- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 14: ถอดรหัสลายนิ้วมือจากรูปถ่าย
บทที่ 14: ถอดรหัสลายนิ้วมือจากรูปถ่าย
บทที่ 14: ถอดรหัสลายนิ้วมือจากรูปถ่าย
หมู่บ้านจัดสรรเจียงชุน
ยังไม่ทันถึงหน้าประตู เสียงประทัดเปรี้ยงป้างก็ดังแว่วมาถึงหู
เขตหนิงไท่เป็นเมืองเล็ก ๆ แม้จะขี่รถไฟฟ้าแค่แป๊บเดียวจากตัวเมืองถึงเชิงเขาซือหนิง แต่แค่ข้ามแม่น้ำไท่ไปก็ถือว่าเป็นชนบทแล้ว พวกข้อห้ามกฎระบียบของเมืองก็ไม่มีผลอะไรกับที่นี่
ตรงทางเข้าหมู่บ้านยังมีป้ายรณรงค์ว่า “ฟางข้าวคืนสู่แผ่นดิน เพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์” บริเวณพื้นที่สีเขียวรอบ ๆ ก็ถูกทำเป็นแปลงผักไปหลายส่วน มองในแง่ดีคือ ทุกคนพยายามรักษาวิถีชีวิตแบบเดิมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ช่วงปีแรก ๆ ที่เริ่มมีการเวนคืนพื้นที่ บางคนยังขับรถแลนด์ครุยเซอร์คันใหม่ของลูกชายไปไถนา แล้วกลับมาด่ารถญี่ปุ่นว่าใช้ไม่ได้เลย แต่สองสามปีมานี้ที่ดินโดนยึดไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มทำใจได้ รถที่ซื้อมาก็เปลี่ยนจากแลนด์ครุยเซอร์เป็นคาเยนน์ แล้วก็กลายเป็นเบนท์ลีย์ในที่สุด ค่อย ๆ กลืนไปกับวิถีของคนทั่วไป
...
“หยวนกลับมาแล้วเหรอ?”
หน้าร้านขายของชำตรงทางเข้า มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส พวกเขาเป็นประเภทที่แม้แต่จะเล่นไพ่นกกระจอกยังขี้เกียจ แค่เห็นเจียงหยวนจากไกล ๆ ก็ร้องถามเสียงดัง
“วันนี้พวกเธอผ่าใคร? มีคนตายที่ไหนอีกล่ะ?”
เจียงหยวนลดความเร็วรถ ตอบอย่างสุภาพว่า
“วันนี้ไม่ได้ผ่าครับ”
“งั้นวัน ๆ เอ็งทำอะไร?”
“ไม่ได้ผ่าศพก็ไม่มีงาน อยากทำอะไรก็ทำไป”
งานทำลายนิ้วมือที่เขาทำวันนี้ เป็นเรื่องที่เขาอาสา ไม่ได้ถือเป็นงานของนิติเวช
กลุ่มชาวบ้านหน้าร้านต่างพร้อมใจกันชมเปาะ
“ก็ว่าอยู่ว่าทำไมคนถึงอยากเป็นข้าราชการ เอ็งดูดิ อยู่หน่วยงานรัฐทั้งวันไม่ต้องทำอะไรยังได้เงิน”
“เดือน ๆ นึง พวกเราเหนื่อยจะตาย แถวบ้านข้ายังมีเด็กหนุ่มสาวเช่าห้องอยู่ กลับมาก็ตอนฟ้ามืดเช้าออกเย็นกลับ เหนื่อยจนหน้าหมองหมดแล้ว”
“ของข้าก็มี เด็กพวกนี้ปั่นจักรยานยังไม่เร็วเท่าข้าเลย”
“ใช่ ๆ ต้องเป็นเจ้าคนนายคนถึงจะดี ดูพวกในสำนักงานรื้อถอนสิ แต่ละคนยิ่งใหญ่เป็นบ้า ตอนทางฝั่งตะวันออกโดนรื้อ ข้ายังจำได้ว่าต้นไม้ข้ามันขนาดสิบซม. แม่งดันบอกเก้าซฒ. ตัดเงินข้าไปตั้งเยอะ!”
