- หน้าแรก
- มนตร์รักทศวรรษหกสิบ
- บทที่ 2 เกิดใหม่
บทที่ 2 เกิดใหม่
บทที่ 2 เกิดใหม่
เมื่อเซี่ยเสี่ยวเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง เธอก็พบว่าตนเองเข้ามาอยู่ในร่างกายของคนอื่นเสียแล้ว เสียงจอแจรอบข้างทำเอาเธอปวดหัวแทบระเบิด
"น้องเซี่ยเสี่ยวน่าสงสาร ไม่น่าด่วนจากไปเลย"
"งูทางทิศใต้นี่พิษร้ายจริงๆ โดนกัดแล้วรอดยาก แถมเซี่ยเสี่ยวยังโดนหินกระแทกศีรษะอีก"
เซี่ยเสี่ยวส่งเสียงครางแผ่วเบา ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นคือภาพสีเทาอมฟ้าเลือนราง
"น้องเซี่ยเสี่ยวฟื้นแล้ว! ฟื้นแล้ว!" เสียงหนึ่งอุทานด้วยความดีใจ
อีกคนหนึ่งรีบชะโงกหน้าเข้ามาดู "จริงด้วย ไหนว่าสิ้นใจไปแล้วไง ฟื้นขึ้นมาได้เฉยเลย"
"ถือเป็นเรื่องมงคล น้องเซี่ยเสี่ยวปลอดภัยก็ดีแล้ว"
"น้องเซี่ยเสี่ยวมีบุญคุ้มครองจริงๆ"
"ใช่แล้ว รอดตายมาได้ ย่อมมีวาสนาในภายภาคหน้า"
สมองของเซี่ยเสี่ยวยังคงมึนงง สติสัมปชัญญะที่เพิ่งกลับมาถูกความอ่อนเพลียครอบงำจนต้องหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับเข้าสู่ห้วงนิทรา ในหัวของเธอมีข้อมูลความทรงจำของใครอีกคนหลั่งไหลเข้ามา
สิบสามปี... เธอมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาววัยสิบสามปี แถมยังเป็นยุวปัญญาชนตัวน้อยในยุคทศวรรษที่ 60 อีกด้วย
เจ้าของร่างเดิมชื่อเซี่ยเสี่ยวเหมือนกัน เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เมือง S มีพี่ชายหนึ่งคนและน้องสาวอีกสามคน เดิมทีพี่ชายต้องเป็นฝ่ายลงใต้มาเป็นยุวปัญญาชน แต่พ่อได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน พี่ชายจึงต้องสวมสิทธิ์เข้าทำงานแทนพ่อ เซี่ยเสี่ยวซึ่งเรียนเก่งและกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่สอง จึงแจ้งอายุเกินความจริงไปสามปี เพื่อมาเป็นยุวปัญญาชนที่หน่วยผลิตกวงหมิงแทนพี่ชาย
ตอนที่หน่วยผลิตกำลังบุกเบิกพื้นที่รกร้าง เหมืองแร่ข้างๆ เกิดระเบิดหินพอดี เจ้าของร่างเดิมโชคร้ายถูกเศษหินที่กระเด็นมาฟาดเข้าที่ศีรษะ ซ้ำร้ายยังถูกงูพิษกัดจนเสียชีวิต
เซี่ยเสี่ยวอดรู้สึกสงสารเจ้าของร่างเดิมไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นเด็กดีและรู้ความมาก เพราะฐานะทางบ้านยากจนจึงต้องพยายามสอบเลื่อนชั้น ตั้งใจเรียนอย่างหนัก แต่น่าเสียดายที่ครอบครัวประสบปัญหา ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ ต้องจากบ้านมาไกลถึงแดนใต้ที่ทุรกันดาร และต้องมาจบชีวิตลงที่นี่
ส่วนตัวเธอในชาติก่อนก็ต้องทำงานบ้านทุกอย่างมาตั้งแต่เด็ก หากไม่ขยันเรียนให้ได้ที่หนึ่งเพื่อให้พ่อแม่เอาไปคุยอวดชาวบ้าน ก็คงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ พ่อแม่จ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อ กอบโกยผลประโยชน์จากเธอเพื่อไปจุนเจือน้องชาย โดยไม่เคยสนใจความรู้สึกของเธอเลย
