- หน้าแรก
- บันทึกตำนานผ่าสวรรค์
- บทที่ 45: คุณชายเสเพลทวนกระแสธาร
บทที่ 45: คุณชายเสเพลทวนกระแสธาร
บทที่ 45: คุณชายเสเพลทวนกระแสธาร
บทที่ 45: คุณชายเสเพลทวนกระแสธาร
หลี่เฉิงเฟิงพุ่งทะยานเข้าไปรับร่างของหลี่ฉุนไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงกระแทกพื้น
เซี่ยซื่อที่อยู่ด้านข้างกรีดร้องลั่น พยายามจะถลันเข้าไปหา แต่กลับถูกซูเยว่หานฉุดรั้งไว้แน่น
ยามนี้ผู้คนต่างตกอยู่ในความสิ้นหวังถึงขีดสุด เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม ต่างพากันวิ่งหนีตายย้อนกลับไปทางด้านหลังอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าเมิ่งก้วนกลับกระโจนเพียงครั้งเดียวก็พุ่งไปไกลหลายสิบเมตร ตัดเส้นทางหลบหนีด้านหลังจนขาดสะบั้น
ผู้ที่วิ่งนำหน้าสุดมิอาจยั้งเท้าได้ทัน จึงล้มลุกคลุกคลานไถลไปกองอยู่แทบเท้าเมิ่งก้วน มันใช้จะงอยปากแหลมคมจิกคนผู้นั้นขึ้นมา แล้วแหงนคอกลืนลงท้องไปราวกับนกกินปลาซิวปลาสร้อย
ภาพสยดสยองนี้สร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้คนด้านหลังอย่างยิ่งยวด ต่างพากันวิ่งย้อนกลับมาทางเดิมอย่างบ้าคลั่งอีกครา ส่วนกลุ่มคนที่หนีตายมาจากอีกด้านยังไม่ทันตั้งตัว เมื่อคนสองกลุ่มปะทะเบียดเสียดกัน ผู้ที่อยู่ตรงกลางจึงถูกบีบอัดราวกับไส้กรอก เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงม บางคนล้มลงกับพื้น ทันใดนั้นฝ่าเท้านับไม่ถ้วนก็ระดมเหยียบย่ำลงไป แรกเริ่มยังพยายามดิ้นรนลุกขึ้น แต่เพียงครู่เดียวก็แน่นิ่งไป
ที่น่าเวทนาที่สุดคือผู้ที่ถูกเบียดกระแทกจนร่วงหล่นจากเส้นทางภูเขาลงสู่หุบเหวลึก เสียงกรีดร้องลากยาวค่อยๆ เลือนหายไป ท่ามกลางเมฆหมอกที่กลืนกินร่างพวกเขาลงสู่ก้นบึ้งขุนเขา
หลี่เฉิงเฟิงหันขวับไปตะโกนบอกเซี่ยซื่อเสียงดัง “ท่านแม่! ท่านรีบหนีไป พวกท่านรีบหนีไปเร็วเข้า!!”
เซี่ยซื่อทอดตามองฝูงชนที่แตกฮือย้อนกลับมาด้วยแววตาสิ้นหวัง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จะให้หนีไปที่ใดได้?”
หลี่เฉิงเฟิงชี้มือขึ้นไปบนยอดเขา พลางกล่าวว่า “เร็วเข้า! ขึ้นเขาไป ปีนขึ้นไปบนภูเขา!”
วาจานี้เปรียบเสมือนเสียงเรียกสติ ผู้คนจำนวนมากที่กำลังวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตต่างได้สติ พากันตะเกียกตะกายใช้ทั้งมือและเท้าปีนป่ายขึ้นไปบนภูเขาข้างทางอย่างทุลักทุเล
หลี่เฉิงเฟิงอุ้มร่างหลี่ฉุนพุ่งเข้าไปหาอาซือปา สั่งกำชับว่า “อาซือปา เจ้าแบกท่านพ่อข้าไว้ แล้วรีบหนีขึ้นเขาไป!”
อาซือปาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง อาเจียซาที่อยู่ข้างๆ จึงตะโกนขึ้นทันที “ข้ากับพี่ลวี่จูและน้องเยว่หานจะพานายหญิงปีนขึ้นเขาไปด้วยกัน!”
