- หน้าแรก
- ย้อนเวลาล้างแค้น ทวงคืนครอบครัวในวันสิ้นโลก
- บทที่ 22: แม่ยายชวนฉันกินข้าว...
บทที่ 22: แม่ยายชวนฉันกินข้าว...
บทที่ 22: แม่ยายชวนฉันกินข้าว...
บทที่ 22: แม่ยายชวนฉันกินข้าว...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
"ตาหลิว รีบไปเปิดประตูเร็ว มีคนมาเคาะ"
เวิ้งหงได้ยินเสียงเคาะประตูจากในครัว จึงตะโกนเรียกสามีที่อยู่ในห้องหนังสือ
หลิวเจี้ยนกั๋วขานรับและเดินไปเปิดประตู
"สวัสดีครับคุณพ่อตา"
หยูเฉิงหยวนเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
"ลูกเขย มาแล้วหรือ รีบเข้ามาข้างในเร็ว"
หลิวเจี้ยนกั๋วรู้สึกดีใจและประหลาดใจเล็กน้อย เพราะลูกสาวเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้เอง แล้วเด็กหนุ่มคนนี้ก็ตามมาถึงบ้านในช่วงบ่าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเขาถือสุ่มไก่ที่มีแม่ไก่สองตัวอยู่ในมือซ้าย และสะพายตะกร้าที่เต็มไปด้วยผักสดมากมายไว้ที่หลัง เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมลูกเขยถึงมาที่นี่
หยูเฉิงหยวนวางของลงบนพื้นและรีบเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านด้วยตัวเอง เขาไม่ยอมให้รองเท้าของเขาไปทำให้กระเบื้องที่เงาวับจนสะท้อนเงาคนได้ต้องสกปรกเด็ดขาด
"เฉิงหยวน นั่งลงก่อนสิ เดี๋ยวพ่อรินน้ำชาให้"
"คุณพ่อตา ไม่ต้องลำบากครับ เดี๋ยวผมรินเอง!"
เขาจะกล้าให้พ่อตามาปรินิบัติรินน้ำชาให้ได้อย่างไร!
เมื่อเห็นท่าทางเกรงอกเกรงใจของเขา หลิวเจี้ยนกั๋วจึงปล่อยให้เขารินน้ำชาเอง
หยูเฉิงหยวนจิบน้ำชาพลางลอบสำรวจบ้านหลังนี้ บ้านในเมืองช่างแตกต่างจากบ้านดินในหมู่บ้านของพวกเขาจริงๆ พื้นบ้านทั้งหมดปูด้วยหินอ่อนและหินสีน้ำเงินขัดมัน
เห็นได้ชัดว่าแม่ยายของเขาเป็นคนรักความสะอาดมาก ห้องนั่งเล่นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและไร้ฝุ่นละออง
พื้นที่ห้องนั่งเล่นแบ่งออกเป็นสองส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งเป็นห้องอาหาร และถัดไปคือห้องครัว
ใจกลางห้องนั่งเล่นมีชุดโซฟาไม้เนื้อแข็ง พร้อมเบาะรองนั่งและผ้าคลุมที่จัดวางไว้อย่างสวยงาม ตรงกลางมีโต๊ะกาแฟทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนโต๊ะมีชุดน้ำชาเซรามิกสีขาวบริสุทธิ์จากจิ่งเต๋อเจิ้น
นอกจากนี้ยังมีแจกันดอกไม้สดที่เขาไม่รู้จักชื่อวางอยู่ด้วย รวมถึงถาดผลไม้คริสตัลที่มีแอปเปิลอยู่หลายลูก
เขามองสำรวจคร่าวๆ เห็นว่ามีห้องอยู่สามห้อง แต่ไม่รู้ว่าภรรยาของเขานอนอยู่ในห้องไหน
ตอนนี้เธอหลับอยู่หรือเปล่า? แล้วถังถังล่ะหลับไหม? หรือว่ากำลังดูดนิ้วมือเล็กๆ ของตัวเองอยู่กันนะ?
"ลูกเขย สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าเหนื่อยมามากแล้ว ความจริงวันนี้ไม่ต้องรีบมาดูซู่หลานก็ได้ ควรจะพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนนะ!"
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพียงแม่กับลูกชายที่คอยดูแลซู่หลานและหลานสาว ส่วนเขากับภรรยามักจะไปเยี่ยมแค่ช่วงเย็นเพราะต้องทำงานในตอนกลางวัน
ครั้งนี้ภรรยาของเขาลาพักร้อนจนหมดโควตา เธอจึงพอมีเวลาดูแลลูกสาวและหลานสาวได้เต็มที่
"คุณพ่อตา ผมไม่เหนื่อยหรอกครับ ลำบากคุณพ่อกับคุณแม่มากกว่า"
จากนี้ไปพวกเขาต้องคอยดูแลภรรยาและลูกของเขา ย่อมต้องลำบากเป็นธรรมดา!