'เซี่ยเสี่ยว ฉันก็คือเซี่ยเสี่ยวเหมือนกัน ถึงแม้การมาเกิดใหม่ในร่างของเธอจะไม่ใช่ความต้องการของฉัน แต่ฉันจะใช้ชีวิตแทนเธอให้ดี จะดูแลพ่อแม่ของเธอ กตัญญูต่อพวกเขา ขอให้เธอไปสู่สุคติ ได้เกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีนะ'
เซี่ยเสี่ยวภาวนาในใจ เธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แม้จะเป็นยุคทศวรรษที่ 60 แต่เธอก็พอมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้อยู่บ้าง จึงทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
แต่พอคิดว่าจะต้องไปบุกเบิกที่ดิน สร้างถนน ขุดคูน้ำ และทำไร่ไถนาเพื่อเก็บแต้มค่าแรง เซี่ยเสี่ยวก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาอีก ชาติที่แล้วเธอมีชีวิตอยู่มาถึงยี่สิบห้าปี เคยทำงานบ้านมาตั้งแต่เด็กก็จริง แต่งานบ้านพวกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับงานบุกเบิกพื้นที่ สร้างถนน หรือขุดดินทำนา มันคนละเรื่องกันเลย หนักหนาสาหัสกว่ากันมาก
การบุกเบิกพื้นที่พวกนี้ถ้าไม่ระวังอาจถึงแก่ชีวิตได้ เหมือนที่เจ้าของร่างเดิมต้องสังเวยชีวิตไปแล้ว และที่สำคัญเซี่ยเสี่ยวเป็นคนกลัวสัตว์เลื้อยคลานอย่างงู หนู และแมลงมาก แค่คิดขนก็ลุกชันไปทั้งตัว
เธอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงพลบค่ำ ลำคอแห้งผากและขมปร่า แต่หลังจากได้นอนพัก ร่างกายก็รู้สึกดีขึ้นมาก อาการปวดหัวทุเลาลง ความบวมช้ำลดน้อยลง เพียงแต่ยังรู้สึกไม่คุ้นชินและขยับตัวได้ไม่คล่องแคล่วนัก เพราะนี่ไม่ใช่ร่างกายของตัวเอง
เพราะเซี่ยเสี่ยวรอดตายมาได้ บรรยากาศในกลุ่มยุวปัญญาชนจึงดูสดใสขึ้น ทุกคนที่นี่เดินทางจากปี 50 มาจนถึงปี 60 รวมเวลานับสิบปีแล้ว มีคนล้มหายตายจากไปหลายคน เซี่ยเสี่ยวไม่ใช่คนแรกที่ถูกงูพิษกัด แต่คนก่อนหน้านี้ไม่มีใครรอดชีวิต ดังนั้นในสายตาของทุกคน การที่เซี่ยเสี่ยวรอดมาได้จึงถือว่าเป็นคนดวงแข็งมาก
เวลานี้ทุกคนเพิ่งเลิกงานกลับมา และกำลังล้อมวงกินข้าวรวมกัน
"น้องเซี่ยเสี่ยวตื่นแล้ว" หญิงสาวชุดเทาอายุราวสิบแปดสิบเก้าเดินเข้ามา ในมือประคองชามร้อนๆ สองใบ
เซี่ยเสี่ยวจำได้ว่านี่คือ 'หยางเสวี่ยหัว' เพื่อนยุวปัญญาชนด้วยกัน เธอจึงยิ้มให้ "พี่เสวี่ยหัว"
"ทางกองอำนวยการตุ๋นซุปเนื้อมาให้ รีบกินตอนร้อนๆ เถอะ" หยางเสวี่ยหัววางชามซุปเนื้อและชามข้าวสวยที่อัดแน่นจนพูนลงตรงหน้าเซี่ยเสี่ยว
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกตื้นตันแกมตกใจ นี่คือยุคที่แม้แต่เนื้อสัตว์ยังหากินยาก แต่เธอกลับได้กินทั้งข้าวสวยและผัก ในยุคนี้คนมีน้ำใจก็มีมาก แต่คนเย็นชาก็ไม่น้อย ยิ่งในภาวะที่ทุกคนต่างหิวโหย การจะใจปว้างแบ่งปันอาหารดีๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อีกอย่าง เจ้าของร่างเดิมอายุน้อย เวลาทำงานมักจะเป็นตัวถ่วงเพื่อนๆ จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเจ้าของร่างเดิม ยุวปัญญาชนบางคนที่ต้องทำงานร่วมกันบ่อยๆ มักจะไม่พอใจ และไม่อยากจับกลุ่มทำงานด้วย
"ทำไมถึงมีซุปเนื้อด้วยคะ" เซี่ยเสี่ยวมองซุปในชามที่เห็นเนื้อเป็นชิ้นๆ ถึงสามชิ้น ก็ยิ่งตกใจ
