- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 47 - เหนือฟ้ายังมีฟ้า นอกอำเภอผิงหลิงยังมีขุนเขา
บทที่ 47 - เหนือฟ้ายังมีฟ้า นอกอำเภอผิงหลิงยังมีขุนเขา
บทที่ 47 - เหนือฟ้ายังมีฟ้า นอกอำเภอผิงหลิงยังมีขุนเขา
บทที่ 47 - เหนือฟ้ายังมีฟ้า นอกอำเภอผิงหลิงยังมีขุนเขา
★★★★★
น่าเสียดายที่บนดาวเสวียนซิง การควบคุมอาวุธมีดนั้นเข้มงวดมาก
ยิ่งหลังจากมีการโปรโมทวิถียุทธ์ การตรวจสอบก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ตอนนี้มีดที่หาซื้อได้ในอาณาจักรเซี่ย อย่างมากก็มีแค่มีดปอกผลไม้กับมีดทำครัว
พอนึกถึงอานุภาพของมีดสองชนิดนั้น เจียงซูก็ได้แต่ส่ายหน้า เขาจ้องมองมีดสั้นตรงหน้า แล้วถามเสียงต่ำ "ราคาเท่าไหร่?"
พ่อค้าเงยหน้ามองแวบหนึ่ง ไม่พูดพร่ำทำเพลง สะบัดมือวูบ เสียงแหวกอากาศดังขึ้น
เจ้านี่ก็เป็นจอมยุทธ์เหมือนกัน!
เขาถือมีดสั้น จ่อเข้าไปใกล้แขนตัวเอง พริบตาเดียว เลือดซิบๆ ก็ไหลออกมา
"ต่ำกว่าขั้นผิวเหล็กลงมา ฟันเข้าหมด สามสิบตำลึง งดต่อรอง"
ราคานี้ถือว่าแพงหูฉี่ แต่เจียงซูในตอนนี้ ไม่มีทางเลือกอื่น
เงินสามสิบตำลึง สำหรับเขาตอนนี้ ไม่นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่อะไร
ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเพิ่มความแข็งแกร่ง
มีดสั้นเล่มนี้เป็นแค่ของใช้ชั่วคราว รอให้เขาบรรลุขั้นฝึกผิวและมาเดินตลาดมืดได้ด้วยตัวเองเมื่อไหร่
เขาจะเช่าแผงสักแผง เอาเพชรเทียม หรือกระจกเงาจากดาวเสวียนซิงมาวางขาย
ขอแค่ปกปิดตัวตนให้ดี ขายได้ราคาแพงๆ แล้วรีบชิ่งหนี
ทองคำร้อยตำลึง หาได้ในชั่วข้ามคืน
เก็บมีดสั้นเข้าอกเสื้อ เจียงซูคิดแผนการในใจ แล้วเดินวนรอบลานกว้างหนึ่งรอบ ก่อนจะไปสมทบกับฉีหยวน
ตอนนี้ บนหลังฉีหยวนมีห่อผ้าเพิ่มมาหนึ่งห่อ ดูตุงๆ ไม่รู้ว่าใส่อะไรไว้ข้างใน
"ไป?"
