- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกซูเปอร์ก็อด ได้ครอบครองยีนผานกู่สุดเทพ
- ตอนที่ 6 ดวงอาทิตย์…ก็งั้น ๆ
ตอนที่ 6 ดวงอาทิตย์…ก็งั้น ๆ
ตอนที่ 6 ดวงอาทิตย์…ก็งั้น ๆ
ความรู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้ไป๋เย่หงุดหงิด เขารู้ดีที่สุดว่ามันคืออะไร
มันคล้ายกับพวกทูตสวรรค์ ที่จู่ ๆ ก็เข้ามาดึงฐานข้อมูลของคุณไปดูทุกซ่อนทุกมุมนั่นแหละ
ถึงอย่างนั้นไป๋เย่ก็พอจะเข้าใจได้ ในเมื่อมียีนซูเปอร์ที่ไม่รู้จักปรากฏขึ้น อีกฝ่ายย่อมต้องหาวิธีตรวจสอบให้แน่ชัด และนั่นคือเหตุผลที่เขามาที่นี่
แต่ในเมื่อเขาให้ความร่วมมือถึงขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายกลับยังเลือกใช้วิธีการแบบ ‘หมาลอบกัด’ เช่นนี้ ก็อดทำให้รู้สึกหงุดหงิดไม่ได้
ขณะเดียวกัน ไป๋เย่ก็ตระหนักได้อีกเรื่องหนึ่ง...
คนของสถาบันซูเปอร์ก๊อดพวกนี้ ตั้งใจมาช่วยกอบกู้โลกก็จริง แต่การ ‘กอบกู้’ กับการ ‘ปกป้อง’ นั้น ความหมายมันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
พวกเขามองตัวเองเป็นผู้กอบกู้ มีความหยิ่งยโสถือตนที่แทบไม่ต่างจากพวกทูตสวรรค์
เพราะในสายตาของคนพวกนี้ หากโลกใบนี้ขาดนักรบซูเปอร์เช่นพวกเขาแล้ว โลกก็เป็นเพียงชิ้นเนื้อแสนโอชะที่รอให้พวกอารยธรรมต่างดาวเข้ามาแบ่งกินได้ทุกเมื่อ
“นักเรียนไป๋เย่ ใจเย็น ๆ ก่อน ฟังครูอธิบาย...”
ไรซ์ยังคงรักษาท่าทีอ่อนโยน น้ำเสียงราบเรียบราวกับคุณปู่อายุร้อยปี
“อาจารย์มิสไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด แค่อยากตรวจสอบฐานข้อมูลของเธอก็เท่านั้น ซึ่งในบทเรียนถัดไปของเราจะมีการสอนถึงเรื่องนี้เช่นกัน สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังบางชนิด มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลของผู้อื่น หรือที่เธอเรียกว่า ‘การสะกดจิตจิตใต้สำนึก’...”
ไรซ์พูดถึงตรงนี้ก็หยุดลง คนฉลาดไม่จำเป็นต้องพูดมาก แทนที่จะพยายามอธิบายยืดยาว สู้ปล่อยให้เด็กคนนี้คิดได้เองจะดีกว่า
ไป๋เย่มองไรซ์ด้วยสีหน้าแปลก ๆ
สายตาแประหลาดนั่น ทำเอาไรซ์สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาตงิด ๆ
“พวกคุณคิดว่าผมโง่งั้นเหรอ?” ไป๋เย่ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเริ่มแข็งกระด้าง
“คิดว่าผมมาที่นี่ทำไม? ผมมาก็เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน มาสร้างชื่อเสียง สร้างเกียรติยศให้วงศ์ตระกูล!”
“ถูกสะกดจิตงั้นหรอ? บ้าบอสิ้นดี! ผมโตมากับการร้องเพลงชาติ การศึกษาภาคบังคับเก้าปีผมก็เข้าเรียนไม่เคยขาด พวกคุณเรียกสิ่งนี้ว่าการสะกดจิตเรอะ?!”
“เอ่อ...” ไรซ์ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
คำพูดของไป๋เย่ฟังดูถูกต้องชอบธรรมทุกอย่าง แต่ทำไมน้ำเสียงมันถึงได้ฟังดู... นักเลงชอบกล?