อาซือปาเข้าใจความนัยทันที เขาพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น
เซี่ยซื่อร่ำไห้อย่างหมดหนทาง เอ่ยปากไล่ “ลูกแม่ เจ้าไปก่อนเถิด!”
หลี่เฉิงเฟิงเร่งเร้า “ท่านแม่ พวกท่านช้ากว่า ไปก่อนเถอะ!”
เซี่ยซื่อตระหนักดีว่ายามนี้มิใช่เวลาจะมามัวอ่อนแอ นางจึงกัดฟันปีนขึ้นไปบนเนินเขาข้างทาง โดยมีความช่วยเหลือจากลวี่จู ซูเยว่หาน และอาเจียซา
ทว่าเมื่อปีนขึ้นไปได้เพียงไม่กี่เมตร เซี่ยซื่อก็หันขวับกลับมา พบว่าหลี่เฉิงเฟิงนอกจากจะไม่ปีนตามขึ้นมาแล้ว กลับยืนหยัดนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาทั้งคู่จับจ้องเขม็งไปยังเมิ่งก้วนที่อยู่ห่างออกไป
เซี่ยซื่อรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ไม่มีใครรู้จักบุตรชายดีเท่ามารดา นางล่วงรู้ได้ทันทีว่าหลี่เฉิงเฟิงคิดจะทำสิ่งใด!
ความหวาดกลัวแล่นพล่านถึงขีดสุด นางกรีดร้องลั่น “ลูกแม่! อย่าทำนะ! รีบหนีเร็วเข้า!”
“หนี?” หลี่เฉิงเฟิงพึมพำแผ่วเบา “พวกท่านหนีได้ แต่ข้าหนีไม่ได้... ท่านพ่อล้มลงแล้ว ข้าไม่อาจหนี! หากข้าหนีไป ตระกูลหลี่แห่งสำนักล้างจันทร์... ก็จบสิ้นกัน!”
“ข้าหนีไม่ได้ ผู้ใดจะหนีก็ย่อมได้ แต่ข้าจะหนีไม่ได้! ข้าคือว่าที่เจ้าสำนักตระกูลหลี่แห่งสำนักล้างจันทร์ ข้าคือว่าที่เจ้าสำนักแห่งสำนักล้างจันทร์อันดับหนึ่งในใต้หล้า!! ข้าคืออนาคตทั้งหมดของสำนักแห่งนี้ ข้าจะหนีไม่ได้!!”
มือที่กุมด้ามกระบี่ของหลี่เฉิงเฟิงกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ สายตาคมกริบแข็งกร้าวขึ้นทุกขณะ แม้เรือนกายจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่เขาก็ยังคงก้าวเท้าออกไป... ก้าวแรกสู่การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรเมิ่งก้วน!
แม้ร่างกายจะสั่นเทา แม้จิตใจจะหวาดหวั่น แต่เขากลับเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับศัตรู!
ทว่าสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าเป็นด่านแรกหาใช่สัตว์อสูรร้ายไม่ แต่กลับเป็น... ฝูงชนที่กำลังแตกตื่นโกลาหล
เหล่านักเลงที่หนีตายอย่างบ้าคลั่งต่างอาศัยว่าตนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ชักดาบยาวไล่ฟาดฟันผู้คนที่ขวางทางหนีอย่างไม่เลือกหน้า จวบจนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับเด็กหนุ่มผู้ถือกระบี่ยาวจ้องมองมาด้วยแววตาลุกโชน
นักบู๊ผู้หนึ่งที่วิ่งนำหน้าสุดมีสภาพเลือดโชกไปทั้งตัว ตลอดเส้นทางเขาคือผู้ที่สังหารคนไปมากที่สุด จนแยกไม่ออกแล้วว่าคมดาบได้ดื่มเลือดคนตระกูลหลี่หรือผู้อื่นไปเท่าใด เขามองหลี่เฉิงเฟิงด้วยความตื่นตระหนก
นักบู๊ผู้นี้สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของหลี่เฉิงเฟิง จึงตะโกนลั่น “คุณชายตระกูลหลี่ ได้โปรดเปิดทางรอดแก่พวกเราด้วยเถิด!” หลี่เฉิงเฟิงปรายตามองบ่าวไพร่ตระกูลหลี่ที่ถูกอีกฝ่ายฟันล้มคว่ำอยู่ข้างทาง พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “แล้วเจ้าเคยให้ทางรอดแก่พวกเขาหรือไม่?”
