- หน้าแรก
- บันทึกตำนานผ่าสวรรค์
- บทที่ 9: ดูความวุ่นวายไม่กลัวเรื่องใหญ่
บทที่ 9: ดูความวุ่นวายไม่กลัวเรื่องใหญ่
บทที่ 9: ดูความวุ่นวายไม่กลัวเรื่องใหญ่
บทที่ 9: ดูความวุ่นวายไม่กลัวเรื่องใหญ่
หัวหน้ามือปราบเบิกตาโพลง จ้องเขม็งไปยังจ้าวเสี่ยวเป่าที่กำลังตะเบ็งเสียงไม่หยุดด้วยสีหน้าประหนึ่งเห็นผี ในตรอกไช่เหลียนพลันปรากฏฝูงชนมากมายผุดขึ้นราวกับเล่นกล ทั้งแม่เล้า, แมงดา, นางโลม, แขกเหรื่อ, พ่อค้าแม่ขาย หรือแม้แต่คนเดินถนนขาจร บ้างโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างหอคอย บ้างหยุดฝีเท้าหันขวับ บ้างเปิดประตูบ้านก้าวออกมา ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่จ้าวเสี่ยวเป่าเป็นจุดเดียวด้วยความตื่นตะลึง
ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ เหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากของจ้าวเสี่ยวเป่า เขาเหลือบตามองรอบกาย ก่อนจะชี้เป้าไปยังทิศทางของหอจื่อซี ตะโกนก้อง “ทุกคนรีบไปดูกันเร็ว!”
ฝูงชนพลันฮือฮาอื้ออึง ลูกค้าที่กำลังต่อรองราคาหน้าแผงลอยทิ้งข้าวของแล้วหันหลังวิ่งตะบึงทันที หญิงงามที่โปรดปรานเรื่องสนุกทิ้งแขกเหรื่อ หัวร่อต่อกระซิกวิ่งตามไปดู เหล่าแมงดาและแม่เล้าต่างก็วิ่งหน้าตื่นตามไปเพราะทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว
พ่อค้าแม่ขายลืมเรื่องทำมาหากินสิ้น ผู้ที่หัวไวหน่อยก็รีบม้วนผ้าใบเก็บแผงแล้ววิ่งตามฝูงชนไปติดๆ
เพียงชั่วพริบตา ผู้คนในตรอกไช่เหลียนต่างหลั่งไหลไปยังหอจื่อซีด้วยความเริงร่าและสะใจ เพียงครู่เดียว ตรอกซอกซอยรอบหอจื่อซีก็ถูกคลื่นมนุษย์ล้อมกรอบไว้ถึงสามชั้นในสามชั้นนอก
ผู้ที่มาทีหลังและอยู่ไกล ได้ยินเสียงอึกทึกก็คว้าแขนคนข้างเคียงมาซักถามด้วยความงุนงง คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด “มัวเหม่ออะไรอยู่เล่า! นั่นมันอนุภรรยาคนที่สามของท่านเจ้าเมืองเชียวนะเว้ย! ชาตินี้เจ้าจะได้เห็นเรื่องเด็ดพรรค์นี้อีกไหม?”
“โอ๊ย ข้าจะบอกให้ คราวก่อนที่อนุภรรยาคนที่สามออกมาเดินตลาด ข้าแอบมองไปแวบหนึ่ง แม่เจ้าโว้ย! รูปร่างนั้น ใบหน้านั้น จุ๊ๆๆ สุดยอดจริงๆ! ตอนนั้นข้าก็คิดอยู่แล้วว่าสังขารของท่านเจ้าเมืองจะรับมือมารยาของนางปีศาจน้อยนั่นไหวรึ? นี่ไงล่ะ ‘ลาแก่ลากโม่ใหญ่’ สุดท้ายก็พังครืนจนได้สินะ?”
“ใครกันช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้! แม้แต่อนุภรรยาสุดที่รักของเจ้าเมืองก็ยังกล้าปีนเกลียว!”
