เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ

ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ

ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ


ที่เลอหน่าพูดไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

การฝึกหลังจากนั้น เรียกได้ว่าโหดร้ายทารุณยิ่งกว่านรกเสียอีก

การฝึกของคนธรรมดาย่อมใช้ไม่ได้กับพวกยอดมนุษย์ และแน่นอนว่าการฝึกของพวกเขาทั้งหมดล้วนเอ็กซ์ตรีมขั้นสุด

ทุกวันพอกลับถึงห้องพัก อย่าว่าแต่จะขอฝึกเพิ่มเลย แค่นั่งยอง ๆ ตอนเข้าห้องน้ำยังแทบทรงตัวไม่อยู่...

ที่สำคัญ การฝึกไม่เหมือนการต่อสู้จริง มันไม่ให้แต้มวิวัฒนาการเลยแม้แต่แต้มเดียว

ไป๋เย่เริ่มร้อนใจ แต่ก็อยู่ในจุดที่ทำอะไรไม่ได้

อย่างน้องก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง

ร่างกายที่อัปเกรดขึ้นมาสองระดับ ทำให้สมรรถนะพุ่งขึ้นมหาศาล พลังที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว

ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม

ไป๋เย่จึงตัดสินใจสงบจิต คิดหาทางขัดเกลาตัวเองให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน

หนึ่งวันก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์

ตารางฝึกวันนี้ค่อนข้างเบากว่าปกติ ช่วงเช้าเรียนทฤษฎี ช่วงบ่ายปล่อยอิสระ

ไป๋เย่ไม่รอช้า รีบไปหาเพื่อนร่วมชะตากรรมทันที

“ไปซ้อมมือกันหน่อยไหม? เช็กผลการฝึกช่วงนี้กันหน่อย”

“ห๊ะ?” เก๋อเสี่ยวหลุนที่วางแผนจะนอนยาวตลอดช่วงบ่ายตั้งสติไม่ทันกับคำชวนกะทันหัน

แต่จ้าวซิ่นที่อยู่ข้าง ๆ กลับรีบเสนอหน้าตาลุกวาว

“เฮ้ เพื่อน นายเป็นมาโซคิสต์หรือไง? ยังฝึกไม่พอใจอีกเหรอวะ?”

ช่วงนี้ฟอร์มของไป๋เย่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน เขาพุ่งเข้าใส่ทุกโปรแกรมการฝึกอย่างบ้าคลั่งราวกับโดนฉีดสารกระตุ้น

พอได้ยินว่าอยากจะฝึกเพิ่ม จ้าวซินก็อดคิดไม่ได้ว่าหมอนี่คงบ้าไปแล้ว

“ถามจริงเถอะ จะขยันไปทำไมนักหนาวะ? เป็นซูเปอร์ฮีโร่สบาย ๆ ไม่ได้หรือไง?”

จ้าวซินถามด้วยความสงสัยจากใจจริง

“ฉันบอกนายตั้งแต่วันแรกแล้ว จ้าวซิน” ไป๋เย่ตอบหน้านิ่ง “ฉันกับเสี่ยวหลุนเคยสู้กับพวกเอเลี่ยนมาแล้ว นั่นแหละคือเหตุผลที่พวกฉันได้มาอยู่ที่นี่ รู้ไหมว่าแค่เอเลี่ยนเจ็ดแปดตัว พร้อมเทคโนโลยีล้ำ ๆ ก็เล่นงานจนกองยานเกราะทั้งกองสู้ไม่ได้…ฉันไม่อยากเห็นพวกเดียวกันต้องมาตายในสถานการณ์แบบนั้น”

เขาไม่ได้อธิบายเหตุผลทั้งหมด แต่อย่างน้อยสิ่งที่พูดก็มาจากใจจริง

นี่คือเหตุผลที่เขายอมเข้าร่วมสถาบันซูเปอร์ก๊อดเป็นการชั่วคราว

ไม่ว่าจะอย่างไร อย่างน้อยตอนที่พวกเทาเที่ยบุกโลก คนกลุ่มนี้ก็ยืนหยัดต่อสู้อยู่แนวหน้า

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว … อย่างน้อยก็ไม่ใช่ศัตรูกัน

ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน

“โอ้โห...นายแม่งโคตรหล่อเลยว่ะเพื่อน!”

