- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกซูเปอร์ก็อด ได้ครอบครองยีนผานกู่สุดเทพ
- ตอนที่ 2 หน่วยลาดตระเวนของเทาเที่ย
ตอนที่ 2 หน่วยลาดตระเวนของเทาเที่ย
ตอนที่ 2 หน่วยลาดตระเวนของเทาเที่ย
“คุณตำรวจครับ พวกเราสองคนตั้งใจจะช่วยเหลือคนจริง ๆ นะครับ! ถมยังเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย จริง ๆ นะครับ!”
“ไอ้หมอนั่นมันรังแกผู้หญิงตัวคนเดียว จะให้ทนดูเฉย ๆ ได้ยังไงล่ะครับ!”
ภายในสถานีตำรวจ เก๋อเสี่ยวหลุนกับไป๋เย่พยายามอธิบายสารพัดเหตุผล แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรงหน้ากลับรับฟังอย่างเฉยเมย
“เพิ่งจะมารู้จักกลัวกันตอนนี้หรือไงห๊ะ?! ทำดีช่วยเหลือคน? ป้องกันตัวโดยชอบ? พวกนายต่อยคนฟันร่วงไปทั้งแถบนะเว้ย!”
“แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน ถ้าฝ่ายนั้นเขาฟ้องพวกนายข้อหาทำเกินกว่าเหตุขึ้นมา ยังไงก็ต้องไปขึ้นศาลอยู่ดี!”
นายตำรวจขู่กึ่งจริงกึ่งเล่น
เก๋อเสี่ยวหลุนและไป๋เย่ถึงกับเงียบกริบ ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ
แม้ทั้งคู่จะปลุกพลังยีนเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้สำเร็จ และไป๋เย่เองก็มีชีวิตมาสองชาติภพ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณตำรวจ ก็ยังคงทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างถึงที่สุด
อีกทั้งไป๋เย่ยังฟังออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่กำลังอบรมสั่งสอนพวกเขาเท่านั้น
ในตอนนั้นเอง ตำรวจหญิงหน้าตาดีคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
“หัวหน้าคะ สองคนนี้ไม่มีปัญหาอะไรแล้วค่ะ ฝ่ายหญิงให้การชัดเจน ส่วนอันธพาลที่ชื่อหลิวชวงคนนั้นก็รับสารภาพเรียบร้อยแล้วค่ะ”
“อืม เข้าใจแล้ว”
หัวหน้าหวังหันมามองเด็กหนุ่มทั้งสองที่กำลังโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหัว
“เอาล่ะ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ช่วงนี้เรียกรถยากซะด้วยสิ... เอาอย่างนี้ ฉีหลิน เธอช่วยไปส่งพวกเขากลับมหาลัยฯหน่อย ทั้งคู่เป็นเด็กมหาลัยเซี่ยต้าน่ะ”
พอได้ยินชื่อคุณตำรวจหญิง ไป๋เย่ตาลุกวาวขึ้นมาทันที
‘ฉีหลิน...?’
.......
นี่เป็นครั้งแรกที่เก๋อเสี่ยวหลุนได้นั่งรถตำรวจ แม้จะไม่ใช่ในฐานะผู้ต้องหา แต่ก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้
ตลอดทางเขาเอาแต่มองซ้ายมองขวาไม่หยุด กลัวว่าจะมีคนรู้จักมองผ่านกระจกรถเข้ามาเห็น
“อย่าทำเหมือนไปก่อคดีอะไรมาแบบนั้นสิ พวกนายทำความดีช่วยเหลือคนนะ กลับถึงมหาลัยฯแล้วก็รอรับใบประกาศเกียรติคุณได้เลย”
ฉีหลินเห็นท่าทางของเก๋อเสี่ยวหลุนแล้วก็นึกขำ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแซว
จากนั้นเธอก็มองไปที่ไป๋เย่ผ่านกระจกมองหลัง สังเกตว่าเจ้าหนุ่มคนนี้กลับนิ่งเงียบผิดปกติ ไม่พูดไม่จาตลอดทาง ไม่รู้ว่าตกใจจนเอ๋อไปแล้วหรือเปล่า
‘แปลกจริง ๆ ไอ้ความห้าวหาญตอนสู้กับอันธพาลพวกนั้นมันหายไปไหนหมดแล้วนะ…’
ที่ไป๋เย่ไม่พูด ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะเขากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ขณะเดียวกันก็จ้องหน้าจอเสมือนจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ชื่อ: ไป๋เย่
ยีนซูเปอร์: มหาจักรพรรดิผานกู่ (ระยะที่หนึ่ง)
ความแข็งแกร่งของร่างกาย: คงกระพัน LV1 (12/100)