“ฉันต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นักเรียนไป๋เย่ ด้วยศรัทธาและพลังจิตที่แข็งแกร่งของคุณ คงยากที่จะมีใครใช้พลังจิตสะกดจิตคุณได้ ฉันควรจะตระหนักถึงข้อนี้ให้เร็วกว่านี้...แต่หวังว่าคุณจะเข้าใจ ฉันแค่ทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีเจตนาเจาะจงเล่นงานคุณ”
มิสโค้งตัวลงเล็กน้อย กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ ถือเป็นการหาทางลงให้กับทั้งสองฝ่าย
ไป๋เย่เองก็ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าหากเรื่องบานปลายไปแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
ที่ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวตั้งแต่แรก ก็เพียงเพื่อบอกให้รู้ว่า เขาไม่ใช่คนที่จะถูกใครจูงจมูกได้ง่าย ๆ เท่านั้น
“สรุปว่าที่เรียกผมมา ก็เพื่อเรื่องนี้?”
ไป๋เย่ไม่ตอบมิส แต่หันไปถามไรซ์แทน
“ก็ไม่ทั้งหมดหรอก” ไรซ์ยิ้มแห้ง ๆ โบกมือปฏิเสธ “แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ ขอบคุณที่มานะ นักเรียนไป๋เย่”
เดิมทีเขาอยากจะสอบถามเกี่ยวกับยีนซูเปอร์ของเด็กคนนี้เพิ่มเติม เพื่อดูว่าจะหาหลักฐานเชื่อมโยงอะไรได้บ้างไหม แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คงไม่เหมาะที่จะคุยกันต่อ
“ขอตัว”
ไป๋เย่หันหลังเดินจากไปทันที ท่าทางองอาจ ไม่มีการกล่าวคำอำลาตามมารยาทแม้แต่น้อย
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลงอีกครั้ง ดวงตาอันฝ้าฟางของไรซ์ก็ฉายแววระอาใจ ก่อนหันไปมองมิสที่สีหน้าก็ดูไม่สู้ดีเช่นกัน
“ทีนี้เชื่อการคาดการณ์ของฉันหรือยัง... นอกจากเทพโบราณของจีนแล้ว จะมีเทพจากอารยธรรมไหนนิสัยแบบนี้อีก...”
มิสยักไหล่ “ฉันชักจะเริ่มเป็นกังวลแล้วสิคะ”
“กังวล? กังวลเรื่องอะไร?” ไรซ์เลิกคิ้ว
มิสถอนหายใจ “ลืมไปหรือเปล่าคะ ว่าเลอหน่า... นิสัยเป็นยังไง?”
ไรซ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะแข็งทื่อเมื่อนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ในตำนานเทพปกรณัมของจีน...สถานะของดวงอาทิตย์...ดูเหมือนจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนัก?
(หมายเหตุ: อ้างอิงตำนานโฮ่วอี้ วีรบุรุษนักธนูผู้ยิ่งใหญ่ที่ยิงดวงอาทิตย์ตกไป 9 ดวง เหลือไว้ดวงเดียว แสดงว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่สูงสุดในความเชื่อนี้)
......
ไป๋เย่ไม่ใช่พวกหลงทิศ มาทางไหนก็กลับทางนั้นได้ ไม่นานเขาก็กลับมาถึงหน้าหอพัก
ระหว่างทางเขาได้คิดทบทวนอะไรหลายอย่าง
‘ที่นี่...จะอยู่ยาวไม่ได้ ว่าไปแล้ว แม้จะเป็นสถาบันซูเปอร์ก๊อดก็ยังมีขีดจำกัด อย่างมากก็เป็นเหมือนโรงเรียนอนุบาล หรือหมู่บ้านมือใหม่ ประเด็นสำคัญคือการปกป้องโลก จะมัวแต่พึ่งพาพวกมนุษย์ต่างดาวตลอดคงเป็นไปไม่ได้’
แต่อนาคตจะทำอย่างไรต่อ เขาเองก็ยังมองไม่เห็นทาง
‘ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่ม อย่างน้อยต้องเก่งให้ได้ระดับพี่ลิง(ซุนหงอคง)... ไม่สิ ต้องเก่งกว่าพี่ลิง เก่งกว่าสักหลายเท่า ถึงจะพอมีอำนาจข่มขวัญศัตรูได้’
“เฮ้! เพื่อน รู้ไหมว่าห้อง 203 ไปทางไหน?”
ขณะกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาดึงเขาออกจากภวังค์
‘203 นั่นมันห้องของเรากับเก๋อเสี่ยวหลุนไม่ใช่หรอ’
ไป๋เย่หันไปมอง เห็นผู้ชายคนหนึ่งแบกถุงสัมภาระใบโต ใส่เสื้อกล้าม รองเท้าแตะ จุดเด่นคือผมยาวที่มัดเป็นหางม้า ใบหน้าดูมีความหล่อเหลาสามส่วน ความบื้ออีกเจ็ดส่วน
‘นี่มันจ้าวซินไม่ใช่รึไง!’
ไม่ใช่แค่นั้น ด้านหลังจ้าวซินยังมีผู้ชายอีกคนที่แต่งตัวเหมือนชาวนา สวมหมวกฟาง หิ้วถุงกระสอบ แผ่กลิ่นอายความสมถะออกมาอย่างเต็มที่
‘เจียเหวินก็อยู่ด้วย’
“...พวกนายพักห้อง 203 ทั้งคู่เลยงั้นเหรอ?” ไป๋เย่อดถามไม่ได้
“ก็ใช่น่ะสิเพื่อน” จ้าวซินยิ้มกว้าง แสดงสกิลเฟรนด์ลี่ พูดอย่างสนิทสนมตีซี้หน้าตาเฉย
“ได้ยินว่าที่นี่ชายหญิงจะพักรวมกัน? เป็นไงบ้างล่ะ ห้องนายมีสาวสวยไหม? หุ่นแจ่มปะ?”
“สาวสวยน่ะไม่มี มีแต่เจ้าทึ่ม แถมมีถึงสองคน” ไป๋เย่ยักไหล่ “ตามมาสิ”
“งั้นนายก็น่าสงสารโคตร ๆ เลยว่ะ จุ๊ ๆ... ไม่เหมือนฉัน ผู้บังคับบัญชามองปราดเดียวก็รู้ว่าฉันน่ะมีพรสวรรค์ เลยจัดสวัสดิการนี้ให้... แน่นอน ฉันไม่ได้ว่านายไม่เก่งนะเพื่อน แต่หลัก ๆ คือลูกผู้ชายอย่างฉันมันเทพกว่าน่ะ ~”
จ้าวซินเดินส่ายหัวดุ๊กดิ๊กตามหลังไป๋เย่ไปพลางปากก็พล่ามไม่หยุด
เจียเหวินที่เดินรั้งท้ายยิ้มจาง ๆ ส่ายหัวเบา ๆ เขาดูสุขุมนุ่มลึกกว่าจ้าวซินมาก
ไม่นาน ไป๋เย่ก็พาทั้งสองมาถึงห้อง 203
“โย่! ไอ้ไป๋ กลับมาแล้วเหรอ?”
เก๋อเสี่ยวหลุนที่อาการดีขึ้นแล้วกำลังทำความสะอาดห้องพักเอ่ยทักทาย พอหันมาก็เจอชายฉกรรจ์สามคนยืนอยู่ที่ประตูก็ได้แต่ทำหน้าสงสัย
“สองคนนี้คือ...?” เก๋อเสี่ยวหลุนถาม
“เดี๋ยวแนะนำให้รู้จัก” ไป๋เย่เลิกคิ้ว ชี้ไปที่จ้าวซินและเจียเหวินด้านหลัง
“สองคนนี้ก็จะอยู่ห้องนี้ด้วย ต่อไปก็เป็นรูมเมตกัน” จากนั้นไป๋เย่ก็ชี้ไปที่เก๋อเสี่ยวหลุน
“ส่วนนี่คือสาวสวยที่นายคาดหวังไว้ไงล่ะ เพื่อนยาก”
ตุ้บ!
ถุงสัมภาระในมือจ้าวซินร่วงลงพื้น
เห็นได้ชัดว่า สาวสวยคนนี้... ช่างดู ‘ล่ำบึ้ก’ กว่าที่จินตนาการไว้เยอะเหลือเกิน
[จบแล้ว]