- หน้าแรก
- จอมพรต หนึ่ง วาจา หนึ่ง ประกาศิต
- บทที่ 24: ความเขลา
บทที่ 24: ความเขลา
บทที่ 24: ความเขลา
พลันเห็นระหว่างซอกนิ้วเต็มไปด้วยน้ำหนองสีเหลืองปนเขียวที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ออกมา
“ฝี... ฝีร้าย!” เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากฝูงชน
ผู้คนต่างจ้องมองด้วยความตื่นตระหนก เห็นผิวหนังบริเวณลำคอและหลังมือที่โผล่พ้นเสื้อผ้าของเฉินเม่าไฉและพรรคพวก กำลังปูดโปนขึ้นเป็นตุ่มหนองเม็ดแล้วเม็ดเล่าด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เริ่มแรกเป็นสีแดงคล้ำ จากนั้นก็ปริแตกออก น้ำหนองข้นคลั่กน่าสะอิดสะเอียนไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย ไหลย้อยลงไปตามผิวหนัง
ปะปนไปกับอาภรณ์อันหรูหราของพวกเขา ดูสกปรกโสมมและวิปริตผิดมนุษย์ยิ่งนัก
ลักษณะของฝีหนองเหล่านั้น ช่างดูคล้ายคลึงกับรอยเปื่อยเน่าบนผิวหนังของปีศาจคางคกตนนั้นอยู่หลายส่วน
ความเจ็บปวดรวดร้าว ความคันคะเยอ และความรู้สึกกดดันอันหนักอึ้ง
อีกทั้งกลิ่นเหม็นเน่าที่ฟุ้งกระจายอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่แป้งหอมก็ไม่อาจกลบได้ ทั้งหมดนี้ถาโถมเข้าใส่พ่อลูกตระกูลเฉินและพรรคพวกจนแทบสำลัก
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดไร้สีเลือด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวังอย่างไม่อาจเชื่อสายตา
วาจาอันเย็นชาของเย่ชิงเฟิง ทุกถ้อยทุกคำกำลังกลายเป็นฝันร้ายที่น่าสะอิดสะเอียนและสมจริงที่สุด ปรากฏขึ้นบนร่างกายของพวกเขาเอง
“ดี! สมควรแล้ว!”
“สมน้ำหน้า! ให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติที่อยู่มิสู้ตายบ้าง!”
“ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยผดุงความยุติธรรม!”
ชาวบ้านระบายโทสะที่อัดอั้นมานานด้วยการโห่ร้องยินดี ต่างรู้สึกว่าการลงทัณฑ์เช่นนี้ช่างสาสมใจยิ่งกว่าการใช้ดาบสังหารให้ตายตกไปเสียอีก
ทว่าเย่ชิงเฟิงกลับมิได้หวั่นไหวไปกับเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านแม้แต่น้อย
เขาหันกายกลับมา กวาดสายตามองใบหน้าเหล่านั้นที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความโล่งใจ และความซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดมุ่นเล็กน้อย
ทันใดนั้น เขาก็แค่นเสียงเย็นชา
เสียงแค่นหัวเราะนี้มิได้ดังสนั่น ทว่ากลับแฝงพลังบางอย่างที่พุ่งตรงเข้าสู่จิตใจ ทำให้เสียงโห่ร้องยินดีทั้งมวลเงียบกริบลงในทันที
ชาวบ้านต่างมองเขาด้วยความตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านเซียนจึงไม่พอใจ
“ความเขลา... มิเคยเป็นข้ออ้างในการลบล้างความผิด” น้ำเสียงของเย่ชิงเฟิงเย็นเยียบ ก้องกังวานอยู่เหนือหาดแม่น้ำที่เงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน
“หายนะของพวกเจ้าในวันนี้ แน่นอนว่าตัวการใหญ่คือตระกูลเฉิน คือปีศาจร้าย
ทว่าลองถามใจตนเองดูเถิด ตลอดร้อยปีมานี้ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติเลยหรือ? ไม่มีผู้ใดเคลือบแคลงสงสัยในใจเลยหรือ?”
