- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในหมู่บ้านทราย เมื่อนินจาตัวประกอบกลายเป็นเทพแห่งพฤกษา
- บทที่ 17: ฉันมีฝัน และการเปิดใช้งานระบบขุมกำลังอย่างเป็นทางการ
บทที่ 17: ฉันมีฝัน และการเปิดใช้งานระบบขุมกำลังอย่างเป็นทางการ
บทที่ 17: ฉันมีฝัน และการเปิดใช้งานระบบขุมกำลังอย่างเป็นทางการ
บทที่ 17: ฉันมีฝัน และการเปิดใช้งานระบบขุมกำลังอย่างเป็นทางการ
ฮิงาชิคาว่า ชินอิจิ มองดูผู้คนหลายร้อยชีวิตที่อยู่ตรงหน้า ทุกคนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขณะจ้องมองมาที่เขา
'ช่างเป็นดวงวิญญาณที่น่าสงสารจริงๆ' ชินอิจิคิดในใจพร้อมกับถอนหายใจ แต่ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีและกล่าวกับฝูงชนว่า "วันนี้ฉันรวบรวมทุกคนมาที่นี่ กำแพงรอบด้านถูกสร้างเสร็จแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเธอทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลของฉัน"
ฝูงชนพากันซุบซิบเห็นพ้อง ทันใดนั้นชายหนุ่มร่างกายกำยำหลายคนก็คุกเข่าลงทันทีและตะโกนเสียงดัง "ขอบพระคุณท่านลอร์ดที่เมตตา และมอบที่พักพิงอันปลอดภัยให้พวกเรา!"
ชินอิจิพึงพอใจมาก คนที่ไหวพริบดีแบบนี้แหละที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต คนอื่นๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็พากันคุกเข่าเพื่อแสดงความกตัญญูเช่นกัน
[ปลดล็อกแผงขุมกำลัง ระบบความมั่งคั่งเปิดใช้งาน]
ชินอิจิยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่คาดคิดว่าจะมีเซอร์ไพรส์แบบนี้ สิ่งนี้จะทำให้เส้นทางสู่ความแข็งแกร่งของเขาง่ายขึ้นมาก ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ถูกระบบยอมรับว่าเป็นเขตอิทธิพลของเขาแล้ว ชินอิจิจึงต้องเปลี่ยนสไตล์การบริหารจัดการใหม่ นี่คือฐานที่มั่นแห่งแรกของเขา เขาต้องดูแลมันให้ดี เขาจะไม่ย้ายคนพวกนี้ไปซึนะงาคุเระแล้ว แต่จะพัฒนาที่นี่ให้รุ่งเรืองแทน
จากนั้นชินอิจิก็พูดกับฝูงชนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ "ทุกคนลุกขึ้นเถอะ ในค่ายแห่งนี้ พวกเราทุกคนต่างก็เป็นคนธรรมดาที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาจากที่อื่นไม่ได้ พวกเธอกับฉันน่ะเหมือนกัน ฉันเองก็เป็นสามัญชน เป็นสามัญชนกำพร้า ฉันแค่โชคดีหน่อยที่ได้เป็นนินจา แต่ประสบการณ์วัยเด็กของฉันก็ไม่ต่างจากพวกเธอเลย"
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันเศร้าสร้อยของชินอิจิ เมื่อเห็นว่าคำพูดเริ่มได้ผล ชินอิจิจึงรุกต่อทันที "แม้ตอนนี้ฉันจะเป็นนินจา แต่เพราะฉันใช้ชีวิตอยู่ที่จุดต่ำสุดของหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก ฉันต้องทนทุกข์กับความอยุติธรรมและการดูถูกเหยียดหยามนับครั้งไม่ถ้วน พ่อแม่ของฉันเสียสละเพื่อหมู่บ้าน แต่พวกเขากลับให้เงินฉันแค่ 50,000 เรียว" "50,000 เรียว! ตอนนั้นฉันอายุแค่ 6 ขวบ พวกเธอรู้ไหมว่าข้าวของในหมู่บ้านแพงแค่ไหน? ขนมปังข้าวสาลีบริสุทธิ์ก้อนเท่ากำปั้นเด็กราคาตั้ง... 50 เรียวเชียวนะ 50 เรียว!" "ฉันกล้ากินขนมปังแค่แค่วันละก้อน จากนั้นก็ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียง ไม่กล้าขยับตัวเพราะต้องประหยัดพลังงาน เวลาหิวก็ต้องดื่มน้ำลูบท้องเพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆ"
ทุกคนมองชินอิจิด้วยความตกตะลึง ขนมปังก้อนละ 50 เรียว? ในแคว้นแห่งพงไพร ขนมปังราคาแค่ 10 เรียว หรือบางที่แค่ 8 เรียวเองนะ "นั่นเป็นเพราะฉันเคยผ่านชีวิตแบบนั้นมา เมื่อฉันได้เห็นพวกเธอ..."