จ้าวซินตบขาฉาด “จ้าวซินขอนับถือในอุดมการณ์ ต่อไปนี้จะขอติดตามนายไปทุกที่!”

“นับฉันด้วยคน”

เจียเหวินที่ปกติมักเงียบขรึม ดูซื่อ ๆ แต่หนักแน่น เอ่ยปากขึ้นตาม

รวมเก๋อเสี่ยวหลุนเข้าไปอีกคน ดูเหมือนสมาชิกห้อง 203 จะมีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ ทั้งกลุ่มจึงพากันมุ่งหน้าไปยังโรงฝึกซ้อมในร่มกันอย่างคึกคัก

พวกเขาเลี่ยงการไปสนามกีฬากลางแจ้ง เพราะเจียเหวินผู้สุขุมมองว่าอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิด คิดว่าพวกเขาทะเลาะกันได้

“แล้วจะซ้อมกันยังไง?”

จ้าวซินในชุดเกราะดำถือหอกยาว ตาเป็นประกาย ท่าทางกระตือรือร้นสุด ๆ

โรงฝึกนี้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องช่วยฝึก การมาที่นี่เป้าหมายเดียวคือการประลองฝีมือกันล้วน ๆ

“นายกับเสี่ยวหลุนเข้ามาพร้อมกันเลย ฉันอยากลองทดสอบความแข็งแกร่งดูหน่อย”

ไป๋เย่เรียกชุดเกราะออกมาสวม มือทั้งสองกระชับขวานยักษ์ ยกขึ้นพาดไขว้ไว้บนบ่า

“โหเพื่อน จะดูถูกกันไปหน่อยไหม แน่ใจนะว่าจะเอาสองต่อหนึ่ง?”

จ้าวซินเป็นคนแรกที่โวยวายคัดค้าน

“นั่นสิ นายชักจะห้าวเกินไปแล้วนะ!” เก๋อเสี่ยวหลุนกอดดาบใหญ่ บ่นอย่างไม่พอใจ

“สองต่อหนึ่งมันก็ไม่ค่อยยุติธรรมจริง ๆ นั่นแหละ”

ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกมาจากบันไดชั้นสองของโรงฝึก ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นผู้อำนวยการกำลังยืนยิ้มมองลงมา

“ด้วยระดับฝีมือของนักเรียนไป๋เย่ในตอนนี้ ครูคิดว่าสามต่อหนึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า... ทางที่ดีไปตามหลิวชวงมาด้วยอีกคนสิ...”

ไป๋เย่รู้ทันทีว่าตาแก่หัวโล้นนี่กำลังยุยงให้ตีกัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร

ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากให้ทั้งหน่วยสงครามทมิฬเข้ามารุมด้วยซ้ำ

แพ้ชนะไม่สำคัญ ขอแค่ได้แต้มวิวัฒนาการเยอะ ๆ ก็พอ!

“เอาเถอะ ตามสบายแล้วกันนะ แต่คราวหน้าถ้าจะมาฝึกซ้อมอะไรก็ช่วยแจ้งล่วงหน้าหน่อย ครูจะได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อน เดี๋ยวพวกเธอพังที่นี่ราบเป็นหน้ากลองแล้วจะแย่เอา”

เขาหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า ก่อนจะโบกมือเดินออกจากโรงฝึกซ้อมไป

แต่ก่อนจะจากไป ม่านแสงสีฟ้าจาง ๆ ได้คลุมทับพื้นที่ภายในโรงฝึกซ้อมเอาไว้

“ผอ.ดูถูกพวกเราไปหน่อยแล้วมั้ง”

จ้าวซินพาดหอกไว้บนบ่า ทำท่าครุ่นคิด

“แต่ฉันว่าเขาพูดถูกนะ” ไป๋เย่เลิกคิ้ว แกว่งขวานยักษ์คู่ในมือไปมา สีหน้ายียวนกวนประสาท

“ห้อง 203 ของพวกเราควรมีหัวหน้าห้องได้แล้ว ฉันขอเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่ง ใครไม่เห็นด้วยก็ดาหน้าเข้ามา!”

“เชี่ย!” จ้าวซินเบิกตากว้าง “ลุยแม่มเลย!”

“ลุย!”