“ลูกชายข้าก็ไม่ยอมเรียนดี ๆ ข้าก็เลยต้องฝากเข้าธนาคารให้ทำงานชั่วคราว ตอนแรกต้องฝากเงินสองกล่องก็ยังไม่พอ ต้องเติมเงินเรื่อย ๆ บอกว่าเป็นนโยบายอะไรไม่รู้ ฝากทีห้าหมื่น แปดหมื่น จนน้ำมันที่ธนาคารแจกมาเต็มบ้านไปหมด ใช้ไม่หมดซักที เฮ้ พวกเอ็งใครอยากทอดอะไร ก็ไปเอาน้ำมันที่บ้านฉันไปใช้ได้นะ”
“ไม่ต้องหรอก บ้านข้าก็เต็มไปหมดเหมือนกัน”
...
บทสนทนาเหล่านี้แม้จะทั้งแปลกหูและคุ้นหู แต่ก็ทำให้เจียงหยวนรู้สึกราวกับตัวเองได้กลับมาหมู่บ้านอีกครั้ง
เขาเข้าเรียนประจำตั้งแต่ม.ต้น หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยกลับมาก็พอดีช่วงที่หมู่บ้านเจียงชุนหลุดพ้นจากความยากจนและกลายเป็นเศรษฐี แล้วจากเศรษฐีก็กลายเป็นมหาเศรษฐี
เขายิ้มทักทายอย่างสุภาพ แล้วขี่รถผ่านร้านขายของชำ ผ่านลานที่มีกลุ่มป้ากำลังจับกลุ่มคุยกัน และจุดรับพัสดุที่กลุ่มวัยกลางคนกับหนุ่มสาวยืนคุยกันอยู่ จนมาถึงใต้ตึกบ้านตัวเอง
ในหอประชุมสาธารณะตรงข้ามบ้าน พิธีงานศพกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก
พระหัวโล้น นักพรตผมยาว และบาทหลวงผมสั้น ต่างยืนประจำจุดของตน แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ หมู่บ้านเจียงชุนนั้นร่ำรวยมานับสิบปีแล้ว และมีชาวบ้านที่เคร่งศาสนาอยู่มากมาย ทำให้เป็นพื้นที่เป้าหมายของทุกศาสนาต่างแย่งชิง จนเรียกได้ว่าแค่แมวในหมู่บ้านตาย ยังต้องจัดพิธีทางศาสนาให้
พ่อของเจียงหยวน เจียงฟู่เจิน ทำหน้าที่ประจำอยู่ในครัว ฝีมือการต้มเนื้อวัวและแกะของเขาเป็นที่ร่ำลือในหมู่บ้าน และเมื่อได้รับฉายานี้แล้ว ไม่ว่าจะงานแต่งหรืองานศพก็จะขาดเขาไม่ได้ เจียงหยวนก็ชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว
...
จอดรถไฟฟ้าเสร็จ ก็ไปล้างหน้า ล้างมือ แล้วเดินเข้าครัวไปช่วยงานตามหน้าที่ เขารับผิดชอบหั่นมันฝรั่ง แครอท ฯลฯ เป็นประจำ
“วันนี้ยุ่งไหม?”
เจียงฟู่เจินเดินมาถามขณะช้อนฟองเลือดจากหม้อเนื้อวัว
เจียงหยวนวางมีดหั่นผัก พลางสะบัดมือ
“ไม่ค่อยยุ่งครับ ไปทำอย่างอื่นมานิดหน่อย”
“วันนี้ไม่ได้ผ่าศพใช่ไหม?”
พ่อถามต่อ ป้าฮวาที่อยู่ใกล้ ๆ ก็หันมามองด้วย
“ไม่ได้ผ่าครับ ตั้งแต่เข้าทำงานมาก็เจอศพแค่ครั้งเดียวเอง”
เจียงหยวนอธิบายอย่างละเอียด
ป้าฮวาถึงกับเอามือทาบอกอย่างโล่งใจ แล้วแกล้งทำหน้าหนักใจ ร้องไห้ฟูมฟาย
“ลุงสิบเจ็ด...ฮือ ๆ พูดถึงลุงสิบเจ็ดทีไร ใจข้ามันแน่นทุกที เพิ่งจะได้มีชีวิตดี ๆ ไม่เท่าไหร่เอง โธ่...”
เจียงหยวนยืนฟังอย่างสงบ รอให้ป้าฮวาระบายเสร็จ แล้วหันไปถามพ่อว่า
“ลุงสิบเจ็ดกับป้าสิบเจ็ดไม่อยู่แล้ว ใครเป็นคนจัดงาน?”
