- หน้าแรก
- บันทึกตำนานผ่าสวรรค์
- บทที่ 46: คนเดินทางมือเปล่าสยบอสูร
บทที่ 46: คนเดินทางมือเปล่าสยบอสูร
บทที่ 46: คนเดินทางมือเปล่าสยบอสูร
บทที่ 46: คนเดินทางมือเปล่าสยบอสูร
เซี่ยซื่อมองตามทิศทางที่ลวี่จูชี้ไปด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี
ซูเยว่หานจ้องมองหลี่เฉิงเฟิงที่กำลังปีนป่ายบนร่างเมิ่งก้วนอย่างทุลักทุเล เขาพลิกตัวหลบหลีกกรงเล็บมรณะอย่างเฉียดฉิว เปรียบประดุจนาวาลำน้อยท่ามกลางคลื่นลมโหมกระหน่ำ แม้ท่วงท่าจะดูคล่องแคล่วว่องไวทว่าก็น่าหวาดเสียวจนหัวใจแทบหยุดเต้น หากพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว ย่อมหมายถึงจุดจบ
“จะเข้าไปช่วยเขาดีหรือไม่?” ในใจซูเยว่หานเกิดการต่อสู้กันอย่างหนัก “หากเขาเป็นเซียนกบฏกลับชาติมาเกิดจริง คงไม่มาตกม้าตายที่นี่กระมัง... น่าจะ... ไม่หรอกมั้ง?”
ขณะที่ซูเยว่หานกำลังลังเลใจ หลี่เฉิงเฟิงก็ปีนขึ้นไปถึงช่วงไหล่ของเมิ่งก้วนแล้ว สำหรับสัตว์อสูรร่างยักษ์ หลี่เฉิงเฟิงก็ไม่ต่างอะไรกับหมัดตัวจ้อยที่กระโดดเกาะแกะบนร่าง มันวาดฝ่ามือตบ ทว่าเจ้าหมัดตัวนี้กลับปราดเปรียวยิ่งนัก ทุกครั้งล้วนหลบหลีกรอดพ้นฝ่ามือมรณะไปได้
หลี่เฉิงเฟิงตะเกียกตะกายปีนจากไหล่ขึ้นสู่ส่วนบน เมื่อเห็นเมิ่งก้วนเงื้อกรงเล็บตบเข้ามาอีกครั้ง เขาก็ชิงดีดตัวเหินทะยานขึ้นไปยืนตระหง่านบนศีรษะของมันได้สำเร็จ
หลี่เฉิงเฟิงรวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน เกร็งกำลังส่งไปที่ฝ่าเท้าเพื่อยึดเกาะศีรษะเมิ่งก้วนให้มั่นคง เขายกกระบี่ยาวในมือขึ้นสุดแขน ระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย ตะโกนก้องแล้วปักกระบี่ลงกลางกระหม่อมของสัตว์อสูร!
สัมผัสแรกที่ปลายกระบี่ปะทะหนังหนาของเมิ่งก้วน หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกถึงแรงต้าน ก่อนจะได้ยินเสียง “ฉึก” กระบี่ทะลวงผ่านชั้นหนังเข้าไปได้!
ความปีติยินดีแล่นพล่านในอก เขาเชื่อมั่นว่ากระบี่ล้ำค่าที่คมกริบตัดเหล็กดุจหยวกกล้วยเล่มนี้ หากทะลวงผ่านกะโหลกเมิ่งก้วนเข้าไปได้ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ย่อมต้องดับดิ้นเป็นแน่!
ทว่าหลี่เฉิงเฟิงยังไม่ทันได้ดีใจนาน กระบี่ยาวพลันสะดุดกึกราวกับปะทะเข้ากับวัตถุแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แรงส่งทั้งหมดหยุดชะงักลงทันที หลี่เฉิงเฟิงร้องอุทานในใจว่า ‘ท่าไม่ดีแล้ว’ เขาพยายามจะกระชากกระบี่ออก แต่กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังของเมิ่งก้วนกลับหดเกร็งหนีบใบกระบี่ไว้แน่น แม้หลี่เฉิงเฟิงจะออกแรงดึงเพียงใดก็มิอาจขยับเขยื้อน!