ความสามารถยีน: พลังบดขยี้ LV1 (7/100)
อาวุธยีน: ยังไม่เปิดใช้งาน
เอนจินยีน: ยังไม่เปิดใช้งาน
แต้มวิวัฒนาการ: 107
แต้มวิวัฒนาการ 107 แต้มนี้ ล้วนได้มาจากการซัดหลิวชวง
ดูเหมือนจะเยอะ แต่ก็ได้แค่อัปเกรดร่างกายหรือความสามารถโจมตีเท่านั้น พูดกันตามตรง มันยังห่างไกลจากความต้องการอีกมาก
จากความรู้เกี่ยวกับโลกซูเปอร์ก๊อดที่เขามี ไม่ต้องรอถึงช่วงกลางหรือช่วงท้ายเรื่องหรอก แค่การบุกของอารยธรรมระดับสูงในช่วงต้น ก็สามารถถล่มโลกจนแทบไม่มีทางสู้ได้แล้ว
แม้เขาจะปลุกพลังยีนซูเปอร์ขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงก้าวแรก หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
“อัปเกรดร่างกายก่อนก็แล้วกัน สงครามยังคงอีกสักพัก กว่าจะถึงตอนนั้นค่อย ๆ ฝึกไปก็พอ”
ไป๋เย่อัปเกรดกายคงกระพันเป็น LV2 ส่วนการอัปเกรดครั้งถัดไปต้องใช้แต้มวิวัฒนาการ 300 แต้ม
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าการตอบสนองของร่างกายดีขึ้น เลือดลมในกายเดือดพล่าน กล้ามเนื้อและผิวหนังกระชับแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความรู้สึกนี้คล้ายกับตอนเพิ่งปลุกพลังใหม่ ๆ รู้สึกเหมือนกับว่าสามารถต่อยช้างให้ตายได้ในหมัดเดียว แล้วยกมันวิ่งต่ออีกแปดร้อยกิโลเมตร ก็คงไม่เหนื่อยสักนิด
‘ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การเรียกตัวของสถาบันซูเปอร์ก๊อดก็น่าจะใกล้เข้ามาแล้วสิ…?’ ไป๋เย่คิดในใจ
นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกอัปเกรดกายคงกระพัน เพราะการฝึกต่อจากนี้คงโหดเอาเรื่อง ต่อให้เพิ่มพลังโจมตีไปตอนนี้ก็อาจไม่มีโอกาสได้ใช้
คิดได้ดังนั้น เขาก็เหลือบมองเก๋อเสี่ยวหลุนข้าง ๆ
อีกฝ่ายมีร่างกายเหล็กไหล ว่ากันว่าเป็นร่างเทพรุ่นที่สอง แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ไม่รู้ว่าเทียบกับกายคงกระพันขั้นต้นของเขาแล้ว อะไรจะแข็งแกร่งกว่ากัน
‘สิ่งสำคัญคือต้องรีบเก็บแต้มวิวัฒนาการให้ได้มากที่สุด เพื่อวิวัฒนาการยีนไปสู่ร่างสมบูรณ์โดยเร็ว แล้วพอพวกบอสเหล่านั้นโผล่มา…’ ไป๋เย่เลิกคิ้ว
พูดตามตรง ถ้าวิวัฒนาการได้สมบูรณ์ หากวัดกันที่ความเข้มข้นของยีน เขาไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น
แค่มหาปราชญ์คนเดียวยังเคยปั่นเลี่ยหยางจนแทบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ หากเขาเปิดใช้งานจักรพรรดิผานกู่ได้จริง ใครเล่าจะต้านไหว?
ขณะที่ไป๋เย่กำลังเพ้อฝันถึงอนาคต จู่ ๆ วิทยุสื่อสารข้างที่นั่งคนขับก็ดังขึ้น
“เกิดอุบัติเหตุที่ถนนฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในละแวกใกล้เคียงรีบเข้าสนับสนุนด่วน”
“ขอย้ำ เกิดอุบัติเหตุที่ถนนฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในละแวกใกล้เคียงรีบเข้าสนับสนุนด่วน!”
สิ้นเสียงประกาศ ฉีหลินที่อยู่ด้านหน้ารีบหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา “รหัส ****93 รับทราบ”
บรื๊น—
รถตำรวจเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งสองถูกแรงดันจนแผ่นหลังแนบติดกับพนักเบาะ
“ฉันคงไปส่งพวกนายต่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวพวกนายลงแล้วเรียกรถกลับกันเองนะ”
น้ำเสียงของฉีหลินแม้ฟังดูเยือกเย็น แต่ไป๋เย่คล้ายจับกระแสความรู้สึกบางอย่างได้ถึง...ความตื่นเต้น?
“ได้เลยครับผม ไม่มีปัญหาครับพี่สาวตำรวจ!”
