เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ผู้นำสตรี

บทที่ 7 ผู้นำสตรี

บทที่ 7 ผู้นำสตรี


ถ้าเกิดวันไหนก้อนหินหายไปจะทำอย่างไร เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะหาคืนได้ง่ายๆ เสียด้วย แถมถ้าเธอต้องพกก้อนหินติดตัวตลอดเวลา ก็คงจะดูแปลกพิลึก

เซี่ยเสี่ยวไม่ได้คิดอยากทำตัวเป็นจุดเด่นอะไร แต่จะให้ทิ้งก้อนหินไว้ในมิติแล้วตัวเองออกมาข้างนอก เธอก็ไม่กล้าเสี่ยง เพราะกลัวว่ามิติที่อุตส่าห์ได้มาอย่างยากเย็นจะหายวับไปกับตา

เซี่ยเสี่ยวกำก้อนหินในมือแน่นด้วยความรู้สึกหวงแหน

ทันใดนั้นเซี่ยเสี่ยวก็ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ยัยบื้อเอ๊ย ก็ลองไม่ถือก้อนหินดูสิ จะได้รู้ว่าเข้ามิติได้หรือไม่ได้

คิดได้ดังนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ทดลองดูทันที ปรากฏว่าถ้าไม่มีก้อนหิน เธอเข้ามิติไม่ได้จริงๆ

เซี่ยเสี่ยวไม่กล้าลองอะไรอีกแล้ว มิติแห่งนี้ล้ำค่ามาก หากไม่มีตั้งแต่แรกก็แล้วไป แต่ในเมื่อได้มาครองแล้ว เธอก็ไม่อยากสูญเสียมันไป

วันต่อมา เซี่ยเสี่ยวดักรอเกาเจี้ยซิงที่เพิ่งเลิกเรียน

เกาเจี้ยซิงถาม "มีอะไร"

เซี่ยเสี่ยวยื่นก้อนหินให้เขา "นายลองดูหน่อยสิ รู้สึกอะไรบ้างไหม ลองพูดว่า... อือ..."

เซี่ยเสี่ยววางก้อนหินลงบนมือของเกาเจี้ยซิง แล้วพูดต่อ "ลองพูดว่า 'ฉันอยากเข้าไป' ดูสิ"

"พูดเร็วๆ สิ" เซี่ยเสี่ยวเห็นเกาเจี้ยซิงนิ่งไปก็เร่งเร้า

"เธอไม่เป็นไรใช่ไหม สมองกระทบกระเทือนจริงหรือเปล่าเนี่ย" เกาเจี้ยซิงมองเซี่ยเสี่ยวอย่างงุนงง ให้เขาพูดกับก้อนหินเนี่ยนะ คนปกติเขาทำกันเหรอ

เซี่ยเสี่ยวมุมปากกระตุก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนว่าเธอแบบนี้ แต่ก็เข้าใจได้ว่าการเอาหินมายัดใส่มือแล้วให้เกาเจี้ยซิงทดลอง มันก็ดูผิดปกติจริงๆ นั่นแหละ

แต่เธอก็อยากรู้เหลือเกินว่า ถ้าเกาเจี้ยซิงถือก้อนหินก้อนนี้แล้วพูดคำสั่ง เขาจะเข้าไปในมิติเหมือนเธอได้ไหม

"นายจะทำไม่ทำ" เซี่ยเสี่ยวถลึงตาใส่ แต่ด้วยร่างกายที่เล็กกว่าเกาเจี้ยซิงมาก ท่าทางนั้นจึงไม่ได้ดูน่าเกรงขามเลยสักนิด

เกาเจี้ยซิงยอมทำตาม เขากำก้อนหินไว้แล้วพูดว่า "ฉันอยากเข้าไป"

เซี่ยเสี่ยวจ้องเขม็ง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นเกาเจี้ยซิงจะมีปฏิกิริยาอะไร ก้อนหินก็ยังอยู่ดี เธอดีใจจนเนื้อเต้น รีบคว้าก้อนหินกลับมาจากมือเกาเจี้ยซิง กล่าวขอบคุณ แล้ววิ่งหนีไป

เกาเจี้ยซิงมองตามหลังเซี่ยเสี่ยวอย่างมึนงง พึมพำกับตัวเอง "สงสัยจะป่วยหนักจริงแฮะ เห็นก้อนหินเป็นของวิเศษไปซะได้"

เซี่ยเสี่ยวกลับมาที่หอพัก อาศัยช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครกลับมา แอบกำก้อนหินแล้วเข้าไปในมิติ

เธออดใจไม่ไหว วักน้ำพุขึ้นมาดื่ม อื้ม... เย็นฉ่ำชื่นใจ รสชาติดีกว่าน้ำบ่อหรือน้ำประปาจริงๆ