"นี่เป็นน้ำใจจากทุกคน รีบกินเถอะ บำรุงร่างกายให้ดี พี่ออกไปก่อนนะ" หยางเสวี่ยหัวไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบเดินออกไป
เซี่ยเสี่ยวหิวจนตาลาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่เห็นซุปเนื้อชามเดียวอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้ท้องร้องโครกคราก ชัดเจนว่าเจ้าของร่างเดิมอดอยากมานาน เห็นซุปเนื้อแล้วน้ำลายแทบสอ
ถึงจะร้อนไปหน่อย แต่เซี่ยเสี่ยวก็จัดการซดซุปกินเนื้อ พร้อมข้าวสวยและผักอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวชามใบใหญ่สองใบก็เกลี้ยงเกลา
เธอลูบท้องตัวเองด้วยความอิ่มเอมใจ แต่ก็อดหน้าแดงไม่ได้ โชคดีที่ไม่มีใครเห็นสภาพตายอดตายอยากของเธอเมื่อครู่ ไม่งั้นคงดูแย่พิลึก
เซี่ยเสี่ยวมองสำรวจห้องพักที่เป็นบ้านดิน ขนาดพอๆ กับหอพักมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีเตียงสองชั้น พักรวมกันหกคน เตียงเล็กและเรียบง่าย ปูด้วยกระดานแข็งๆ นอนแล้วเจ็บหลังไม่สบายตัว แต่นี่คือสภาพความเป็นอยู่ที่ต้องยอมรับ
สักพัก คนที่เดินเข้ามาไม่ได้มีแค่หยางเสวี่ยหัว แต่กลุ่มยุวปัญญาชนหญิงคนอื่นๆ ก็พากันเข้ามาดูอาการเซี่ยเสี่ยว
เซี่ยเสี่ยวมองดูเพื่อนร่วมห้อง ซุนอวี้หัว, หวังอ้ายหัว, หยางเสวี่ยหัว, ตงเหม่ยหัว และเฝิงอิง ในกลุ่มยุวปัญญาชนมีผู้หญิงไม่น้อย ก่อนหน้านี้มีบางคนเสียชีวิตระหว่างทำงาน บางคนพอถึงวัยก็แต่งงานกับยุวปัญญาชนด้วยกัน หรือไม่ก็แต่งงานกับหนุ่มๆ ในหน่วยผลิต
หยางเสวี่ยหัว หวังอ้ายหัว ซุนอวี้หัว และเฝิงอิง เรียนจบมัธยมปลาย ส่วนเซี่ยเสี่ยวและตงเหม่ยหัวจบแค่มัธยมต้น ในกลุ่มนี้คนจบ ม.ปลาย จะมีเยอะกว่า ส่วนคนจบ ม.ต้น มีน้อย และคนที่เรียนไม่จบอย่างเซี่ยเสี่ยวยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่
ทุกคนเห็นเซี่ยเสี่ยวกินซุปเนื้อหมดเกลี้ยงก็พากันยิ้มออกมา ตงเหม่ยหัวทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกหยางเสวี่ยหัวดึงแขนห้ามไว้
เซี่ยเสี่ยวไม่เข้าใจท่าทางนั้น แต่เห็นทุกคนทำท่าลับลมคมในก็ไม่ได้เอ่ยถาม เธอไม่ใช่คนขี้สงสัยอยู่แล้ว บวกกับถึงจะอยู่ในร่างนี้ แต่เธอก็ไม่ได้สนิทสนมกับใครจริงๆ
โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด เซี่ยเสี่ยวจึงไม่ต้องกลัวว่าจะโป๊ะแตก
"น้องเซี่ยเสี่ยว คนที่ช่วยชีวิตเธอคือลูกชายคนเล็กของหัวหน้าหน่วยผลิต ชื่อ 'เกาเจี้ยซิง' โชคดีที่เขาไปเจอเร็ว ไม่งั้นป่านนี้เธอคงไม่รอดแล้ว ทางหน่วยผลิตให้เธอพักฟื้นห้าวัน พอหายดีเมื่อไหร่ เธอต้องไปขอบคุณเขาด้วยตัวเองที่บ้านหัวหน้านะ" หวังอ้ายหัวเอ่ยขึ้น ในบรรดาสาวๆ กลุ่มนี้ ซุนอวี้หัวจะถือตัวหน่อย ส่วนหวังอ้ายหัวจะชอบจัดการธุระต่างๆ เปรียบเสมือนหัวหน้ากลุ่มกลายๆ
"ใช่แล้ว เกาเจี้ยซิงเก่งมากเลยนะ เรื่องล่าสัตว์ จับงู จับปลา นี่ฝีมือฉกาจ เห็นเขาว่ากันว่าเคยฝึกวิชามาด้วย ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน" ตงเหม่ยหัวรีบเสริมขึ้นมาบ้าง