เก๋อเสี่ยวหลุนรีบรับคำ ส่วนไป๋เย่นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
‘อุบัติเหตุร้ายแรง...ฉีหลิน...รถตำรวจ...คงไม่ใช่หน่วยลาดตระเวนระลอกแรกของเทาเที่ยหรอกนะ? จะบังเอิญขนาดนี้เลยเหรอ?’
ไป๋เย่ถูมือด้วยความตื่นเต้น ความพลุ่งพล่านจากการอัปเกรดร่างกายเมื่อครู่ถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง
‘แต้มวิวัฒนาการ มาเสิร์ฟถึงที่แล้วนี่ไง!’
‘พวกหน่วยลาดตระเวนของเทาเที่ยมีกี่ตัวกันนะ? น่าจะพอให้อัปเกรดพลังบดขยี้ได้อยู่ละมั้ง แต่จะขอติดรถไปด้วยคงไม่ได้ ฉีหลินคงไม่อนุญาตแน่ มีแต่ต้องไปเอง’
ตลอดทางเต็มไปด้วยความเงียบงัน
ไม่นาน เมื่อขับมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง ฉีหลินก็จอดรถเพื่อให้ทั้งสองคนลง
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง รถตำรวจก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองเดินไปยืนริมถนนอย่างเงียบ ๆ แล้วนั่งยอง ๆ ลงอย่างรู้ใจกัน เตรียมโบกแท็กซี่
“ไอ้ไป๋...” เก๋อเสี่ยวหลุนทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป “วันนี้... มันโคตรจะแปลกเลยว่ะ”
“ใช่ โคตรแปลก” ไป๋เย่เหลือบมองเก๋อเสี่ยวหลุน เดิมทีคิดว่าเป็นแค่รูมเมตจอมซื่อบื้อ ใครจะไปคิดว่าจะเป็นถึงพลังแห่งกาแล็กซี่
“ฉันเหมือนจะ... ปลุกพลังอะไรบางอย่างที่โคตรจะสุดยอดขึ้นมาได้” ไป๋เย่เอ่ยขึ้น
“หา!?” เก๋อเสี่ยวหลุนขึ้นเสียงสูงด้วยความตกใจ “นาย... นายก็ได้ยินเสียงนั่นเหมือนกันเหรอ?”
“อืม” ไป๋เย่พยักหน้า “ไม่ใช่แค่เราสองคนหรอก ไอ้หลิวชวงอันธพาลนั่น ก็น่าจะปลุกพลังขึ้นมาได้เหมือนกัน”
“อันธพาลอย่างมันเนี่ยนะ...”
เก๋อเสี่ยวหลุนกำลังจะแย้ง แต่ก็นึกถึงภาพการต่อสู้เมื่อวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ซัดกันไปตั้งขนาดนั้นจนคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นฆาตกรไปแล้วเสียอีก ผลกลับกลายเป็นว่าฝ่ายตรงข้ามแทบไม่เป็นอะไร แถมยังลุกขึ้นมาด่าได้อีก
“โลกนี้มัน... เฮ้อ” เก๋อเสี่ยวหลุนถอนหายใจ
คนเลวยังได้พลังพิเศษ ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกอึดอัด แต่แล้วดวงตาก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
“ถ้างั้นนะไป๋ หลังจากนี้พวกเราก็...เล่นบาสได้ไร้เทียมทานไปเลยสิวะ เดี๋ยวกลับไปลองกันเถอะ!”
‘เจ้าทึ่มเอ๊ย’
ไป๋เย่กลอกตา ลุกขึ้นโบกรถแท็กซี่ที่กำลังวิ่งมาใกล้
“ฉันไม่อยากชดใช้ค่าแป้นบาสว่ะ เอาเวลามาคิดเรื่องกู้โลกกันดีกว่า พ่อหนุ่มหลุน...”
“จู่ ๆ มาพูดจาเพ้อเจ้ออะไรวะ...” เก๋อเสี่ยวหลุนยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
ไป๋เย่หันกลับมามองด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วเอ่ยขึ้นก่อนที่รถแท็กซี่จะมาถึง
“ฉันไม่รู้ว่านายปลุกพลังอะไรขึ้นมาได้ แต่ของฉันน่ะบอกได้เลยว่าแรงเอาเรื่อง พี่สาวตำรวจเมื่อกี้อาจกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้ เพราะงั้นฉันจะไปช่วยเธอ นายจะเอาด้วยไหม?”
เก๋อเสี่ยวหลุนชะงักไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นสีหน้าแบบนี้จากไป๋เย่
ไร้ซึ่งคำถาม ไร้ซึ่งความลังเลสงสัย
เก๋อเสี่ยวหลุนพยักหน้าตามสัญชาตญาณ “ไป!”
[จบแล้ว]