สายตาของเขาค่อยๆ เคลื่อนผ่าน มองไปยังครอบครัวที่เคยมีบุตรสาวถูกคัดเลือกเหล่านั้น
มองไปยังชาวบ้านที่ปกติได้แต่โกรธแค้นตระกูลเฉินแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
และมองไปยังคนธรรมดาที่เพียงเพราะความหวาดกลัวจึงยอมทำตามอย่างมืดบอด หรือกระทั่งช่วยกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า
“เห็นความไม่เป็นธรรมแล้วนิ่งเฉย คือความขลาดเขลา รู้ว่ามีข้อสงสัยแต่กลับหลับหูหลับตาเชื่อ คือความโง่เขลา เพื่อความอยู่รอดของตนเองแต่กลับช่วยคนชั่วทำร้ายผู้อื่น ยิ่งน่าสมเพช
ในหมู่พวกเจ้า มีคนทำตัวเป็นสมุนรับใช้คนชั่ว ช่วยตระกูลเฉินเฝ้า ‘เครื่องสังเวย’ ขับไล่ผู้ที่ตั้งข้อสงสัย
มีคนที่รู้อยู่เต็มอกว่ากระบอกเซียมซีนั้น กฎเกณฑ์เหล่านั้นมีปัญหา แต่เพราะมิใช่เรื่องของตน หรือเพราะหวาดกลัวอำนาจตระกูลเฉิน จึงเลือกที่จะเงียบ หรือกระทั่งเกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นยอมรับชะตากรรม
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ยามปีศาจเผยร่างที่แท้จริง แทนที่จะคิดช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ กลับรีบร้อนผลักไสหญิงสาวผู้น่าสงสารลงสู่แม่น้ำ เพื่อหวังระงับสิ่งที่เรียกว่า ‘โทสะแห่งเทพ’!”
ทุกประโยคที่เย่ชิงเฟิงเอ่ยออกมา ทำให้ผู้คนในฝูงชนหน้าซีดเผือดและก้มหน้าลงด้วยความละอาย
สองสามีภรรยาหลี่เหล่าซวนนึกถึงชายฉกรรจ์เหล่านั้นที่พุ่งเข้ามาแย่งตัวเสี่ยวเหลียนเมื่อครู่ ซึ่งในจำนวนนั้นมีเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดีรวมอยู่ด้วย ก็ยิ่งรู้สึกโศกเศร้าสะเทือนใจ
หวังต้าซานก็นึกถึงตนเองที่เคยหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องพิธีบูชายัญเพราะความหวาดกลัว
“วันนี้หากมิใช่เพราะข้าบังเอิญผ่านมา หญิงสาวนางนี้คงถูกจับถ่วงน้ำ พวกเจ้าคงตบมือแสดงความยินดี หรือยามดึกสงัดฝันถึงเรื่องราวหนหลัง จะมีความรู้สึกละอายใจบ้างหรือไม่?”
น้ำเสียงของเย่ชิงเฟิงมิได้ดุดัน ทว่าทุกคำกลับทิ่มแทงเข้าไปในใจ
“ปีศาจร้ายน่ากลัว ทว่าความมืดมิดในจิตใจมนุษย์ บางครั้งยิ่งน่ากลัวกว่าปีศาจ วันนี้ปีศาจถูกกำจัด ตระกูลเฉินได้รับผลกรรม
ทว่า ‘ปีศาจ’ ในใจพวกเจ้า... นิสัยที่หวาดกลัวอำนาจ เพิกเฉยต่อผู้บริสุทธิ์ และเอาตัวรอดไปวันๆ นั้น ได้ถูกกำจัดออกไปแล้วหรือยัง?”
บนหาดแม่น้ำ เงียบกริบราวกับป่าช้า
มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเชี่ยว ราวกับกำลังชะล้างความสกปรกโสมมในอดีต
ใบหน้าของชาวบ้านจำนวนมากร้อนผ่าว ความยินดีที่ปราบปีศาจสำเร็จและความเคียดแค้นที่มีต่อตระกูลเฉินเมื่อครู่
บัดนี้ถูกคำตำหนิที่ไร้ความปรานีชะล้างจนจางหายไป แทนที่ด้วยความละอายใจและการสำนึกผิดอันหนักอึ้ง
เริ่มมีคนสะอื้นไห้แผ่วเบา มีคนยกมือปิดหน้า แต่ส่วนใหญ่กลับหน้าแดงก่ำ แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ครอบครัวที่เคยสูญเสียบุตรสาวเหล่านั้น ความโศกเศร้าที่ถูกกดทับมานานหลายปี หรือกระทั่งหลายชั่วอายุคน บัดนี้ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป
หญิงชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเป็นคนแรก นางตบพื้นโคลนอย่างแรงพลางร้องไห้โฮ
“ชุนฮวาเอ๋อร์ของแม่... แม่ขอโทษเจ้า... หากปีนั้นแม่ยอมแลกชีวิตขัดขวางไว้... แม่มันโง่เขลาเอง!”
“ซิ่วซิ่ว... พ่อมันไม่ได้เรื่อง!”
“พี่หญิง... พี่ตายตาไม่หลับแน่ๆ!”