เซี่ยเสี่ยวไม่กล้าดื่มเยอะ แค่จิบชิมรสชาตินิดหน่อย เธอมองดูผืนดินในมิติ พลางคิดว่าคราวหน้าจะเอาเมล็ดพันธุ์เข้ามาลองปลูกดู

เธอไม่กล้าอยู่นานจึงรีบออกมา จากนั้นก็นำเงินและซองจดหมายในกระเป๋าเดินทางเก็บเข้าไปในมิติ เพียงเท่านี้เธอก็รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ดื่มน้ำพุในมิติหรือเปล่า เซี่ยเสี่ยวรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก แม้จะไม่ถึงขนาดเวอร์วังเหมือนในนิยายที่ดื่มแล้วชำระไขกระดูกรักษาได้สารพัดโรค แต่เซี่ยเสี่ยวเชื่อว่าถ้าดื่มเป็นประจำน่าจะมีผลดีต่อร่างกายไม่มากก็น้อย

หลังจากหยุดพักครบห้าวัน อาการของเซี่ยเสี่ยวก็หายดีแล้ว เธอเริ่มกลับมาทำงานร่วมกับหน่วยผลิต แต่ด้วยสุขภาพร่างกาย เธอจึงไม่ต้องขึ้นเขาไปบุกเบิกที่ดิน แต่ได้รับมอบหมายให้ไปเก็บมันเทศแทน

เซี่ยเสี่ยวโล่งอก เก็บมันเทศก็ดีเหมือนกัน งานเบากว่าตั้งเยอะ

เซี่ยเสี่ยวไปถึงไร่มันเทศตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง คนแรกที่เธอเห็นคือเจิ้งเซี่ยงหง เธอเดาได้ทันทีว่าเจิ้งเซี่ยงหงคงไปพูดกับหัวหน้าหน่วยผลิตให้ เซี่ยเสี่ยวรู้สึกซาบซึ้งใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยผลิตมากขึ้น

"คุณน้าคะ ฉันมาแล้วค่ะ" เซี่ยเสี่ยวทักทายเจิ้งเซี่ยงหง

เจิ้งเซี่ยงหงตอบรับ "เซี่ยเสี่ยวมาแล้วเหรอ วันนี้เราต้องเก็บมันเทศแปลงนี้ให้หมด เธอคอยตามน้าไว้นะ"

"ได้ค่ะ คุณน้า" เซี่ยเสี่ยวกำมือแน่น ตั้งใจว่าจะต้องขยันขันแข็ง ไม่ทำตัวเป็นตัวถ่วงเจิ้งเซี่ยงหงเด็ดขาด

"แหม เจิ้งเซี่ยงหงพาผู้ช่วยมาด้วยเหรอเนี่ย" เสียงหนึ่งดังขึ้น

เซี่ยเสี่ยวหันไปมอง จำได้ว่าเป็นหลี่เซิ่งเหม่ย ผู้นำสตรีของหมู่บ้าน เซี่ยเสี่ยวมีความประทับใจที่ดีต่อหลี่เซิ่งเหม่ย พอเห็นหลี่เซิ่งเหม่ยมองมา จึงทักทายกลับไป "สวัสดีค่ะ หัวหน้าหลี่"

"ฮึ" หลี่เซิ่งเหม่ยแค่นเสียงในลำคอ มองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาเคร่งขรึม แล้วพูดว่า "สหายเซี่ย ในเมื่อเธอลงชนบทมาเพื่อรับการดัดนิสัยจากชาวนาผู้ยากไร้ ก็ต้องขยันขันแข็งเข้าไว้ หน่วยผลิตไม่ต้องการคุณหนูในเมืองที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อหรอกนะ ที่เธอทำอยู่นี่มันพฤติกรรมนายทุนชัดๆ..."

หลี่เซิ่งเหม่ยตำหนิเซี่ยเสี่ยวต่อหน้าธารกำนัลอย่างไม่ไว้หน้า คำพูดเหล่านี้ถือว่ารุนแรงมาก หากเป็นช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การพูดแบบนี้เท่ากับเป็นการยัดข้อหาให้เซี่ยเสี่ยวเลยทีเดียว

"หลี่เซิ่งเหม่ย หล่อนจะจุ้นจ้านเกินไปแล้วนะ เมื่อไหร่กันที่งานในหน่วยผลิตต้องให้หล่อนมาชี้นิ้วสั่งการ ตอนเซี่ยเสี่ยวบาดเจ็บ ไม่เห็นผู้นำสตรีอย่างหล่อนจะมาดูดำดูดีสหายหญิงเลย พอเซี่ยเสี่ยวหายดีกลับมาทำงาน หล่อนก็มาด่าว่าเขาซะงั้น เป็นบ้าอะไรของหล่อน ถ้าไม่ชอบฉันก็พูดมาตรงๆ อย่ามาลงที่เซี่ยเสี่ยวเพื่ออวดเบ่ง แกล้งทำเป็นเคร่งครัดกฎระเบียบไปหน่อยเลย"

