- หน้าแรก
- มนตร์รักทศวรรษหกสิบ
- บทที่ 19 มิติอัปเกรด
บทที่ 19 มิติอัปเกรด
บทที่ 19 มิติอัปเกรด
เซี่ยเสี่ยวไม่ใช่คนชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แต่ในสถานการณ์ที่แม่ลูกมีปากเสียงกันแบบนี้ ให้เธอเป็นคนพยุงเจิ้งเซี่ยงหงกลับไปพักผ่อนคงจะดีกว่า
เจิ้งเซี่ยงหงพยักหน้า เธอเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าจริงๆ โดยเฉพาะความเหนื่อยใจ
เซี่ยเสี่ยวประคองเจิ้งเซี่ยงหงกลับบ้าน เกาเจี้ยจื๋อและเกาเจี้ยซิงต่างเงียบกริบ เดินตามหลังมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เซี่ยเสี่ยวขยับปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ เพราะนี่เป็นเรื่องในครอบครัวเขา คนนอกอย่างเธอไม่ควรสอดปาก
เจิ้งเซี่ยงหงเอ่ยขึ้นอย่างเศร้าสร้อย "แม่หวังดีกับพวกเขา แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจแม่เลย"
"ป้าเจิ้งคะ เดี๋ยวนี้บ้านเมืองสงบสุขแล้ว ได้รับการปลดแอกแล้ว การเป็นทหารคงไม่อันตรายเหมือนเมื่อก่อนหรอกค่ะ" เซี่ยเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
"เจี้ยจื๋อไปไม่ได้" เจิ้งเซี่ยงหงพูดจบก็เสริมอีกว่า "เจี้ยซิงก็ไปไม่ได้เหมือนกัน ถ้าสุขภาพฉันแข็งแรงกว่านี้ก็คงดี..."
เจิ้งเซี่ยงหงไม่ได้พูดต่อ แม้เซี่ยเสี่ยวจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้
หลังจากประคองเจิ้งเซี่ยงหงให้นอนพักผ่อน เซี่ยเสี่ยวนั่งอยู่เป็นเพื่อนครู่หนึ่ง ปลอบโยนไม่ให้เจิ้งเซี่ยงหงคิดมาก ให้พักผ่อนเยอะๆ เธอจะคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ เอง
คงเพราะยุ่งมาทั้งวัน เจิ้งเซี่ยงหงจึงเพลียมาก ไม่นานก็หลับสนิท
เซี่ยเสี่ยวเดินออกจากห้องของเจิ้งเซี่ยงหง เห็นสองพี่น้องนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น จึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
"พี่ใหญ่เกา พี่รองเกา หนูเป็นแค่คนนอก เรื่องในครอบครัวพวกพี่หนูคงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ป้าเจิ้งดีกับหนูมาก หนูเองก็นับถือป้าเจิ้งจากใจจริง ไม่รู้พวกพี่สังเกตเห็นหรือเปล่าว่าป้าเจิ้งมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ห้ามรับแรงกระแทกทางจิตใจ ไม่งั้นอาจอันตรายถึงชีวิตได้ แล้วหนูก็รู้สึกได้ว่าป้าเจิ้งมีเหตุผลจำเป็นบางอย่าง พวกพี่ช่วยเห็นใจป้าเจิ้งหน่อยเถอะค่ะ"
"ถ้าพวกพี่อยากเป็นทหารกันจริงๆ ก็ตั้งใจเรียนแล้วสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารสิคะ จบมาก็ได้เป็นนายร้อย ถ้าจบแค่มัธยมต้นแล้วไปสมัครทหาร ก็ได้เป็นแค่พลทหาร เป็นไม่กี่ปีก็ปลดประจำการ จะมีความก้าวหน้าอะไร ก็แค่เข้าไปสัมผัสชีวิตในค่ายทหารเท่านั้น นี่คือปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพวกพี่เหรอคะ มิน่าล่ะ ลุงหัวหน้ากับป้าเจิ้งถึงไม่อยากให้ไป สู้ปลูกมันเทศอยู่บ้านยังดีกว่า"
เกาเจี้ยซิงถลึงตาใส่ "เธอคิดว่าโรงเรียนเตรียมทหารสอบเข้าง่ายนักหรือไง"