ฉีหยวนพูดสั้นๆ เขาไม่ถามว่าเจียงซูไปดูอะไร หรือซื้ออะไรมาบ้าง
"อืม"
เจียงซูพยักหน้า
ตลาดมืดคือสถานที่ซ่อนเร้นกาย เป็นที่ที่ปลาและมังกรปะปนกันมั่วซั่วที่สุด
อยู่นานไปอีกนิด ก็เสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ทั้งสองเดินย้อนกลับทางเดิม จนกระทั่งกลับถึงลานบ้าน ฉีหยวนถึงถอดหน้ากากและเสื้อคลุมออก แล้วถอนหายใจยาวเหยียด
ถึงเขาจะเป็นจอมยุทธ์ และมาตลาดมืดหลายครั้งแล้ว
แต่สำหรับตลาดมืด เขายังคงระมัดระวังตัวเต็มสิบส่วนเสมอ
ฉีหยวนนั่งลงบนเก้าอี้ เปิดกาเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะ ยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ พักหายใจสักครู่ แล้วค่อยเปิดห่อผ้าออก ทันใดนั้น กลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งไปทั่ว
ในห่อผ้า มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ติดเลือดอยู่หลายก้อน กลิ่นคาวฉุนกึก ไม่รู้ว่าเป็นเนื้อสัตว์อสูรชนิดไหน
"เนื้อสัตว์ที่คนฝึกยุทธ์ทั่วไปกิน มักจะเป็นพวกปลา ไก่ เป็ด ซึ่งเป็นของพื้นๆ แต่เนื้อพวกนี้ให้พลังเลือดลมกับจอมยุทธ์อย่างพวกเราได้จำกัดมาก ถ้าเราอยากจะพัฒนาวรยุทธ์ให้ก้าวหน้า ต้องกินเนื้อสัตว์อสูรพวกนี้เป็นประจำ"
"พวกเราจอมยุทธ์ฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อยกระดับพลัง ในธรรมชาติเองก็มีสัตว์ป่าบางชนิดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จนมีพละกำลังทัดเทียมกับพวกเรา"
ฉีหยวนพูดช้าๆ
ข้อมูลพวกนี้ รอให้เจียงซูเป็นจอมยุทธ์เมื่อไหร่ ผู้เฒ่าโฉวก็จะบอกเอง ไม่ถือเป็นความลับสุดยอดอะไร
เขาบอกตอนนี้ ก็ถือว่าบอกไว้ก่อนเพื่อผูกมิตรกับเจียงซู
"จอมยุทธ์กินเนื้อสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มพลัง แต่เพราะวิชาที่แต่ละคนฝึกไม่เหมือนกัน ร่างกายก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเนื้อสัตว์อสูรแต่ละชนิด ก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน"
"เนื้อสัตว์อสูรที่เข้ากันได้ อาจจะช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกยุทธ์ได้เท่าตัว แต่ถ้าไม่เข้ากัน อาจจะได้ผลไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ มักจะต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง ถึงจะรู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร"
"อย่างวิชา 'พยัคฆ์หิวคำรามขุนเขา' ของสำนักเรา เน้นกินเนื้อเสือเนื้อเสือดาวเป็นหลัก แต่แน่นอนว่าชิ้นที่ข้าซื้อมาวันนี้ ไม่ใช่เนื้อเสือเนื้อเสือดาว อำเภอผิงหลิงมันแคบ ถ้าซื้อเนื้อชนิดเดิมซ้ำๆ คนในตลาดมืดจะเดาตัวตนออกได้ง่าย"
"ในตลาดมืด การปกปิดตัวตน ต้องทำให้เนียนตั้งแต่ต้นจนจบ"
สีหน้าจริงจัง เห็นเจียงซูทำท่าครุ่นคิด ฉีหยวนก็ไม่พูดอะไรต่อ เขาหิ้วกาเหล้าและเฉือนเนื้อออกมาสองชั่ง แล้วเดินออกจากห้องโถงตรงไปที่ห้องครัว
ลานบ้านนี้เป็นที่ฝึกยุทธ์ของเขา เพื่อความสงบ จึงมีแค่คนรับใช้แก่ๆ คนเดียวคอยดูแลเรื่องทั่วไป
เห็นฉีหยวนออกมา คนรับใช้รีบเดินตาม พอฉีหยวนหั่นเนื้อเป็นแผ่นบางๆ เสร็จ เขาก็รีบเข้าไปเอาเนื้อวางบนกระทะใบใหญ่ แล้วก้มลงเร่งไฟฟืนให้ลุกโชน
ในห้องโถง
เห็นฉีหยวนเดินออกไป เจียงซูก็ไม่ได้นั่งเฉย
เขายืนม้าปรับลมหายใจ ฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
กลิ่นเนื้อหอมแปลกๆ ลอยตามลมมาจากห้องครัวเข้าจมูก
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก
"ศิษย์น้องเล็ก ยังยืนม้าอยู่อีกเหรอ มาๆ มาลองชิมเนื้อสัตว์อสูรนี่หน่อย ของข้าเป็นเนื้อ 'หมีจิ้งจอก' รสชาติจะคาวหน่อยๆ แต่สำหรับข้า มันช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกได้ประมาณห้าถึงหกส่วน เจ้าลองกินดู แล้วลองยืนม้าสัมผัสพลังดู"
ฉีหยวนจิบเหล้า ทำตัวตามสบาย นั่งขัดสมาธิลงข้างๆ เจียงซู วันนี้เขาซื้อมาเยอะ แบ่งให้เจียงซูนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก
ให้เจียงซูได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์อสูรล่วงหน้า สัมผัสถึงพลังเลือดลมที่พุ่งพล่านจากเนื้อสัตว์อสูรดูบ้าง
"งั้นวันนี้ข้าขอเกาะบารมีศิษย์พี่ฉีด้วยคน"
เก็บท่าม้า เจียงซูนั่งขัดสมาธิลง หยิบเนื้อแผ่นหนึ่งยัดเข้าปาก
ทันทีที่เคี้ยว กลิ่นคาวรุนแรงก็ฟุ้งกระจายเต็มปาก เขาพยายามกลืนลงไป แล้วเริ่มเดินลมหายใจพยัคฆ์หิว...