“ลุงห้าของแกเป็นคนดูแล เงินที่คนช่วยงานให้มาเค้าบอกว่าจะเอาไว้ให้ลูกของลุงสิบเจ็ดเรียนต่อ ชื่อเจียงเล่อ จำได้ใช่ไหม?”
พ่อพูดไปก็กวนหม้อเนื้อไปด้วย
ป้าฮวาเสริมว่า
“เจียงหยวน เดี๋ยวอย่าลืมออกไปถ่ายรูปนะ พวกเด็ก ๆ รุ่นใหม่พากันไปเรียนต่างเมือง บางทีปีนึงเจอกันครั้งเดียว ถ่ายไว้เยอะ ๆ จะได้คุ้นหน้าคุ้นตากันบ้าง”
เจียงหยวนตอบรับ พอหั่นผักเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกให้ไปถ่ายรูป พอเขาเดินออกจากครัว ก็เห็นหนุ่มสาวสิบกว่าคนยืนแออัดกันอยู่ใต้ต้นไม้ กำลังโพสท่าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน
...
ช่างภาพที่จ้างมาบอกว่า
“พวกเราขยับไปทางขวาหน่อยนะ ด้านซ้ายติดพระ”
“ติดก็ลบออกสิ”
หญิงสาวคนหนึ่งโพสท่าเสร็จก็พูดขึ้นมา
ช่างภาพพูดดี ๆ ว่า
“หัวโล้นของพระสะท้อนแสงแรง ลบได้แต่แสงที่สะท้อนจะทำให้หน้าดูบานนะ”
หญิงสาวได้ยินอย่างนั้น ก็รีบหลบออกจากที่ร่มทันที เห็นเจียงหยวนออกมาก็รีบโบกมือเรียก
“พี่หก มาตรงกลางนี่เร็ว พี่เพิ่งเลิกงานเหรอ?”
“ใช่”
เจียงหยวนเดินไป
“งั้นถ่ายกับพี่ก่อนเลย”
น้องสาวคนหนึ่งพูดพลางชูสองนิ้วเป็นรูปกรรไกรข้างแก้ม แล้วดึงเจียงหยวนให้ทำตาม
“ทำท่าด้วยกันนะ!”
"หันมืออีกด้านดีกว่า"
เจียงหยวนชูสองนิ้วเป็นรูปกรรไกรเช่นกัน แต่หันด้านหลังมือเข้าหาทางกล้อง พร้อมอธิบายว่า
"จากภาพถ่ายสามารถถอดรหัสลายนิ้วมือได้นะ ดังนั้นท่านี้ค่อนข้างอันตราย"
ลูกพี่ลูกน้องหญิงได้ยินก็รีบพลิกมือกลับ แล้วหันไปคุยโม้กับเพื่อนที่ไม่ใช่ญาติว่า
“พี่ชายฉันเป็นหมอนิติเวชนะ ลุงสิบเจ็ดก็พี่เขาเป็นคนผ่าศพ”
“นิติเวชเหรอ...ดูเท่เหมือนกันนะ”
เพื่อน ๆ ที่ไม่ใช่แซ่เจียงหลายคน หัวเราะคิกคักขึ้นมาพร้อม ๆ กัน
หญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเซลฟี่ชูสองนิ้วหยุดชะงัก มองเจียงหยวนอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วถามว่า
“พี่หมอ ช่วยดูรูปที่หนูถ่ายหน่อยค่ะ พี่บอกว่าในรูปถ่ายสามารถถอดรหัสลายนิ้วมือได้ แต่จริงๆ แล้วถึงถอดรหัสได้ พวกเขาก็เอาไปใช้ไม่ได้ใช่ไหมคะ?”
“ปกติแล้วก็ใช่ แต่ลายนิ้วมือนี่อยู่ติดตัวตลอดชีวิตนะ บางที...”
เจียงหยวนตั้งใจขู่ให้กลัวหน่อย
“อาจจะมีคนเอาถอดรหัสลายนิ้วมือไปปลดล็อกมือถือก็ได้”
หญิงสาวจินตนาการตามแล้วตกใจสุดขีด รีบพูดว่า
“จริงสิ!...หนูโพสรูปในโซเชียลไว้เยอะเลยค่ะ!”
“ถ้าผ่านแอปแต่งรูปมาแล้วก็ไม่เป็นไร”
เจียงหยวนปลอบเธออย่างง่ายดาย
…
(จบบทที่ 14)