“เฮ้อ ‘ตายใต้ดอกโบตั๋น เป็นผีก็ยังสำราญ’! ถ้าให้ข้าได้เชยชมนางสักราตรี พรุ่งนี้จะถูกถลกหนังหัว ข้าก็ยอม!”
“ถุย! ดูสารรูปเจ้าสิ ไม่รู้จักชะโงกดูเงาหัวตัวเองในอ่างเยี่ยวบ้าง! หน้าตาเยี่ยงคางคกยางตายนึ่งอย่างเจ้า มีแต่ตุ่มสิวเขรอะ ไม่ทำให้นางตกใจจนรากแตกก็บุญโขแล้ว!”
“เฮ้ย เจ้าหมอนี่ ข้าจะพูดอะไรมันก็เรื่องของข้า เจ้าจะมาสอดรู้สอดเห็นอะไรด้วย?”
“พวกเจ้าสองคนจะกัดกันก็ไปที่อื่น อย่ามาขวางทางพวกข้า!”
“ใช่ๆๆ รีบหลีกไปซะ พวกข้าจะไปดูเขาจับชู้!”
“ใช่ๆๆ ไปด้วยกัน ไปด้วยกัน!”
ชาวบ้านร้านตลาดเมืองเฉิงอันนั้นว่างงานจนรากงอกแล้ว ในยามปกติแค่ได้ชมหญิงงามประชันโฉม หรือเห็นคนทุ่มเงินพันตำลึงทองในบ่อนพนัน ก็ถือเป็นเรื่องบันเทิงเริงใจประดุจฉลองปีใหม่ วันนี้ได้เจอเรื่องอื้อฉาวสะท้านเมืองขนาดนี้ มันช่างบันเทิงและตื่นเต้นยิ่งกว่าเทศกาลใดๆ ทุกคนต่างหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น เหล่าแมงดาที่พยายามเบียดเสียดไปข้างหน้า จมูกมันวาวจนแทบจะคัดเอาน้ำมันออกมาได้
ฝูงชนต่างหลั่งไหลไปยังตรอกไช่เหลียนไม่ขาดสาย ในไม่ช้า กองทหารรักษาการณ์ประจำเมืองก็ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์
นับตั้งแต่ราชวงศ์ต้าฉีรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ในช่วงปีแรกๆ บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข จวบจนปัจจุบัน นอกจากดินแดนพายัพและพื้นที่ส่วนน้อยอีกไม่กี่แห่งแล้ว แผ่นดินส่วนใหญ่ของต้าฉีก็ร้างราจากสงครามมานานนับร้อยปี แม้ว่าเฉิงอันจะเป็นเมืองชายแดนทางเหนือ แต่ชนเผ่าทุ่งหญ้าต่างก็ยอมสวามิภักดิ์ ทั้งนับถือศาสนาประจำชาติและซึมซับวัฒนธรรม จนกลมกลืนกลายเป็นชาวต้าฉีไปสิ้นแล้ว ประกอบกับอิทธิพลของสำนักต่างๆ ที่แผ่ขยายอำนาจมหาศาล กองทัพรักษาการณ์ประจำเมืองจึงกลายเป็นเพียง ‘เสือกระดาษ’ การทหารเสื่อมโทรมลงนานแล้ว กองทัพฟอนเฟะจนดูไม่ได้ กองทหารลาดตระเวนที่ทำหน้าที่รักษาสันติภาพภายในยิ่งเน่าเฟะหนักข้อกว่า
หัวหน้ากองลาดตระเวน ‘ซุนจี๋เคอ’ คือตัวแทนของนายทหารไร้คุณภาพเหล่านั้น ยามนี้เขาสะพายดาบยาวเฉียงไปมา ด้ามดาบกลับหัวกลับหาง หมวกเกราะสวมเอียงกะเท่เร่ เขาควบม้าฝ่าวงล้อมเข้ามา เอ่ยวาจาหนึ่งคำต้องเรอออกมาสามครั้ง กลิ่นสุราหึ่งโชยคลุ้งจนทหารรอบข้างต่างต้องยกมือปิดจมูกเบือนหน้าหนี
ซุนจี๋เคอแหวกฝ่าฝูงชนเข้ามา ครั้นหันไปเห็นมือปราบสองสามคนที่ยืนตะลึงลานอยู่ไม่ไกล ก็โบกมือตะโกนถาม “เป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
เหล่ามือปราบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าขมขื่น ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ซุนจี๋เคอสูดลมหายใจเข้าลึก ‘มารดามันเถอะ นี่ใช่เรื่องที่บิดาจะจัดการได้หรือ!’