ทุกคนถูกดึงดูดด้วยคำพูดของชินอิจิ ไม่ใช่แค่เพราะเขาให้อาหาร แต่เป็นเพราะคนตรงหน้ามีภูมิหลังที่น่าสลดใจพอๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ และเขาก็อยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีในอนาคต
หลังจากจบสุนทรพจน์ ชินอิจิก็หันไปหาชายคนหนึ่ง นี่คือคนแรกที่ยอมสยบต่อเขา คนที่เคยร้องห่มร้องไห้บอกว่ามีแม่วัยแปดสิบต้องดูแล มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยง มีพี่ชายพิการและน้องสาวที่ล้มป่วย คนคนนี้แหละที่ทำให้ชินอิจิคิดแผน 'จุดประกาย' ขึ้นมาได้
นี่คือผู้มีพรสวรรค์ชัดๆ หลังจากสอบถามอย่างละเอียด เขาก็จดจำชื่อชายคนนี้ได้ ดูเหมือนจะชื่อ 'เต๋อจิน' และที่สำคัญคือหมอนี่ชอบแร็ปมาก แต่เดิมในหมู่บ้านเต๋อจินมีบ้านมีที่ดิน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่วันหนึ่งพวกเก็บภาษีจอมโฉดก็มาร่วมมือกับอันธพาลประจำถิ่น ยึดบ้านและที่ดินของเขาไปหน้าด้านๆ พ่อกับปู่ถูกทุบตีจนตาย แม่กับน้องสาวก็ถูกพวกมันเอาตัวไป ดีที่เขาหนีเร็ว ไม่อย่างนั้นคงตายไปแล้ว
ชินอิจิกวักมือเรียกเต๋อจิน "ฉันจำนายได้ นายชื่อเต๋อจินใช่ไหม? ฟังฉันมานานแล้ว ทำไมนายถึงต้องมาเป็นโจรล่ะ? พูดออกมาดังๆ ให้ทุกคนได้ยินเลย"
เต๋อจินนั้นหัวไว ไม่อย่างนั้นคงไม่แต่งเรื่องหลอกชินอิจิได้ขนาดนี้ เมื่อได้รับคำสั่ง เต๋อจินก็ก้าวออกมาข้างหน้าฝูงชน เขานั่งลงบนพื้น ชักถ้วยกับตะเกียบออกมาแล้วเริ่มเคาะจังหวะ
"ตัวข้าน้อย เดิมทีอาศัยอยู่แถบชานเมืองฮัวฮา มีบ้านมีที่ดินใช้ชีวิตอย่างสำราญ ใครจะรู้ว่าเจ้าเจ้าพนักงานเก็บภาษีนั่น มันจะใจโฉดโหดเหี้ยม สมคบคิดกับข้าราชการกังฉิน เมินเฉยต่อกฎฟ้าดิน ยึดคฤหาสน์หลังใหญ่และฮุบที่ดินของข้าไป..."
ดนตรีเข้าถึงใจคนได้เสมอ การแสดงแร็ปสดๆ ทำเอาทุกคนกำหมัดแน่น เพราะพวกเขาก็เจอสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาทั้งนั้น เมื่อเต๋อจินร้องจบ ชินอิจิเห็นว่าอารมณ์ของฝูงชนถูกปลุกปั่นจนได้ที่แล้ว
เขาจึงเรียกชายหญิงที่ดูอารมณ์พลุ่งพล่านที่สุดออกมาสองสามคน ให้มาถ่ายทอดความอัดอั้นตันใจให้ทุกคนฟัง ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทุกคนต่างจมดิ่งไปกับความโศกเศร้า ความสุขอาจจะแบ่งปันกันไม่ได้ แต่ความทุกข์ระทมนี่แหละที่สร้างความเห็นอกเห็นใจได้ดีที่สุด
เมื่ออารมณ์ของฝูงชนพุ่งพล่าน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ชินอิจิจะออกมาครองใจพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น ชินอิจิยังแอบใช้คาถาหลวงตาระดับต่ำใส่พวกผู้นำไม่กี่คน ซึ่งเป็นทริคที่เขาเพิ่งเรียนมาจากปาคุระ