ขณะที่กำลังยื้อยุดอยู่นั้น เสียงลมกรรโชกแรงก็ดังวูบมาจากเบื้องหลัง ยังไม่ทันที่หลี่เฉิงเฟิงจะทันได้หันกลับไปมอง ร่างกายก็สะท้านเฮือกเมื่อถูกหางของเมิ่งก้วนฟาดเข้าใส่อย่างจังจนกระเด็น
ร่างของหลี่เฉิงเฟิงลอยละลิ่วไปกระแทกหน้าผาเสียงดังสนั่น ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้น เขารู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ความเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่านจนขยับกายไม่ได้แม้แต่น้อย
หลี่เฉิงเฟิงกัดฟันกรอด พยายามพยุงกายลุกขึ้น ทว่าบัดนี้เมิ่งก้วนได้พุ่งเข้ามาถึงตัวแล้ว ร่างมหึมาทิ้งตัวลงตรงหน้าเสียงดังสนั่นหวั่นไหว บดบังแสงสว่างเบื้องหน้าจนมืดมิด
สัตว์อสูรจ้องมองมนุษย์ผู้อ่อนแอที่บังอาจท้าทายมันด้วยแววตาอำมหิต มันแยกเขี้ยวแสยะยิ้ม โลหิตสดๆ หยดติ๋งจากจะงอยปากแหลมคม ราวกับกำลังเยาะเย้ยเจ้าคนไม่เจียมตัวผู้นี้
ลมหายใจร้อนระอุระคนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งพ่นออกมาจากจมูกและปากของเมิ่งก้วน รุนแรงเสียจนหลี่เฉิงเฟิงแทบสิ้นสติ
เสียงคำรามต่ำในลำคอของเมิ่งก้วนทำให้สมองของหลี่เฉิงเฟิงขาวโพลน เหลือเพียงความคิดเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัว... ‘ข้าคงไม่รอดแล้ว!’
เมื่อเห็นกรงเล็บยักษ์เงื้อสูงหมายตบลงมาบดขยี้ หลี่เฉิงเฟิงก็ยกแขนขึ้นป้องหน้าโดยสัญชาตญาณ พลางหลับตาลงแน่น
ทว่าหลี่เฉิงเฟิงกลับสัมผัสได้เพียงสายลมกรรโชกแรงพัดผ่านวูบ วินาทีถัดมา กรงเล็บมรณะที่ควรจะบดขยี้เขาจนแหลกเหลวกลับมิได้ฟาดลงมาที่ศีรษะ!
หลี่เฉิงเฟิงลืมตาตื่นขึ้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างของคนผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า คนผู้นี้สวมเสื้อคลุมขนมิงค์หิมะ รูปร่างหลังค่อมเล็กน้อย ท่าทางดูป่วยไข้อ่อนแอ ทว่าเขากลับยื่นแขนข้างหนึ่งออกมา ใช้เพียงท่อนแขนรับการโจมตีหนักพันชั่งของเมิ่งก้วนเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
หากมิใช่เพราะหลี่เฉิงเฟิงเห็นกับตาว่าพื้นดินและชั้นหินใต้ฝ่าเท้าของชายผู้นี้ยุบยวบลงไปเป็นหลุมลึก เขาคงนึกว่ากรงเล็บที่เมิ่งก้วนตบลงมานั้นเบาหวิวดุจปุยนุ่น มิเช่นนั้นคนป่วยใกล้ตายเช่นนี้จะรับการโจมตีอันรุนแรงได้อย่างง่ายดายปานนี้ได้อย่างไร?
แม้แต่เมิ่งก้วนเองก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อสายตา มันจ้องมองกรงเล็บของตน สลับกับมองชายที่ยืนขวางหน้า ทันใดนั้นมันก็แหงนหน้าคำรามลั่น ชักกรงเล็บกลับแล้วเงื้อสูงขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตบฟาดลงไปที่ชายผู้นั้นอย่างสุดแรง
หลี่เฉิงเฟิงเห็นเพียงชายผู้นั้นไอโขลกขลกอย่างรุนแรง พลางก้าวเท้าสืบไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยามเขาไอ ร่างกายสั่นไหวโอนเอนราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ทว่าในชั่วขณะที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น หลี่เฉิงเฟิงกลับสัมผัสได้ทันทีว่าทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายรุนแรงเกรี้ยวกราดดุจสายฟ้าฟาด ภายใต้เรือนร่างที่ผอมแห้งป่วยไข้นั้น กลับซุกซ่อนขุมพลังอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้
ชายผู้นั้นปล่อยหมัดสวนออกไปปะทะกรงเล็บของเมิ่งก้วน สายตาของผู้คนรอบข้างเห็นเพียงมนุษย์ตัวจ้อยกับเมิ่งก้วนร่างมหึมาปะทะกันด้วยหมัดและกรงเล็บ ห้วงอากาศสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่น ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เมิ่งก้วนราวกับถูกค้อนเหล็กยักษ์ทุบกระแทก ร่างของมันปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง เพียงพริบตาเดียวก็พุ่งชนหน้าผาสูงชันที่ห่างออกไปหลายสิบเมตร จมลึกเข้าไปในชั้นหิน
หลี่เฉิงเฟิงอ้าปากค้าง!
คนผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรหรือ? เขาบำเพ็ญวิถีอภินิหารแขนงใดกัน ถึงได้เก่งกาจเหนือมนุษย์ถึงเพียงนี้?
ทว่า... เป็นไปไม่ได้! จะมีผู้บำเพ็ญเพียรที่ร่างกายเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะเช่นนี้ได้อย่างไร?
แม้นหลี่เฉิงเฟิงจะไม่เคยบำเพ็ญเพียร แต่เขาก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ วิถียุทธ์และวิถีเซียนนั้นมีหลักการคล้ายคลึงกันและมีหลายสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน ผู้บำเพ็ญเพียรย่อมไม่มีทางมีร่างกายที่อ่อนแอขี้โรคเช่นนี้เป็นแน่!
แต่ลำพังพลังของมนุษย์ธรรมดา จะก้าวข้ามขีดจำกัดมาถึงขั้นนี้ได้เชียวหรือ!?
หลังจากชายผู้นั้นใช้หมัดที่ดูธรรมดาสามัญซัดเมิ่งก้วนผู้หยิ่งผยองจนกระเด็น เขาก็หันกลับมามองหลี่เฉิงเฟิง เมื่อนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงตระหนักได้ว่า ผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตนคือชายหญิงคู่ที่เขาเคยมีน้ำใจบอกทางให้ก่อนหน้านี้นั่นเอง
หลี่เฉิงเฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นสตรีรูปงามในชุดคลุมยาวขนสุนัขจิ้งจอกสีแดงยืนอยู่ข้างทางจริงๆ นางทอดมองมาด้วยแววตาห่วงใย ส่วนชายผู้นั้นส่งยิ้มให้นางเล็กน้อย เป็นสัญญาณบอกมิให้นางต้องกังวล
สตรีผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่ม นางช่วยปลดเสื้อคลุมขนมิงค์ที่คลุมไหล่เขาออก แล้วค่อยๆ ปัดเศษหิมะบนไหล่ให้เขาอย่างเบามือ พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “อย่าใช้เวลานานนัก ร่างกายท่านจะรับไม่ไหว”
ชายหนุ่มมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง ยิ้มรับพลางพยักหน้า “ข้ารู้”
แม้จะเป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ ไม่กี่คำ แต่หลี่เฉิงเฟิงก็ยังจับสังเกตได้ว่าเขาไม่ใช่คนจงหยวน และความสัมพันธ์ของคนทั้งสองนี้ก็ดูแปลกประหลาดนัก หลี่เฉิงเฟิงสัมผัสได้ว่าพวกเขาทั้งสองต่างห่วงใย หรือกระทั่งมีใจรักใคร่ต่อกัน แต่ภาษากายของทั้งคู่กลับรักษาระยะห่าง แม้ในยามสัมผัสแตะต้อง ก็ยังคงสำรวมและปฏิบัติต่อกันด้วยมารยาทที่งดงาม
หลังจากมองดูสตรีอุ้มเสื้อคลุมขนมิงค์เดินเลี่ยงไปยืนรอข้างทางแล้ว ชายหนุ่มก็หันกลับมายิ้มให้หลี่เฉิงเฟิง แววตาแฝงความสนิทสนมบางอย่าง เขาอ้าปากคล้ายจะเอ่ยบางสิ่งแต่ก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป ในที่สุดก็กล่าวเพียงว่า “เจ้าถอยไปไกลๆ หน่อย”
หลี่เฉิงเฟิงเข้าใจความนัย เขาพยายามยันกายลุกขึ้น จังหวะนั้นอาซือปาที่แบกร่างหลี่ฉุนขึ้นเขาไปแล้ว ก็รีบวางนายท่านลงและวิ่งย้อนกลับลงมาตามคำสั่งของเซี่ยซื่อ เขาตรงเข้าใช้ไหล่ช่วยประคองหลี่เฉิงเฟิงขึ้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เมื่อได้อาซือปาช่วยพยุง หลี่เฉิงเฟิงจึงเดินกะเผลกถอยร่นออกมาได้หลายสิบเมตร ขณะที่กำลังจะปีนขึ้นสู่ยอดเขา เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเบื้องหลัง
ยามนี้ชายผู้นั้นยืนหยัดเต็มความสูง แผ่นหลังที่เคยค่อมงอกลับยืดตรงผ่าเผย กล้ามเนื้อทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเสื้อตัวในปริขาด ร่างกายของเขาดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า ท่วงท่าองอาจห้าวหาญประหนึ่งเทพเซียนจุติลงมาก็มิปาน