เซี่ยเสี่ยวหลุดขำพรืด "ก็เพราะสอบยากไงคะ นายทหารสัญญาบัตรไม่ใช่ผักกาดขาวใครจะเป็นก็ได้ นั่นแหละถึงจะแสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจ ไม่งั้นจะเรียกว่า 'นาย' ได้ยังไง เป็นผู้นำคนมันไม่ง่ายหรอกค่ะ ไม่เคยได้ยินเหรอคะ 'ทหารที่ไม่อยากเป็นนายพลไม่ใช่ทหารที่ดี' พวกพี่เข้ากองทัพไปไม่อยากเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเหรอ เข้ากองทัพก็ต้องฝึกเหมือนกัน แต่จุดเริ่มต้นมันต่ำกว่าโรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนเตรียมทหารคือแหล่งเพาะบ่มทหารชั้นยอด ดูวีรบุรุษ ท่านจอมพล ท่านนายพลของประเทศเราสิคะ จบจากโรงเรียนเตรียมทหารกันตั้งเท่าไหร่ ต่อให้ไต่เต้าจากพลทหารจนได้เป็นผู้พันหรือผู้การ สุดท้ายก็ต้องเข้าไปอบรมในโรงเรียนเสนาธิการอยู่ดี"
พูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวก็รู้ตัวว่าพูดมากเกินไปแล้ว รีบหัวเราะกลบเกลื่อน "ฮ่าๆ พวกพี่ดูแลป้าเจิ้งดีๆ นะคะ หนูขอตัวก่อน"
เซี่ยเสี่ยวรีบชิ่งหนี แต่ดันไปจ๊ะเอ๋กับหัวหน้าเกากั๋วเฉียงที่ยืนอยู่หน้าประตูเข้าเต็มเปา เซี่ยเสี่ยวตกใจจนสะดุ้ง ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว จึงรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม "ลุงหัวหน้า กลับมาแล้วเหรอคะ"
"ปัญญาชนเซี่ย วันนี้ขอบใจมากนะ" เกากั๋วเฉียงได้ยินข่าวว่าเจิ้งเซี่ยงหงเกือบเป็นลมจึงรีบกลับมาดู ไม่นึกว่าจะได้ยินคำพูดฉะฉานของเซี่ยเสี่ยวที่หน้าประตู ทำให้เขามองเธอในมุมใหม่ทีเดียว
"ไม่เป็นไรค่ะ ป้าเจิ้งช่วยหนูมาเยอะ ไม่รบกวนลุงหัวหน้าแล้ว หนูขอตัวกลับที่พักก่อนนะคะ" เซี่ยเสี่ยวรีบสาวเท้าออกจากบ้านตระกูลเกา ใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงตึกตัก ไม่ใช่อาการใจเต้นเพราะเฮ่อเสวียปิง แต่เป็นความอับอายที่ถูกจับได้ต่างหาก
คราวหน้าคงไม่กล้ามาบ้านตระกูลเกาแล้ว เจอหน้าลุงหัวหน้ากับสองพี่น้องคงทำตัวไม่ถูก กล้าดียังไงไปยืนเทศนาฉอดๆ ในบ้านคนอื่นเขาแบบนั้น
เมื่อกลับถึงที่พัก เซี่ยเสี่ยวรู้สึกว่าวันนี้อารมณ์ขึ้นลงรุนแรงเหลือเกิน นึกถึงเฮ่อเสวียปิงรักแรกพบ นึกถึงหลี่เซิ่งเหม่ยที่น่ารำคาญ และเรื่องวุ่นๆ บ้านตระกูลเกา เซี่ยเสี่ยวสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป
เธอล้วงหินออกมาจากกระเป๋า นึกถึงตอนที่ทำหินหล่นพื้นโดยไม่รู้ตัวก็อดกังวลไม่ได้ มิตินี้มีประโยชน์กับเธอมาก ทั้งเลี้ยงไก่ ปลูกผัก มีน้ำพุวิญญาณบำรุงร่างกาย แถมยังเก็บของเก็บเงินได้อีก ถ้าทำหาย ของข้างในก็หายเกลี้ยง ถึงตอนนั้นคงร้องไห้ไม่ออก
เซี่ยเสี่ยวนึกถึงนิยายแนวทะลุมิติที่เคยอ่าน คิดว่าหินก้อนนี้คงเคยเปื้อนเลือดเธอมาก่อน เธอถึงเข้าไปได้คนเดียว แต่เพื่อความชัวร์ เซี่ยเสี่ยวหยิบกรรไกรมากรีดแขนตัวเองเบาๆ หยดเลือดลงบนหิน อยากลองดูว่าหินจะยอมรับเธอเป็นเจ้าของหรือไม่
หนึ่งหยด สองหยด สามหยด เซี่ยเสี่ยวมองดูเลือดที่เกาะอยู่บนหินนิ่งๆ เริ่มใจเสีย หรือว่าหยดเลือดจะไม่ได้ผล
ทันใดนั้น เซี่ยเสี่ยวก็กระพริบตา เอ๊ะ เลือดบนหินหายไปไหน พริบตาเดียวก็หายวับไปแล้ว?