เขาก้าวขึ้นไปบนแท่นและกล่าวกับฝูงชนด้วยอารมณ์อันแรงกล้า "เพื่อนพ้องทั้งหลาย วันนี้ฉันขอบอกกับพวกเธอว่า ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้เราจะเผชิญกับอุปสรรคและความพ่ายแพ้นานัปการ แต่ฉันยังคงมีความฝัน ฝันที่หยั่งรากลึกอยู่ในความสันติสุข" "ฉันฝันว่าวันหนึ่ง ทุกคนจะมีที่ดินทำกินและสามารถกินอิ่มนอนหลับได้" "ฉันฝันว่าวันหนึ่ง จะไม่มีภาษีที่ขูดรีดข่มเหง และทุกคนจะสามารถเลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตได้" "ฉันฝันว่าวันหนึ่ง ผู้คนจะได้รับรางวัลจากการทำงาน สวมเสื้อผ้าใหม่ๆ และนั่งมองลูกหลานวิ่งเล่นอย่างมีความสุข พลางพูดไร้เดียงสาว่า 'พ่อจ๋า แม่จ๋า ดูเมฆก้อนนั้นสิ สวยเหมือนลายดอกบนชุดหนูเลย'" "วันนี้ฉันมีความฝัน" "ฉันฝันว่าวันหนึ่ง คนแก่จะมีคนดูแล คนป่วยจะได้รับการรักษา ทุกคนจะมีบ้าน มีถนนหนทางให้สัญจร ผู้คนจะพึ่งพาตนเองได้ และอยู่อย่างพอเพียง" "ฉันฝันว่าวันหนึ่ง คนชราจะได้รับความเคารพ เด็กน้อยจะได้รับการฟูมฟัก ไม่หวังร่ำรวยมหาศาล ขอเพียงครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขก็พอ"
คำพูดของชินอิจิเริ่มยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ "พวกเธอเต็มใจจะติดตามฉันไปสู่โลกแห่งความสุขสมบูรณ์นี้หรือไม่?"
ฮือ ฮือ ฮือ เสียงสะอื้นไห้ดังระงมไปทั่วฝูงชน ผู้นำหลายคนที่ตกอยู่ภายใต้คาถาหลวงตาคุกเข่าลงต่อหน้าชินอิจิ "ขอท่านลอร์ดฮิงาชิคาว่าจงเจริญ! ข้าพเจ้าขอติดตามท่านไปตลอดกาล!" "ท่านลอร์ดจงเจริญ!" "ท่านลอร์ดจงเจริญ!"
เสียงตะโกนเหล่านี้นำพาให้ทุกคนโห่ร้องออกมาอย่างพร้อมเพรียง ชินอิจิมองดูค่าความเลื่อมใสในระบบที่พุ่งจาก 10% ไปแตะที่ 79% อย่างมั่นคง เขารู้สึกเบาใจลงทันที
หลังสิ้นเสียงโห่ร้อง ชินอิจิก็ประกาศก้อง "ค่ายสร้างเสร็จแล้ว ตอนนี้เราต้องสร้างบ้านของเรา! พี่น้องทั้งหลาย มาเริ่มงานกันเถอะ! ที่นี่มีไม้มากมาย มีอิฐพร้อมสรรพ บ้านของเราจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่ ให้ชีวิตที่งดงามของเราเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!" "ทรงพระเจริญ! เอ้ย ท่านลอร์ดจงเจริญ!"
ความเลื่อมใสพุ่งจาก 79% ไปถึง 88% อย่างรวดเร็ว ทุกคนโห่ร้องด้วยความดีใจ จากนั้นชินอิจิก็แบ่งงานให้ผู้นำแต่ละคน คอยชี้แนะให้พวกเขาเรียนรู้งานและเริ่มบริหารจัดการ
อิฐถูกจัดเตรียมไว้แล้ว 'คาถาดิน: กำแพงดิน' นั้นมีประโยชน์จริงๆ ในทะเลทรายมันสร้างกำแพงทราย แต่ในแคว้นแห่งพงไพร มันสร้างกำแพงดินผสมหิน เขาแค่ให้คนมาตัดแบ่งกำแพงเอา ไม่มีเครื่องมือเหรอ? ไม่ใช่ปัญหา เขายังมี 'วิชาเชิดแม่เหล็ก' แค่หาห้องว่างๆ สักห้อง แล้วเครื่องมือเหล็กทุกชนิดที่ต้องการก็จะปรากฏออกมามากมายตามใจนึก
นั่นคือวิธีที่เขาใช้ทำคุไนของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงไม่เคยห่วงเรื่องของจะหมด "อา... ดูเหมือนฉันจะผลิตอาวุธนินทาขายได้ด้วยนะเนี่ย" "ชิ ขายอาวุธนินจามันจะไปรวยเร็วเท่าปล้นขุนนางได้ยังไง เลิกคิดเรื่องนั้นไปเลย" ชินอิจิตบหน้าตัวเองเบาๆ สลัดความคิดที่จะทำธุรกิจสุจริตทิ้งไปทันที