแขกมาเยือน
แถมยังเป็นเด็กหญิงที่ดูอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ
หลินเยว่รู้ว่าเด็กคนนี้แกล้งหลับ แต่ก็ไม่ได้เปิดโปง เขาเดินตรงไปหาเสี่ยวโหรว มองดูร่องรอยความเสียหายบนร่างของนางด้วยความปวดใจ
“เจ้านาย ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าก็หายดีแล้ว” เสี่ยวโหรวเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มหวานหยด
“วันหน้าห้ามทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก” หลินเยว่เอ่ยเสียงเบา
“อื้อ ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หลินเยว่พยักหน้า หันกายไปนั่งลงบนโซฟาเดี่ยว มองไปยังเด็กหญิงที่นอนอยู่บนโซฟายาว
เด็กหญิงสูงประมาณร้อยสามสิบสี่สิบเซนติเมตร สวมชุดที่ดูแปลกตา
เหตุใดจึงว่าแปลกตาน่ะหรือ
หากว่ากันตามอายุ เด็กวัยนี้ควรสวมเสื้อผ้าเด็กหลากหลายรูปแบบ... หากนางมาจากอารยธรรมที่พัฒนาตามปกติ
ทว่าเด็กคนนี้กลับสวมชุดที่คล้ายกับชุดเกราะ ซึ่งมีแผ่นเหล็กฝังอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