เจิ้งเซี่ยงหงตอกกลับทันควัน ความขัดแย้งของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่หลี่เซิ่งเหม่ยใช้เซี่ยเสี่ยวเป็นเครื่องมือ เจิ้งเซี่ยงหงยอมไม่ได้

"ยุวปัญญาชนคนอื่นเขาขึ้นเขาไปบุกเบิกที่ดินกันหมด พวกเราแค่รับผิดชอบเก็บมันเทศ งานก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร แล้วหล่อนดึงสหายเซี่ยมาทำไม" หลี่เซิ่งเหม่ยยังคงไม่พอใจ พูดง่ายๆ ก็คือเธอมองว่าเซี่ยเสี่ยวเป็นตัวถ่วง ไร้ประโยชน์

พอหลี่เซิ่งเหม่ยพูดจบ ทุกคนก็หันมามองเซี่ยเสี่ยว เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่เซิ่งเหม่ย

เซี่ยเสี่ยวไม่ได้พูดอะไร ชาติที่แล้วกว่าเธอจะยืนหยัดในบริษัทได้อย่างมั่นคง ก็ต้องฝึกฝนความหน้าด้านหน้าทนมาไม่น้อย เธอไม่ยอมเลิกราง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำหรอก

"สหายเซี่ยเขาก็มีงานที่ต้องรับผิดชอบ เขาจะทำเสร็จหรือไม่เสร็จ ก็ไม่ต้องให้หล่อนมาสอดรู้สอดเห็นหรอก" คนอื่นอาจจะเกรงใจหลี่เซิ่งเหม่ย แต่เจิ้งเซี่ยงหงไม่กลัว

เดิมทีหลี่เซิ่งเหม่ยเป็นลูกติดแม่ที่แต่งงานใหม่เข้ามาในตระกูลเกา แม่ของเธอแต่งงานกับลุงของหัวหน้าหน่วยผลิต เกากั๋วเฉียง หลี่เซิ่งเหม่ยจึงเปลี่ยนมาใช้แซ่เกา เธอหน้าตาดีและเสียงไพเราะ แต่เป็นคนทะเยอทะยาน มีคนมาจีบมากมายแต่เธอก็ไม่สน เธอดันไปชอบพอเกากั๋วเฉียงที่เป็นทหาร อยากจะเป็นภรรยาทหาร แต่ตระกูลเกาถือธรรมเนียมห้ามคนแซ่เดียวกันแต่งงานกัน หลี่เซิ่งเหม่ยจึงยอมเปลี่ยนกลับไปใช้แซ่เดิม แต่ใครจะคิดว่าจู่ๆ เจิ้งเซี่ยงหงจะโผล่มาและตกลงปลงใจกับเกากั๋วเฉียงตัดหน้าไป

ความผิดหวังเสียใจของหลี่เซิ่งเหม่ยนั้นมากโข ด้วยความโมโห เธอจึงแต่งงานประชดชีวิตกับเห้อหงจวิน ทหารผ่านศึกขาเป๋ในหมู่บ้าน ซึ่งถ้านับตามศักดิ์แล้ว เห้อหงจวินถือเป็นน้าของเจิ้งเซี่ยงหง ทำให้หลี่เซิ่งเหม่ยมีศักดิ์สูงกว่าเจิ้งเซี่ยงหงไปหนึ่งรุ่น

ทั้งสองคนอยู่ในหน่วยผลิตเดียวกัน เป็นไม้เบื่อไม้เมาที่ไม่ลงรอยกัน เจอหน้ากันทีไรถ้าไม่ทะเลาะก็ต้องมีการเหน็บแนมกันสักสองสามประโยค

เจิ้งเซี่ยงหงเป็นภรรยาหัวหน้าหน่วยผลิต ส่วนหลี่เซิ่งเหม่ยเป็นผู้นำสตรีของหมู่บ้าน มักจะอาศัยความที่มี 'ตำแหน่ง' เล็กๆ น้อยๆ มาวางอำนาจใส่เจิ้งเซี่ยงหงอยู่เป็นประจำ

"พอเถอะๆ ทะเลาะกันทำไม อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ กันแล้ว เลิกแล้วต่อกันเถอะ" หญิงสูงวัยคนหนึ่งเอ่ยห้ามทัพ คนอื่นๆ ก็ช่วยกันไกล่เกลี่ย

หลี่เซิ่งเหม่ยและเจิ้งเซี่ยงหงต่างหุบปากเงียบ แต่สีหน้าของทั้งคู่ยังคงบึ้งตึงไม่สบอารมณ์

จบบทที่ บทที่ 7 ผู้นำสตรี

คัดลอกลิงก์แล้ว