เสียงร้องไห้ระงมดังขึ้นเป็นระลอกในชั่วพริบตา ครอบครัวนับสิบ ไม่ว่าชายหญิงแก่เฒ่าหรือเด็กเล็ก เมื่อนึกถึงญาติพี่น้องที่หายสาบสูญไปในแม่น้ำตลอดกาล
นึกถึงความไร้กำลังและการยอมจำนนของตนในอดีต ความเสียใจและความโศกเศร้าก็ทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก
พวกเขาคุกเข่าลงในโคลนตม หันหน้าไปทางแม่น้ำ และหันไปทางเย่ชิงเฟิง ร้องไห้ปานจะขาดใจ
หลี่เหล่าซวนกอดบุตรสาวที่ได้กลับคืนมาไว้แน่น น้ำตาไหลอาบใบหน้าอันเหี่ยวย่น โขกศีรษะให้เย่ชิงเฟิงไม่หยุด
“ท่านนักพรตด่าได้ถูกต้อง! ด่าได้ถูกแล้ว! พวกเรามันโง่เขลา! พวกเรามันไม่ได้เรื่อง! ทำร้ายเด็กๆ ไปตั้งมากมาย...”
หวังต้าซานขอบตาแดงก่ำ ใช้มือปาดหน้าแรงๆ แล้วคุกเข่าลงตาม
ท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญและความสำนึกผิดที่ดังสนั่นฟ้า ชาวบ้านที่ถูกวาจาของเย่ชิงเฟิงทิ่มแทงใจจนรู้สึกละอายเมื่อครู่
ก็ค่อยๆ รู้สึกคล้อยตาม หลายคนเกิดความเวทนาสงสาร และเริ่มหลั่งน้ำตาตามไปด้วย
ทั่วทั้งหาดแม่น้ำถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้งและโศกสลด
หลังจากร้องไห้อยู่นาน ชายชราร่างผอมแห้งผู้สูญเสียหลานสาวไปสองคน ก็พยายามตะเกียกตะกายคลานมาตรงหน้าเย่ชิงเฟิง โขกศีรษะอย่างแรงจนหน้าผากเปรอะเปื้อนโคลน
“ท่านนักพรต! ท่านคือเซียนเดินดิน! ท่านปราบปีศาจได้ ช่วย... ช่วยเมตตา ให้... ให้วิญญาณของเด็กๆ ที่น่าเวทนาเหล่านั้น... ได้ไปสู่สุคติได้หรือไม่ขอรับ?
พวกนางตายอย่างน่าอนาถ แช่อยู่ในแม่น้ำที่หนาวเหน็บ... พวกเรา... พวกเราหาศพไม่เจอด้วยซ้ำ! ได้โปรดเถิดขอรับ ช่วยทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกนางด้วย! ให้พวกนางได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี อย่าได้ทนทุกข์ทรมานอีกเลย!”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนการจุดประกายความหวังสุดท้าย
บรรดาญาติพี่น้องที่กำลังร้องไห้ รวมถึงชาวบ้านจำนวนมากที่รู้สึกผิด ต่างมองมาที่เย่ชิงเฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและเว้าวอนอย่างที่สุด
“ขอท่านนักพรตโปรดเมตตาทำพิธีส่งวิญญาณ!”
“ให้ลูกสาวพวกเราได้ไปสู่สุคติเถิด!”
“ท่านนักพรตโปรดเมตตา!”
เสียงเรียกร้องดังประสานกัน แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าและคำวิงวอนอันลึกซึ้ง แรงปรารถนาอันแรงกล้าและบริสุทธิ์นี้ถาโถมเข้าใส่เย่ชิงเฟิงราวกับกระแสน้ำ
เย่ชิงเฟิงใจกระจ่างแจ้ง
การส่งวิญญาณ นำทางสู่ปรโลก นี่คือปณิธานอันยิ่งใหญ่ และเป็นวิถีแห่งเต๋าเช่นกัน
แม้เขาจะไม่มีเคล็ดวิชาเฉพาะทางในตอนนี้ แต่ใครใช้ให้เขามี ‘นิ้วทองคำ’ เล่า ไม่จำเป็นต้องทำเป็น ขอแค่คนอื่นเชื่อว่าเขาทำเป็นก็พอ
สิ่งที่เขาต้องทำ คือการสร้างพิธีกรรมและคำประกาศที่ดูศักดิ์สิทธิ์และสอดคล้องกับการรับรู้ของผู้คน
เขามองดูชาวบ้านที่คุกเข่าร้องไห้ระงมอยู่เบื้องหน้า แล้วมองไปยังแม่น้ำที่ดูสงบนิ่งแต่ไม่รู้ว่าฝังกลบน้ำตาและวิญญาณผู้บริสุทธิ์ไว้มากเพียงใด แววตาของเขาฉายแววเวทนาวูบหนึ่ง
เอาเถิด
เขาหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสถึงความโศกเศร้าอาลัยที่ตกค้างอยู่ในฟ้าดินแห่งนี้
และสัมผัสถึงเศษเสี้ยวความทรงจำอันเลือนรางและความยึดติดอันแผ่วเบาที่ยังคงวนเวียนอยู่ใต้ผืนน้ำ
ครู่ต่อมา เขาลืมตาขึ้น ดวงตาใสกระจ่างดุจกระจกเงา ทว่ากลับดูราวกับสะท้อนภาพของภพภูมิแห่งความเป็นและความตาย