ซุนจี๋เคอกลอกตาไปมา ตระหนักดีว่าเรื่องนี้เกินกำลังตน หากยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว ย่อมต้องตกเป็นจำเลยของทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน!
ทว่าหากนิ่งดูดาย เขาก็จะมีความผิดฐานละเลยหน้าที่อย่างร้ายแรง ย่อมต้องถูกตำหนิและลงทัณฑ์เช่นกัน ซุนจี๋เคอกลอกตาอย่างเจ้าเล่ห์ โบกมือสั่งการ “ล้อมพื้นที่บริเวณนี้ไว้ก่อน!”
ทหารขี้เกียจเหล่านั้นรีบกรูกันเข้าไปล้อมหอจื่อซีไว้จนมิดชิด แต่หาได้มีความคิดที่จะบุกเข้าไปสืบสวนคดีความแต่อย่างใด เพียงแค่ตรึงกำลังล้อมอยู่รอบนอก คอยกันท่าไม่ให้ไทยมุงที่กระหายความสนุกเบียดเสียดเข้าไปข้างในอีก
ในขณะเดียวกัน จวนเจ้าเมืองก็ได้รับแจ้งข่าวแล้ว ท่านเจ้าเมือง ‘จางจวินเหิง’ นั้นเรียกได้ว่า ‘นั่งอยู่ในเรือนดีๆ หมวกเขียวก็ลอยละลิ่วตกลงมาจากฟากฟ้า’ เล่นเอาเขานั่งตัวแข็งทื่อประหนึ่งหุ่นขี้ผึ้ง มึนงงสับสนไปหมด จากนั้นโทสะก็ปะทุขึ้นดั่งไฟสุมอก
ในฐานะขุนนางผู้ปกครองดูแลบ้านเมือง กลับเกิดเรื่องอัปยศอดสูเช่นนี้ขึ้นกับตนเอง! ยอมไม่ได้เด็ดขาด!
ภายใต้คำสั่งอันเฉียบขาดและเกรี้ยวกราดของท่านเจ้าเมือง กองกำลังที่มาถึงก่อนใครเพื่อนคือ ‘ทหารส่วนตัว’ ของจวนเจ้าเมือง เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็นับเป็นเรื่องภายในครอบครัวของท่านเจ้าเมือง
ตามกฎหมายต้าฉี: ขุนนางชั้นสูงสามขั้นแรกสามารถเลี้ยงดูทหารส่วนตัวได้สองร้อยนาย ขุนนางชั้นกลางสามขั้นสามารถเลี้ยงทหารส่วนตัวได้หนึ่งร้อยนาย และจางจวินเหิงครองตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ชั้นรอง จึงมีสิทธิ์เลี้ยงทหารได้หนึ่งร้อยนายพอดี
ทหารหนึ่งร้อยนายนี้คือหน่วยองครักษ์พิทักษ์จวนที่จางจวินเหิงทุ่มเทสร้างขึ้นมาด้วยเงินมหาศาลตลอดหลายปี ทุกคนมิเพียงมีร่างกายกำยำล่ำสัน แต่ยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นเลิศ เกราะขัดเงาวับจับตา การบำรุงรักษาศาสตราก็ยอดเยี่ยม เพียงมองจากไกลๆ ก็ยังเห็นประกายสังหารเย็นเยียบวาววับ
ทันทีที่ทหารกล้าเหล่านี้กรีธาทัพมาถึง ซุนจี๋เคอก็รีบนำพลพรรคถอยฉากออกมาอย่างรู้งาน เปิดทางสะดวกให้ทหารของเจ้าเมือง กองกำลังนี้เข้าล้อมหอจื่อซีไว้อย่างรวดเร็ว ชักดาบยาวออกจากฝัก บรรยากาศอึงอลไปด้วยจิตสังหาร ปิดล้อมกลุ่มชายชุดดำไว้ภายใน บรรยากาศตึงเครียดราวกระสุนที่ขึ้นลำ หากเจรจาไม่เข้าหู ก็พร้อมจะเปิดศึกนองเลือดได้ทุกเมื่อ