"รสชาติแย่ใช่ไหมล่ะ เอ้า ดื่มเหล้าหน่อย?"
ยื่นกาเหล้าส่งให้
เจียงซูไม่ได้รับมา แต่ถามว่า "ศิษย์พี่ฉี ในตลาดมืดข้าเห็นพวกเนื้อตากแห้งด้วย ของพวกนั้นเทียบกับเนื้อสดที่ท่านซื้อมา สรรพคุณมันด้อยกว่าเยอะไหม?"
"แน่นอนสิ เนื้อตากแห้งพวกนั้น ไม่รู้ว่าเก็บมานานแค่ไหนแล้ว สารอาหารในเลือดเนื้อหายไปตั้งเท่าไหร่ การฝึกยุทธ์มันถึงได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ไง ไม่ใช่ยากแค่วิชา แต่ยากที่ทรัพยากรด้วย"
"คนทั่วไปฝึกยุทธ์ต้องกินเนื้อสัตว์ จอมยุทธ์อย่างเราจะก้าวหน้าต้องกินเนื้อสัตว์อสูร ตอนเริ่มฝึก ถ้าบ้านพอมีฐานะก็พอถูไถไปได้ แต่พอเป็นจอมยุทธ์แล้ว ถ้าไม่มีกิจการร้านค้าหนุนหลัง ไม่มีทางไปรอด"
"และถ้าอยากจะก้าวจากขั้นฝึกผิวไปสู่ขั้นฝึกกระดูก ถ้าไม่มีตระกูลใหญ่ทุ่มสุดตัวสนับสนุน ก็ไม่มีทางเป็นไปได้! ถ้าหาซื้อเนื้อสัตว์อสูรไม่ได้ ก็เท่ากับเส้นทางยุทธ์ของเจ้าตันอยู่แค่นั้น"
ฉีหยวนถอนหายใจ เขาฝึกยุทธ์มาหลายปี ถึงได้รู้ว่ามันยากแค่ไหน พูดได้เลยว่าในอำเภอผิงหลิง ชาติตระกูลเป็นตัวกำหนดว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหนในเส้นทางยุทธ์
เขายังถือว่าโชคดีที่แม้จะไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ แต่พ่อแม่ก็เปิดร้านค้า ไม่ขัดสนเรื่องกินอยู่ ถึงได้ตะเกียกตะกายมาถึงขั้นฝึกผิวได้ก่อนอายุยี่สิบ
แต่ระดับพลังของเขา คงจะหยุดอยู่แค่นี้แหละ
คิดแล้วฉีหยวนก็กระดกเหล้าเข้าปากอีกอึก
"เนื้อสัตว์อสูรในอำเภอหายาก แล้วถ้าไปที่เมืองบัญชาการ (เมืองจวิ้น) ล่ะ?"
เจียงซูถามเสียงต่ำ มาอยู่โลกนี้ได้ครึ่งปีแล้ว แต่เพราะความรู้ถูกผูกขาด เขาเลยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบๆ อำเภอผิงหลิงเลย
"ออกไปไม่ได้หรอก"
ได้ยินคำถามของเจียงซู ฉีหยวนส่ายหน้า
"เจียงซู อำเภอผิงหลิงของเราตั้งอยู่ในเขตเมืองบัญชาการหย่งหนิง ถ้าจะไปตัวเมือง ต้องข้ามเขากี่ลูกต่อกี่ลูกก็ไม่รู้"
ฉีหยวนลุกขึ้นยืน มองออกไปไกล
"ในป่าเขาเหล่านั้น จอมยุทธ์ขั้นฝึกผิวอย่างพวกเรา ก็เป็นได้แค่อาหารว่างของพวกสัตว์อสูรเท่านั้นแหละ"
"ต้องเป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูก ถึงจะพอมีโอกาสรอดออกไปได้บ้าง"
"แต่การจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูก... มันง่ายซะที่ไหน"
[จบแล้ว]