การต่อสู้ของลูกผู้ชายไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำทำเพลง ยิ่งพูดมาขนาดนี้แล้ว จะไม่รุมกระทืบไป๋เย่สั่งสอนสักหน่อยคงไม่ได้การ

จ้าวซินพุ่งออกไปคนแรก ร่างกายวูบไหวพริบตาเดียวก็มาโผล่ตรงหน้าไป๋เย่ แทงหอกออกไปดุจมังกรทะยาน แต่ยังยั้งมือไว้สองส่วน

ผลคือ ไป๋เย่อ่านทางออกล่วงหน้าตั้งแต่เขายังไม่ทันออกตัว ขยับหลบพร้อมกับสวนเท้าถีบเข้ากลางท้องจ้าวซินเต็มแรง

“โอ๊ย!”

เก๋อเสี่ยวหลุนที่ยังวิ่งไปไม่ถึงตัว โดนจ้าวซินที่ปลิวละลิ่วลอยมาชนใส่

ไป๋เย่ชักเท้ากลับด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แล้วหันไปมองเจียเหวิน

“นายก็เข้ามาด้วยสิ เจียเหวิน จัดการแค่สองคนนี้มันง่ายไป”

“แน่ใจนะ?” เจียเหวินเปลี่ยนท่าทีจากซื่อบื้อเป็นจริงจังทันที

“แน่นอน”

ตูม!!!!

สิ้นเสียงไป๋เย่ พื้นดินใต้เท้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทันใดนั้นมือหินขนาดยักษ์สองข้างก็โผล่ขึ้นมาตบเข้าหากัน!

“เยี่ยม!”

ไป๋เย่กางแขนออกกว้าง รับการโจมตีของเจียเหวินตรง ๆ โดยไม่คิดหลบ!

จังหวะนั้นเอง จ้าวซินและเก๋อเสี่ยวหลุนที่ตั้งหลักได้ก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง ส่งเสียงคำรามลั่น

ศึกสายเลือดห้อง 203 จึงระเบิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

ผลลัพธ์แทบไม่ต้องคาดเดา ไป๋เย่ที่อัปเกรดกายคงกระพันถึง LV4 มีทั้งสมรรถภาพร่างกายและสัญชาตญาณการต่อสู้เหนือกว่าทั้งสามคนอย่างชัดเจน

การต่อสู้ครั้งนี้ นอกจากไป๋เย่แล้ว จุดเด่นเพียงอย่างเดียวคือความสามารถในการควบคุมสนามรบของเจียเหวิน

สมกับเป็นทายาทราชวงศ์แห่งเต๋อโน ว่าที่ผู้บัญชาการในอนาคต

นอกจากนี้ ความคล่องตัวของจ้าวซินและความอึดถึกทนของเก๋อเสี่ยวหลุนก็เริ่มฉายแววออกมาบ้าง

แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันท่วมท้นของไป๋เย่

ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะฟาร์มแต้ม ไป๋เย่คาดว่าเขาคงจบเกมได้ภายในหนึ่งนาที

บ่ายวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แม้การสู้กับสามคนนี้จะได้แต้มวิวัฒนาการน้อยนิด แต่ก็เก็บเกี่ยวได้เกือบ 5,000 แต้ม

ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสู้กันลากยาวตลอดบ่าย

ยิ่งสู้ไปนาน ๆ แต้มที่ได้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

และไม่ใช่แค่ไป๋เย่ แต่สมาชิกคนอื่น ๆ ในห้อง 203 ก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน

คืนนั้น ไป๋เย่อัปเกรดกายคงกระพันขึ้นเป็น LV5

ที่น่าทึ่งคือ กายคงกระพัน LV5 คือขีดจำกัดสูงสุดของยีนผานกู่ระยะที่หนึ่งแล้ว

หมายความว่า ขอแค่เขาอัปเกรดความสามารถในการโจมตีของยีนให้ถึง LV5 ก็จะปลดล็อกเงื่อนไขเข้าสู่ระยะที่สองของยีนผานกู่ได้

‘ขาดอีกแค่สามพันกว่าแต้ม ไปตีกับเลอหน่าสักรอบก็น่าจะครบ’

แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ไป๋เย่ยังต้องไปเดินช้อปปิ้งกับเทพธิดาแห่งเลี่ยหยางคนนี้เสียก่อน…

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 11 สองรุมหนึ่งมันไม่แฟร์ งั้นสามคนเข้ามารุมเลยสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว