- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกซูเปอร์ก็อด ได้ครอบครองยีนผานกู่สุดเทพ
- ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ
ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ
ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ
ที่เลอหน่าพูดไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
การฝึกหลังจากนั้น เรียกได้ว่าโหดร้ายทารุณยิ่งกว่านรกเสียอีก
การฝึกของคนธรรมดาย่อมใช้ไม่ได้กับพวกยอดมนุษย์ และแน่นอนว่าการฝึกของพวกเขาทั้งหมดล้วนเอ็กซ์ตรีมขั้นสุด
ทุกวันพอกลับถึงห้องพัก อย่าว่าแต่จะขอฝึกเพิ่มเลย แค่นั่งยอง ๆ ตอนเข้าห้องน้ำยังแทบทรงตัวไม่อยู่...
ที่สำคัญ การฝึกไม่เหมือนการต่อสู้จริง มันไม่ให้แต้มวิวัฒนาการเลยแม้แต่แต้มเดียว
ไป๋เย่เริ่มร้อนใจ แต่ก็อยู่ในจุดที่ทำอะไรไม่ได้
อย่างน้องก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง
ร่างกายที่อัปเกรดขึ้นมาสองระดับ ทำให้สมรรถนะพุ่งขึ้นมหาศาล พลังที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว
ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม
ไป๋เย่จึงตัดสินใจสงบจิต คิดหาทางขัดเกลาตัวเองให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน
หนึ่งวันก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์
ตารางฝึกวันนี้ค่อนข้างเบากว่าปกติ ช่วงเช้าเรียนทฤษฎี ช่วงบ่ายปล่อยอิสระ
ไป๋เย่ไม่รอช้า รีบไปหาเพื่อนร่วมชะตากรรมทันที
“ไปซ้อมมือกันหน่อยไหม? เช็กผลการฝึกช่วงนี้กันหน่อย”
“ห๊ะ?” เก๋อเสี่ยวหลุนที่วางแผนจะนอนยาวตลอดช่วงบ่ายตั้งสติไม่ทันกับคำชวนกะทันหัน
แต่จ้าวซิ่นที่อยู่ข้าง ๆ กลับรีบเสนอหน้าตาลุกวาว
“เฮ้ เพื่อน นายเป็นมาโซคิสต์หรือไง? ยังฝึกไม่พอใจอีกเหรอวะ?”
ช่วงนี้ฟอร์มของไป๋เย่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน เขาพุ่งเข้าใส่ทุกโปรแกรมการฝึกอย่างบ้าคลั่งราวกับโดนฉีดสารกระตุ้น
พอได้ยินว่าอยากจะฝึกเพิ่ม จ้าวซินก็อดคิดไม่ได้ว่าหมอนี่คงบ้าไปแล้ว
“ถามจริงเถอะ จะขยันไปทำไมนักหนาวะ? เป็นซูเปอร์ฮีโร่สบาย ๆ ไม่ได้หรือไง?”
จ้าวซินถามด้วยความสงสัยจากใจจริง
“ฉันบอกนายตั้งแต่วันแรกแล้ว จ้าวซิน” ไป๋เย่ตอบหน้านิ่ง “ฉันกับเสี่ยวหลุนเคยสู้กับพวกเอเลี่ยนมาแล้ว นั่นแหละคือเหตุผลที่พวกฉันได้มาอยู่ที่นี่ รู้ไหมว่าแค่เอเลี่ยนเจ็ดแปดตัว พร้อมเทคโนโลยีล้ำ ๆ ก็เล่นงานจนกองยานเกราะทั้งกองสู้ไม่ได้…ฉันไม่อยากเห็นพวกเดียวกันต้องมาตายในสถานการณ์แบบนั้น”
เขาไม่ได้อธิบายเหตุผลทั้งหมด แต่อย่างน้อยสิ่งที่พูดก็มาจากใจจริง
นี่คือเหตุผลที่เขายอมเข้าร่วมสถาบันซูเปอร์ก๊อดเป็นการชั่วคราว
ไม่ว่าจะอย่างไร อย่างน้อยตอนที่พวกเทาเที่ยบุกโลก คนกลุ่มนี้ก็ยืนหยัดต่อสู้อยู่แนวหน้า
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว … อย่างน้อยก็ไม่ใช่ศัตรูกัน
ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน
“โอ้โห...นายแม่งโคตรหล่อเลยว่ะเพื่อน!”
จ้าวซินตบขาฉาด “จ้าวซินขอนับถือในอุดมการณ์ ต่อไปนี้จะขอติดตามนายไปทุกที่!”
“นับฉันด้วยคน”
เจียเหวินที่ปกติมักเงียบขรึม ดูซื่อ ๆ แต่หนักแน่น เอ่ยปากขึ้นตาม
รวมเก๋อเสี่ยวหลุนเข้าไปอีกคน ดูเหมือนสมาชิกห้อง 203 จะมีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ ทั้งกลุ่มจึงพากันมุ่งหน้าไปยังโรงฝึกซ้อมในร่มกันอย่างคึกคัก
พวกเขาเลี่ยงการไปสนามกีฬากลางแจ้ง เพราะเจียเหวินผู้สุขุมมองว่าอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิด คิดว่าพวกเขาทะเลาะกันได้
“แล้วจะซ้อมกันยังไง?”
จ้าวซินในชุดเกราะดำถือหอกยาว ตาเป็นประกาย ท่าทางกระตือรือร้นสุด ๆ
โรงฝึกนี้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องช่วยฝึก การมาที่นี่เป้าหมายเดียวคือการประลองฝีมือกันล้วน ๆ
“นายกับเสี่ยวหลุนเข้ามาพร้อมกันเลย ฉันอยากลองทดสอบความแข็งแกร่งดูหน่อย”
ไป๋เย่เรียกชุดเกราะออกมาสวม มือทั้งสองกระชับขวานยักษ์ ยกขึ้นพาดไขว้ไว้บนบ่า
“โหเพื่อน จะดูถูกกันไปหน่อยไหม แน่ใจนะว่าจะเอาสองต่อหนึ่ง?”
จ้าวซินเป็นคนแรกที่โวยวายคัดค้าน
“นั่นสิ นายชักจะห้าวเกินไปแล้วนะ!” เก๋อเสี่ยวหลุนกอดดาบใหญ่ บ่นอย่างไม่พอใจ
“สองต่อหนึ่งมันก็ไม่ค่อยยุติธรรมจริง ๆ นั่นแหละ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกมาจากบันไดชั้นสองของโรงฝึก ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นผู้อำนวยการกำลังยืนยิ้มมองลงมา
“ด้วยระดับฝีมือของนักเรียนไป๋เย่ในตอนนี้ ครูคิดว่าสามต่อหนึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า... ทางที่ดีไปตามหลิวชวงมาด้วยอีกคนสิ...”
ไป๋เย่รู้ทันทีว่าตาแก่หัวโล้นนี่กำลังยุยงให้ตีกัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากให้ทั้งหน่วยสงครามทมิฬเข้ามารุมด้วยซ้ำ
แพ้ชนะไม่สำคัญ ขอแค่ได้แต้มวิวัฒนาการเยอะ ๆ ก็พอ!
“เอาเถอะ ตามสบายแล้วกันนะ แต่คราวหน้าถ้าจะมาฝึกซ้อมอะไรก็ช่วยแจ้งล่วงหน้าหน่อย ครูจะได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อน เดี๋ยวพวกเธอพังที่นี่ราบเป็นหน้ากลองแล้วจะแย่เอา”
เขาหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า ก่อนจะโบกมือเดินออกจากโรงฝึกซ้อมไป
แต่ก่อนจะจากไป ม่านแสงสีฟ้าจาง ๆ ได้คลุมทับพื้นที่ภายในโรงฝึกซ้อมเอาไว้
“ผอ.ดูถูกพวกเราไปหน่อยแล้วมั้ง”
จ้าวซินพาดหอกไว้บนบ่า ทำท่าครุ่นคิด
“แต่ฉันว่าเขาพูดถูกนะ” ไป๋เย่เลิกคิ้ว แกว่งขวานยักษ์คู่ในมือไปมา สีหน้ายียวนกวนประสาท
“ห้อง 203 ของพวกเราควรมีหัวหน้าห้องได้แล้ว ฉันขอเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่ง ใครไม่เห็นด้วยก็ดาหน้าเข้ามา!”
“เชี่ย!” จ้าวซินเบิกตากว้าง “ลุยแม่มเลย!”
“ลุย!”
การต่อสู้ของลูกผู้ชายไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำทำเพลง ยิ่งพูดมาขนาดนี้แล้ว จะไม่รุมกระทืบไป๋เย่สั่งสอนสักหน่อยคงไม่ได้การ
จ้าวซินพุ่งออกไปคนแรก ร่างกายวูบไหวพริบตาเดียวก็มาโผล่ตรงหน้าไป๋เย่ แทงหอกออกไปดุจมังกรทะยาน แต่ยังยั้งมือไว้สองส่วน
ผลคือ ไป๋เย่อ่านทางออกล่วงหน้าตั้งแต่เขายังไม่ทันออกตัว ขยับหลบพร้อมกับสวนเท้าถีบเข้ากลางท้องจ้าวซินเต็มแรง
“โอ๊ย!”
เก๋อเสี่ยวหลุนที่ยังวิ่งไปไม่ถึงตัว โดนจ้าวซินที่ปลิวละลิ่วลอยมาชนใส่
ไป๋เย่ชักเท้ากลับด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แล้วหันไปมองเจียเหวิน
“นายก็เข้ามาด้วยสิ เจียเหวิน จัดการแค่สองคนนี้มันง่ายไป”
“แน่ใจนะ?” เจียเหวินเปลี่ยนท่าทีจากซื่อบื้อเป็นจริงจังทันที
“แน่นอน”
ตูม!!!!
สิ้นเสียงไป๋เย่ พื้นดินใต้เท้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทันใดนั้นมือหินขนาดยักษ์สองข้างก็โผล่ขึ้นมาตบเข้าหากัน!
“เยี่ยม!”
ไป๋เย่กางแขนออกกว้าง รับการโจมตีของเจียเหวินตรง ๆ โดยไม่คิดหลบ!
จังหวะนั้นเอง จ้าวซินและเก๋อเสี่ยวหลุนที่ตั้งหลักได้ก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง ส่งเสียงคำรามลั่น
ศึกสายเลือดห้อง 203 จึงระเบิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
ผลลัพธ์แทบไม่ต้องคาดเดา ไป๋เย่ที่อัปเกรดกายคงกระพันถึง LV4 มีทั้งสมรรถภาพร่างกายและสัญชาตญาณการต่อสู้เหนือกว่าทั้งสามคนอย่างชัดเจน
การต่อสู้ครั้งนี้ นอกจากไป๋เย่แล้ว จุดเด่นเพียงอย่างเดียวคือความสามารถในการควบคุมสนามรบของเจียเหวิน
สมกับเป็นทายาทราชวงศ์แห่งเต๋อโน ว่าที่ผู้บัญชาการในอนาคต
นอกจากนี้ ความคล่องตัวของจ้าวซินและความอึดถึกทนของเก๋อเสี่ยวหลุนก็เริ่มฉายแววออกมาบ้าง
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันท่วมท้นของไป๋เย่
ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะฟาร์มแต้ม ไป๋เย่คาดว่าเขาคงจบเกมได้ภายในหนึ่งนาที
บ่ายวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แม้การสู้กับสามคนนี้จะได้แต้มวิวัฒนาการน้อยนิด แต่ก็เก็บเกี่ยวได้เกือบ 5,000 แต้ม
ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสู้กันลากยาวตลอดบ่าย
ยิ่งสู้ไปนาน ๆ แต้มที่ได้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
และไม่ใช่แค่ไป๋เย่ แต่สมาชิกคนอื่น ๆ ในห้อง 203 ก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน
คืนนั้น ไป๋เย่อัปเกรดกายคงกระพันขึ้นเป็น LV5
ที่น่าทึ่งคือ กายคงกระพัน LV5 คือขีดจำกัดสูงสุดของยีนผานกู่ระยะที่หนึ่งแล้ว
หมายความว่า ขอแค่เขาอัปเกรดความสามารถในการโจมตีของยีนให้ถึง LV5 ก็จะปลดล็อกเงื่อนไขเข้าสู่ระยะที่สองของยีนผานกู่ได้
‘ขาดอีกแค่สามพันกว่าแต้ม ไปตีกับเลอหน่าสักรอบก็น่าจะครบ’
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ไป๋เย่ยังต้องไปเดินช้อปปิ้งกับเทพธิดาแห่งเลี่ยหยางคนนี้เสียก่อน…
[จบแล้ว]