ร่างของนักบู๊สั่นสะท้าน ทันใดนั้นเขาก็ตะโกนก้อง “ตระกูลหลี่ไม่ยอมเปิดทางรอดให้พวกเรา เช่นนั้นก็สู้ตาย!”
สิ้นคำ เขาก็เงื้อดาบยาวในมือพุ่งทะยานเข้าใส่
ขณะที่คนรอบข้างยังลังเลว่าจะตามไปดีหรือไม่ พลันเห็นร่างของหลี่เฉิงเฟิงเคลื่อนไหววูบไหว กระบี่ชิงกงสี่เยว่ในมือวาดผ่านราวดั่งสายรุ้ง นักบู๊ผู้นั้นถลันผ่านร่างหลี่เฉิงเฟิงไปได้เพียงสองก้าว ศีรษะก็พลันหลุดจากบ่ากลิ้งหลุนๆ ลงกับพื้น เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากลำคอสูงกว่าสามเมตร ร่างไร้หัวโซซัดโซเซไปอีกไม่กี่ก้าว ก่อนจะล้มตึงลง
เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
หลี่เฉิงเฟิงไม่แม้แต่จะปรายตามองศพด้านหลัง เขาจ้องเขม็งไปยังฝูงชนเบื้องหน้า เอ่ยเน้นทีละคำ “วางอาวุธลง! แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป!”
“แต่ว่า... หากไร้อาวุธพวกเรา...”
หลี่เฉิงเฟิงตวาดลั่น “วางอาวุธ!! ต่อให้มีอาวุธพวกเจ้าสู้มันได้หรืออย่างไร!”
วาจาประโยคเดียวปลุกผู้คนให้ตื่นจากภวังค์ นักบู๊หลายคนที่อยู่หน้าสุดรีบทิ้งอาวุธในมือ ต่างพากันเหลียวหลังกลับไปมองด้วยความหวาดผวา เมื่อเห็นเมิ่งก้วนกำลังไล่ล่ากัดกินและเหยียบย่ำผู้คนมาตลอดทาง ความกลัวก็ยิ่งจับขั้วหัวใจจนเข่าแทบทรุด
หลี่เฉิงเฟิงรอจนพวกเขาทิ้งอาวุธแล้วจึงเบี่ยงตัวหลีกทางให้ คนเหล่านั้นรีบวิ่งกรูหนีไปด้านหลังราวกับน้ำป่าไหลหลาก หลี่เฉิงเฟิงมองส่งพวกเขาพลางตะโกนกำกับ “หนีขึ้นเขาไป! แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง อย่าวิ่งกระจุกไปทางเดียว!”
ยามนั้นคนอื่นๆ จึงเพิ่งได้สติ ต่างพากันแยกย้ายวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
หลี่เฉิงเฟิงยืนตระหง่านนิ่งดุจหินผาต้านกระแสน้ำเชี่ยว เมื่อคลื่นมนุษย์ถาโถมเข้ามาเห็นเขาก็จะแยกออกเป็นสองสายโดยอัตโนมัติ ไหลบ่าหลบเลี่ยงไปทางซ้ายและขวา
คุณชายใหญ่ผู้มักมีรอยยิ้มทะเล้นและทำตัวเสเพล บัดนี้สายตากลับคมกริบเด็ดเดี่ยว เปรียบประดุจนาวาลำน้อยที่กล้าทวนกระแสน้ำเชี่ยว กระชับกระบี่มุ่งหน้าทวนกระแสขึ้นไป!
หนึ่งร้อยเมตร แปดสิบเมตร ห้าสิบเมตร สามสิบเมตร สิบห้าเมตร สิบเมตร!
หลี่เฉิงเฟิงเข้าใกล้เมิ่งก้วนมากขึ้นเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งที่พวยพุ่งออกมาจากปากยามมันแผดเสียงคำราม!