หัวหน้าชายชุดดำตระหนักได้ในบัดดลว่าตนหลงกลอุบายถ่วงเวลาของหลี่เฉิงเฟิงเข้าให้แล้ว ทว่ายามนี้สถานการณ์โกลาหลวุ่นวาย การจะถอนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบย่อมเป็นไปไม่ได้ ครั้นจะหักหาญบุกเข้าไปสังหาร ก็เกรงว่าจะปะทะกับอีกฝ่ายจนเปิดช่องให้ตาอยู่คว้าพุงไปกิน ดั่งสำนวน ‘ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นจ้องอยู่เบื้องหลัง’!
คนของตระกูลจ้าน มีเพียงวิญญาณที่มอดม้วยในสนามรบ หาได้มีทหารที่ยอมตกเป็นเชลยศึกไม่
ส่วนจ้าวเสี่ยวเป่าตัวต้นเรื่อง อาศัยจังหวะชุลมุนทาน้ำมันที่ฝ่าเท้าเผ่นแน่บไปอย่างรวดเร็ว แอบซ่อนตัวอยู่ในมุมอับคอยลอบมองอยู่ไกลๆ จ้าวเสี่ยวเป่าตระหนักแล้วว่า การกระทำเพื่อช่วยนายน้อยของตนกลับกลายเป็นการก่อเรื่องใหญ่หลวงสะเทือนฟ้าเสียแล้ว นายน้อยของตนในครานี้... เกรงว่าจะ... อเนจอนาถยิ่งกว่าตกลงไปในบ่ออุจจาระเสียอีก!
ฝ่ายหลี่เฉิงเฟิงและซูจือเซียนภายในห้อง ได้แต่นั่งจ้องตากันปริบๆ สีหน้าฉายแววสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก
ซูจือเซียนร้อนรนจนเผลอกำชายเสื้อของหลี่เฉิงเฟิงไว้แน่น “จะทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”
หลี่เฉิงเฟิงทอดถอนใจยาวเหยียดแหงนมองเพดาน “เสี่ยวเป่าเอ๋ยเสี่ยวเป่า เจ้ากะจะลากข้าไปลงนรกให้ได้เลยสินะ!”
หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกว่าตนเองดวงตกถึงขีดสุด ก็แค่คิดการใหญ่ดักปล้นเครื่องบรรณาการของสำนักหลิงซานกลางทางมิใช่หรือ? ไฉนถึงต้องมาประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักหนาสาหัสเพียงนี้? หรือว่านี่จะเป็นเวรกรรมตามสนองเข้าจริงๆ?
เขาจะพาตัวรอดจากสถานการณ์แขวนอยู่บนเส้นด้ายนี้ไปได้อย่างไร?
หลี่เฉิงเฟิงเม้มปากแน่น สมองแล่นเร็วจี๋ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ‘ข้าจะมาตายที่นี่ไม่ได้ หากข้าตายไป ท่านแม่จะทำอย่างไร? นางคงไม่ยอมมีชีวิตอยู่ต่อไปแน่! ข้าจะทิ้งท่านแม่ไปไม่ได้เด็ดขาด!’
ทว่า... จะหลุดพ้นไปได้อย่างไรเล่า?