เซี่ยเสี่ยวรีบห้ามเลือด แล้วลูบคลำหินก้อนนั้น มันเย็นเฉียบ ไม่มีรอยเลือดหลงเหลืออยู่เลย
ถ้าไม่ใช่ว่าแผลยังอยู่ และเธอเป็นคนกรีดเลือดเองกับมือ เห็นกับตาตัวเอง เซี่ยเสี่ยวคงคิดว่าตาฝาดไปแล้ว
"เจ้าหิน เจ้าหิน ฉันเรียกแก แกได้ยินไหม พูดได้หรือเปล่า" เซี่ยเสี่ยวลองคุยกับหินดู
หินเงียบสนิทไม่มีปฏิกิริยา เซี่ยเสี่ยวจึงตั้งจิตคิดว่าจะเข้าไปข้างใน แล้วร่างของเธอก็แวบเข้าไปในมิติทันที
แต่พอเข้ามาคราวนี้ เซี่ยเสี่ยวกลับพบความเปลี่ยนแปลง เดิมทีในมิตินี้จะมองไม่เห็นผนังหรือขอบเขตใดๆ แต่ตอนนี้เธอมองเห็นผนังสีฟ้าใสทางด้านซ้าย บนผนังมีเส้นสีขาวละเอียดและจุดวงกลมสีแดงเล็กๆ ปรากฏอยู่
เซี่ยเสี่ยวมองซ้ายมองขวา ยกมือเกาหัวแกรกๆ "ทำไมดูเหมือนแผนที่เลยนะ อืม เหมือนเส้นทางเดินรถเลย"
เซี่ยเสี่ยวพึมพำกับตัวเอง ลองเอามือไปแตะดู สัมผัสได้ถึงความเย็นแต่ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด ก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่สักพักเธอก็ต้องตาโตด้วยความดีใจ เมื่อพบว่าพื้นที่ในมิติขยายใหญ่ขึ้น! พื้นดินกว้างขึ้น สระน้ำพุวิญญาณก็ใหญ่ขึ้นด้วย เมื่อกี้ตอนเข้ามามัวแต่สนใจผนังเลยไม่ทันสังเกต
มิติใหญ่ขึ้น แปลว่าเก็บของได้มากขึ้น ปลูกของได้มากขึ้น
รอยยิ้มเบิกบานปรากฏบนใบหน้าเซี่ยเสี่ยว ที่แท้มิติก็อัปเกรดได้ หรือจะเป็นเพราะเลือดของเธอ?
เซี่ยเสี่ยวชะงัก เริ่มลังเล ต้องใช้เลือดเยอะแค่ไหนเนี่ย จะเป็นอันตรายถึงชีวิตไหมนะ ถ้าต้องแลกด้วยชีวิต เธอยอมไม่อัปเกรดดีกว่า แต่จะให้ทิ้งมิตินี้ไป เธอก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน
"เจ้าหิน แกหดตัวให้เล็กกว่านี้ได้ไหม" เซี่ยเสี่ยวถามขึ้น หลักๆ คือรู้สึกว่าใส่กระเป๋าไว้ไม่ปลอดภัย ถ้าหดเล็กลงได้ จะได้หาอะไรห่อแล้วห้อยคอไว้ ไม่ต้องกลัวหาย
สิ้นเสียง หินก้อนนั้นก็หดเล็กลงทันที เหลือขนาดเท่าจี้หยก เซี่ยเสี่ยวตาเป็นประกายวาววับ
พร้อมกันนั้น เสียงเล็กๆ ใสๆ เหมือนเด็กน้อยก็ดังขึ้น "หนูไม่ได้ชื่อเจ้าหินนะ"
น้ำเสียงเจือแววต่อต้าน เหมือนไม่พอใจชื่อที่เซี่ยเสี่ยวตั้งให้เอามากๆ จึงส่งเสียงประท้วงออกมา