"ไม่ลำบากหรอก มันเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว วันนี้เจ้าอยู่กินมื้อค่ำด้วยกันเถอะ!"
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลูกเขยคนนี้ไม่เคยร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของพวกเขาเลยสักครั้ง!
"อาหง ลูกเขยมาน่ะ ออกมาเร็ว"
หลิวเจี้ยนกั๋วตะโกนเรียกไปทางห้องครัว
เวิ้งหงเดินออกมาจากครัว ในมือเธอกำลังจัดเตรียมล้างนกพิราบที่ซื้อมาเป็นพิเศษเพื่อตุ๋นให้ลูกสาวบำรุงร่างกาย
"คุณแม่ครับ..."
หยูเฉิงหยวนเอ่ยเรียกอย่างนอบน้อม
เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่ทุกครั้งที่มองหน้าแม่ยาย เขามักจะรู้สึกเกรงใจและประหม่าเล็กน้อยเสมอ
เวิ้งหงขานรับในลำคอ ซึ่งถือเป็นการยอมรับ แม้ท่าทางจะไม่ถึงกับกระตือรือร้น แต่เธอก็ไม่ได้ขับไสไล่ส่งเขาเหมือนเมื่อก่อน
"อาหง เดี๋ยวทำกับข้าวเพิ่มอีกสักสองสามอย่างนะ ลูกเขยจะอยู่กินข้าวเย็นด้วย"
เมื่อเห็นว่าท่าทีของภรรยาดีขึ้นกว่าเดิมมาก หลิวเจี้ยนกั๋วจึงรีบสำทับทันที
"คุณพ่อตา ไม่เป็นไรครับ ผมคงไม่อยู่กินข้าวหรอกครับ วันนี้ผมแค่ตั้งใจเอาไก่สองตัวกับผักที่บ้านมาส่งให้เท่านั้นเอง"
หยูเฉิงหยวนรีบโบกมือปฏิเสธ การจะได้กินข้าวหรือไม่นั้นไม่สำคัญสำหรับเขา แค่ได้เอาของมาส่ง ได้เห็นหน้าภรรยา เขาก็พอใจแล้ว
เขายังต้องรีบไปที่เหมืองถ่านหินเพื่อตามหาพี่ชายคนโตอีกด้วย! เพราะพรุ่งนี้มี "ละครฉากใหญ่" ที่ต้องเริ่มแสดง!
เวิ้งหงมองไปที่ผักและไก่ตรงประตูบ้านแล้วโพล่งถามออกมาว่า "เจ้าไม่ได้แอบขโมยไก่พวกนี้มาจากที่บ้านใช่ไหม? แล้วนางเฒ่านั่นรู้เรื่องหรือเปล่า?"
เธอคิดว่ายัยแก่คนนั้นคงไม่มีทางใจกว้างขนาดนี้แน่
"คุณแม่ครับ ผมไม่ได้แอบขโมยมาครับ ผมเอามาอย่างเปิดเผยเลย ความจริงนางเฒ่าคนนั้นก็ไม่ยอมหรอกครับ แต่ตอนนี้คำพูดของนางไม่มีผลอะไรแล้ว บ้านใหญ่ของเราก็มีส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่บ้านเหมือนกัน ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องกังวลครับ นางเฒ่ากับคนอื่นๆ รู้เรื่องไก่พวกนี้กันหมดแล้ว"
หยูเฉิงหยวนไม่ได้โกรธที่แม่ยายถามแบบนั้น เพราะสิ่งที่เธอพูดมันคือความจริง
ดูเหมือนว่าลูกเขยคนนี้จะยอมแตกหักกับยัยแก่เพื่อลูกสาวของเธอเสียแล้ว ในที่สุดเขาก็ดูสมเป็นชายชาตรีขึ้นมาบ้าง
"เอาละ งั้นพรุ่งนี้แม่จะตุ๋นซุปไก่ให้ซู่หลานดื่มแล้วกัน! วันนี้ช่างมันเถอะ มีซุปนกพิราบแล้ว"
น้ำเสียงของเวิ้งหงไม่แข็งกระด้างเหมือนเก่า เธอรู้ว่าหลายวันที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคนนี้ทำงานหนักมาก เพราะช่วงแรกๆ ลูกสาวของเธอไม่มีน้ำนม และถังถังก็ร้องไห้จ้าเพราะหิว ก็ได้เขานี่แหละที่คอยดูแลลูกน้อย
"ดีครับ งั้นต้องลำบากคุณแม่แล้ว ผมขอเข้าไปดูซู่หลานกับถังถังหน่อยนะครับ แล้วเดี๋ยวจะขอตัวกลับเลย"
เมื่อเห็นว่าแม่ยายอารมณ์ดีขึ้น หยูเฉิงหยวนจึงรีบหาจังหวะขอกับเธอ