หลี่เฉิงเฟิงเริ่มออกวิ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครั้นระยะห่างจากเมิ่งก้วนเหลือเพียงสามเมตร เขาก็เปล่งเสียงคำรามก้องราวกับจะปลุกเลือดในกายให้ลุกโชน ก่อนจะกระทืบเท้าส่งแรง ดีดร่างพุ่งเข้าใส่เมิ่งก้วนประหนึ่งลูกกระสุนปืนใหญ่!
ชั่วขณะนั้น กระบี่ชิงกงสี่เยว่ในมือหลี่เฉิงเฟิงเปล่งประกายคมกริบราวกับจะผ่าอากาศให้แยกขาดจากกัน ว่าที่เจ้าสำนักแห่งสำนักล้างจันทร์ได้ฟาดฟันกระบี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของเขาออกมาแล้ว!
ซูเยว่หานจ้องมองหลี่เฉิงเฟิงที่พุ่งทะยานทวนกระแสเข้าใส่สัตว์อสูรเมิ่งก้วน นางไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ย จะว่าเขาโง่เขลาหรือกล้าหาญดี? นางไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์ธรรมดาที่ใช้วรยุทธ์จะสามารถท้าทายสัตว์อสูรเมิ่งก้วนที่หลุดรอดจากแดนมารเทียนหยาได้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการไปส่งตาย เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะอย่างแน่นอน!
เซี่ยซื่อเองก็จ้องมองบุตรชาย ผู้ที่ยามปกติมักทำตัวเหลวไหลไม่น่าเชื่อถือ บัดนี้กลับเลือกที่จะบุกทะลวงยอมตายเฉกเช่นบิดา ภาพนั้นทำให้นางหัวใจแทบสลาย
จริงอยู่ว่าตระกูลหลี่อันยิ่งใหญ่จำต้องพึ่งพานางค้ำจุน ทว่า... หากบุตรชายเพียงคนเดียวต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ สิ่งที่นางเพียรพยายามแบกรับมาตลอดจะมีความหมายอันใดอีกเล่า?
เซี่ยซื่อกรีดร้องสุดเสียงเพื่อให้บุตรชายหนีไป แต่สุ้มเสียงของนางกลับถูกกลืนหายไปในเสียงกัมปนาทน่าสะพรึงกลัว เปรียบดั่งกรวดหินก้อนน้อยที่ถูกโยนลงสู่มหาสมุทร มิอาจก่อให้เกิดระลอกคลื่นใดๆ
ชั่วพริบตาที่หลี่เฉิงเฟิงลอยตัวกลางอากาศพุ่งเข้าหาเมิ่งก้วน ร่างกายของเขาเหยียดเกร็งจนสุด ราวกับคันธนูที่ถูกน้าวสายจนตึงเปรี๊ยะ แฝงอานุภาพคมกล้าจนมิอาจต้านทาน!
ทว่าในสายตาของสัตว์อสูรเมิ่งก้วน เด็กหนุ่มตรงหน้าหาได้มีความหมายอันใด มันเพียงตวัดกรงเล็บออกไปอย่างง่ายดาย พริบตาเดียวร่างของหลี่เฉิงเฟิงก็อันตรธานหายไปจากครรลองสายตาอีกครั้ง
เซี่ยซื่อและลวี่จูต่างกรีดร้องออกมาด้วยความรวดร้าว อาเจียซาเบิกตากว้างยกมือปิดปากแน่น พวกนางกวาดสายตามองหาร่างของหลี่เฉิงเฟิงที่ถูกตบกระเด็นไปอย่างร้อนรน
และในขณะนั้นเอง ซูเยว่หานผู้ตาไวก็ชี้มือออกไปพลางตะโกนลั่น “อยู่นั่น!”
เซี่ยซื่อและลวี่จูรีบเพ่งมองตาม ก็เห็นว่าบนท่อนแขนหน้าของเมิ่งก้วนมีร่างหนึ่งห้อยต่องแต่งอยู่ กระบี่ยาวในมือคนผู้นั้นปักตรึงแน่นอยู่กับเกล็ดแข็งบนกรงเล็บ และเจ้าตัวกำลังพยายามปีนป่ายขึ้นไป
“คุณชายยังไม่ตาย! คุณชายยังไม่ตายเจ้าค่ะ!!” ลวี่จูตะโกนร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นยินดี