"เข้าไปดูเถอะ! แต่ต้องล้างมือก่อนนะ อย่าเอาเชื้อโรคเข้าไปในห้องล่ะ แล้วก็ไม่ต้องรีบกลับล่ะ อยู่คุยกับพวกเขานานๆ หน่อย กินข้าวเย็นเสร็จค่อยไป! แม่จะไปทำงานต่อแล้ว"
พูดจบเวิ้งหงก็หันหลังกลับเข้าห้องครัวไป
หยูเฉิงหยวนคาดไม่ถึงเลยว่าแม่ยายจะเป็นฝ่ายชวนเขากินข้าวเอง แถมยังบอกให้เขาอยู่กับซู่หลานและลูกให้นานขึ้นอีก
นี่หมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่าแม่ยายเริ่มจะเห็นชอบในตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วน่ะสิ
"ลูกเขย ยืนบื้ออยู่ทำไม? ฮ่าฮ่าฮ่า... รีบไปล้างมือแล้วเข้าห้องไปหาซู่หลานกับลูกเถอะ! เธออยู่ในห้องนอนใหญ่ทางขวามือโน่น เดี๋ยวพ่อจะเข้าไปช่วยเมียในครัวเหมือนกัน"
หลิวเจี้ยนกั๋วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินตามภรรยาเข้าครัวไป
สองสามีภรรยาปรึกษากันและตัดสินใจยกห้องนอนใหญ่ให้ลูกสาวอยู่ เพราะเป็นห้องที่รับแสงแดดได้ดี เธอจะได้โดนแดดบ้าง ส่วนเครื่องนอนและผ้าห่มทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นของใหม่เอี่ยม
หยูเฉิงหยวนหัวเราะแห้งๆ อย่างมีความสุขอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบล้างมือและตรงไปยังห้องของภรรยา
"เมียจ๋า..."
หลิวซู่หลานได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอเงยหน้าขึ้นและอุทานด้วยความประหลาดใจ "เฉิงหยวน ทำไมคุณถึงมาที่นี่ล่ะ?"
เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เจอสามีอีกครั้งในช่วงบ่าย ทั้งที่เพิ่งแยกจากกันเมื่อเช้านี้เอง
"อืม ผมมาดูคุณกับถังถังน้อยน่ะ แต่ดูเหมือนผมจะมาผิดเวลาไปหน่อย เจ้าตัวเล็กหลับอีกแล้ว"
ตั้งแตภรรยาเริ่มมีน้ำนม เจ้าตัวเล็กก็ไม่ค่อยงอแงอีกเลย เธอเอาแต่กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน แถมยังเลี้ยงง่ายมาก
หน้าตาของเด็กน้อยเปลี่ยนไปทุกวัน ยิ่งโตก็ยิ่งน่ารัก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดำขลับเหมือนลูกองุ่นสีดำ เป็นประกายสวยงามอย่างยิ่ง
"ใช่ค่ะ คุณมาไม่ถูกจังหวะเลย เจ้าตัวเล็กเพิ่งกินอิ่มแล้วก็ผล็อยหลับไปตะกี้นี้เอง"
หลิวซู่หลานเอียงคอมองลูกสาวพลางเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก ทำให้ตัวเธอในตอนนี้ดูละมุนตาและสงบนิ่งขึ้นมาก อาจเป็นเพราะเธอได้กลายเป็นแม่คนแล้ว บุคลิกจึงเปลี่ยนไป
"อืม ให้ลูกนอนเถอะ เด็กที่นอนเยอะจะโตไว ผมมาคราวนี้ตั้งใจเอาแม่ไก่ที่บ้านมาให้คุณสองตัวเพื่อบำรุงร่างกาย แล้วก็ถือโอกาสมาหาคุณกับลูกด้วย"
หยูเฉิงหยวนกระซิบเสียงเบา
"แม่ไก่สองตัวหรือคะ? เฉิงหยวน คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า? ไม่กลัวนางเฒ่าจะตามมาอาละวาดหรือไง?"
หลิวซู่หลานตกใจมาก เพราะเธอรู้ดีว่าไก่ที่บ้านมีไว้เพื่อออกไข่ และจะถูกนำมาตุ๋นให้ลูกๆ ของบ้านสามกินในช่วงปีใหม่ โดยเฉพาะเอ้อเป่าที่เป็นหลานรักที่สุด ส่วนที่เหลือก็จะถูกเอาไปขายที่ตลาดเพื่อเป็นเงิน
การที่จู่ๆ เขาเอามาถึงสองตัว นางหวังคงจะไม่ตามมาฉีกอกคนบ้านใหญ่หรอกหรือ!
"ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่กลัวนางแล้ว วันนี้ผมเสนอเรื่องแยกบ้านไปแล้ว และพ่อกับแม่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เมียจ๋า วันนี้ผมทำเรื่องที่สะเทือนไปทั้งหมู่บ้านเลยล่ะ ตอนนี้ทั้งนางหวัง คนบ้านสอง และคนบ้านสาม ไม่มีใครกล้าแตะต้องผมแล้ว"
หยูเฉิงหยวนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ภรรยาฟังอย่างออกรสออกชาติ ทั้งเรื่องที่เขาซัดผัวเมียบ้างสาม และเรื่องที่เขาจับนางหวังโยนลงคอกหมูและโอ่งน้ำ
หลิวซู่หลานฟังไปก็ลุ้นจนตัวโก่ง หัวใจแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก
"เฉิงหยวน คุณลงมือตีอาสามกับอาสะใภ้สามจริงๆ หรือคะ? แล้วคุณก็จับนางเฒ่าโยนลงคอกหมูจริงๆ หรือ? แถมยังจับนางโยนลงโอ่งน้ำอีกด้วย?"
หลิวซู่หลานยังคงไม่อยากจะเชื่อและถามย้ำเพื่อความแน่ใจ นี่ใช่สามีที่แสนขี้ขลาดและอ่อนแอที่เธอรู้จักจริงๆ หรือ?
"เรื่องจริงแน่นอน ทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆ เห็นกันหมด วันนี้ผมก่อเรื่องเรื่องแยกบ้านจนเป็นเรื่องใหญ่โตเลยล่ะ แต่นางหวังกับบ้านสามไม่ยอมแยก ส่วนบ้านสองยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แต่ผมมีวิธีที่จะทำให้นางหวังเป็นฝ่ายเสนอเรื่องแยกบ้านด้วยตัวเอง เมียไม่ต้องห่วงนะ อีกไม่กี่วันพวกเราก็จะได้แยกบ้านกันแล้ว คุณไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก..."
หยูเฉิงหยวนปลอบโยนภรรยา
"คุณน่ะร่างกายแข็งแรง ฉันไม่ห่วงคุณหรอกค่ะ แต่ฉันกลัวว่านางเฒ่ากับอาสะใภ้สามจะไปลงที่พ่อกับแม่แทน ท่านสองคนเป็นคนจิตใจอ่อนแอเกินไป"
หลิวซู่หลานเห็นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่สามีของเธอมักจะถูกนางหวังและคนบ้านสามรังแกและข่มเหงอยู่เสมอ
"เมียจ๋า ไม่ต้องกังวลหรอก วันนี้ตอนผมกลับไป เห็นพ่อกำลังถูกพวกมันรังแกจนต้องคุกเข่า ผมเลยสั่งสอนพวกมันไปชุดใหญ่ ตอนนี้พวกมันไม่กล้าแล้วล่ะ อีกอย่าง พ่อกับแม่ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ท่านไม่ยอมให้ใครรังแกง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว"
หลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ เขาเชื่อว่าพ่อกับแม่จะไม่ยอมเป็นคนขี้แพ้อีกต่อไป
หลิวซู่หลานได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจและเผยรอยยิ้มที่แสนหวานออกมา
หลิวเจี้ยนกั๋วและภรรยาที่แอบฟังอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ค่อยๆ ปลีกตัวเดินกลับเข้าครัวไปอย่างเงียบเชียบ
"ไม่นึกเลยว่าเด็กคนนี้จะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ แถมยังมีความรับผิดชอบมากด้วย การที่กล้าเผชิญหน้ากับทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ เมีย และลูกได้แบบนี้ ถึงจะเรียกว่าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง"
ถ้าเวิ้งหงไม่ได้ยินกับหูตัวเอง เธอคงไม่มีทางเชื่อเลยว่าลูกเขยจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
"ทีนี้คุณก็รู้แล้วใช่ไหมว่าลูกเขยไม่ได้แย่อย่างที่คิด! ผมบอกคุณตั้งนานแล้วว่าเด็กหนุ่มคนนี้ใช้ได้!"
"เอาละๆ คุณน่ะตาถึง รู้จักเอาใจลูกเขย งั้นก็ไปเอาเหล้าเหมาไถออกมาจิบกับลูกเขยสักสองสามแก้วสิ! เดี๋ยวจะหาว่าฉันขี้เหนียว"
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกเขย เวิ้งหงก็รู้สึกยินดีไปกับลูกสาวด้วย อย่างน้อยหากแยกบ้านได้สำเร็จ อนาคตของลูกสาวเธอก็คงจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง
"ตกลงครับ! ขอบคุณนะเมีย!"
ทันทีที่หลิวเจี้ยนกั๋วได้ยินภรรยาพูดเช่นนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าความคิดที่เธอมีต่อลูกเขยได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว