- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 34 - ภารกิจลุล่วง สะบัดชายเสื้อจากไป
บทที่ 34 - ภารกิจลุล่วง สะบัดชายเสื้อจากไป
บทที่ 34 - ภารกิจลุล่วง สะบัดชายเสื้อจากไป
บทที่ 34 - ภารกิจลุล่วง สะบัดชายเสื้อจากไป
★★★★★
"พี่เจียง! ต่อไปนี้พี่คือพี่ชายแท้ ๆ ของข้าเลยนะ!"
ณ ภัตตาคารถงฟู่
ภายในห้องส่วนตัว
อาหารเต็มโต๊ะส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
โจวหยางคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าหลังจากที่เจียงซูเติมผลึกใสสีขาว ๆ นั่นลงไปในอาหาร อาหารที่รสชาติงั้น ๆ พวกนี้กลับกลมกล่อมและมีรส "อูมามิ" ขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ
ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจเจียงซูที่นั่งอยู่ เขาคงฟาดเรียบไปแล้ว
มีสูตรลับแบบนี้ กิจการภัตตาคารของที่บ้านเขาจะไม่รุ่งเรืองได้ยังไงไหว
"ไม่ต้องมาปากหวาน อาหารก็ชิมแล้ว ไปคุยกับพ่อเจ้าซะนะ ว่าการร่วมมือครั้งนี้ จะให้ข้าถือหุ้นภัตตาคารถงฟู่ด้วย หรือพวกเจ้าจะแค่รับซื้อเกลือกับผงชูรสจากข้าไปฝ่ายเดียว"
เจียงซูนั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธาน ค่อย ๆ ลิ้มรสอาหารอย่างใจเย็น หลังจากพิธีไหว้ครูเมื่อวานเสร็จสิ้น สถานะของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้สัมผัสถึงบารมีของผู้เฒ่าโฉวเป็นครั้งแรก
ที่ลานบ้านมีคนเอาของขวัญมาให้ไม่ขาดสาย พ่อค้าวานิชบางคนถึงกับมาเฝ้ารอที่หน้าประตูเพื่อขอให้เขาไปเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
แม้แต่ลูกอนุภรรยาของตระกูลใหญ่บางคนยังส่งเทียบเชิญนัดพบกันที่หอหยุนเชว่
เจียงซูไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเป็นจอมยุทธ์จะได้รับสวัสดิการดีขนาดไหน
แต่ตอนนี้เขามั่นใจสุด ๆ แล้วว่า แม้จะเป็นขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกายเหมือนกัน แต่โลกที่ "ศิษย์สายตรง" กับ "ศิษย์สายนอก" ได้สัมผัสนั้น มันคือคนละโลกกันเลย!
ในสำนักยุทธ์ พวกศิษย์สายนอกรุ่นเดียวกับเขายังต้องพยายามแทบตายเพื่อให้ได้โอสถลับพยัคฆ์หิวเพิ่มอีกสักชุดในหนึ่งเดือน
แต่ตอนนี้เขาสามารถใช้เงินแค่ห้าตำลึงซื้อโอสถจากผู้เฒ่าโฉวได้ทุก ๆ สามถึงห้าวัน
ศิษย์สายนอกทั่วไปแม้จะไปรับจ้างดูแลร้านค้าได้ แต่โดยมากก็ต้องไปนั่งเฝ้าอยู่ที่ร้านเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย
แต่ตัวเขา แค่ปล่อยข่าวออกไปว่ารับเป็นที่ปรึกษาให้ร้านนั้นร้านนี้ก็พอแล้วไม่ต้องไปนั่งเฝ้า
ศิษย์สายนอก ค่าจ้างดูแลร้านอย่างมากก็แค่สิบตำลึง
แต่สำหรับเขา ค่าตัวเริ่มต้นที่เสนอมาต่ำสุดก็ปาเข้าไปสามสิบตำลึงเงินแล้ว
ชั่วข้ามคืน สถานะเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว
ตัวเขาเป็นเพียงศิษย์สายตรงขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกาย ยังได้รับการปฏิบัติระดับนี้ จากเดิมที่เป็นเพียงคนจรจัดในตรอกฉูเช่อที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
มาบัดนี้ได้ย้ายเข้าเมืองชั้นใน แค่เอ่ยปากก็กลายเป็นแขกวีไอพีของร้านค้าต่าง ๆ
แล้วถ้าวันหน้าเขากลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกผิวล่ะ?
แม้จะประเมินสถานะของจอมยุทธ์ไว้สูงมากแล้ว
แต่จากเหตุการณ์เมื่อวาน ดูเหมือนเขาจะยังประเมินต่ำไปอยู่ดี
แผนการต่าง ๆ คงต้องมีการปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย
"ถือหุ้นสิ! แบ่งกันห้าสิบห้าสิบ!"
เจียงซูเพิ่งพูดจบ โจวหยางก็รีบสวนขึ้นมาทันที ถ้าเป็นคนธรรมดา ตระกูลโจวคงใช้วิธีบีบบังคับเอาสูตรเกลือกับผงชูรสไปแล้ว
ถ้าเป็นจอมยุทธ์ทั่วไป ตระกูลโจวคงเสนอส่วนแบ่งแบบหนึ่งเก้า เพราะทางภัตตาคารมีต้นทุนเยอะ ทั้งค่าจ้างเด็กเสิร์ฟ พ่อครัว ค่าเนื้อสัตว์ผักผลไม้ สารพัดจะใช้เงิน
แต่เมื่อเป็นเจียงซู ต้องห้าสิบห้าสิบเท่านั้น
ถ้าไม่แบ่งครึ่งต่อครึ่ง จะแสดงความจริงใจในการร่วมมือได้ยังไง เจียงซูมั่นใจในเกลือกับผงชูรส โจวหยางยิ่งมั่นใจกว่า!
มีเกลือกับผงชูรสพวกนี้ อาหารของภัตตาคารถงฟู่สามารถอัพราคาขึ้นไปได้อีกหลายเท่าตัว!
ลูกค้าไม่หนีหายแน่นอน มีแต่จะเพิ่มขึ้น!
คนที่จะมากินข้าวในภัตตาคาร ใครเขาสนเศษเงินแค่นั้น
ที่มากิน ก็เพราะอยากกินรสชาติที่หาทำกินเองที่บ้านไม่ได้นั่นแหละ
"ห้าสิบห้าสิบมันน้อยไป เอาเป็นสามเจ็ด ภัตตาคารเจ้าเอาไปสาม"
"พี่เจียง... นี่มัน... สามเจ็ดเลยเหรอ"
โจวหยางมือสั่นจนเหล้าในจอกเกือบหก ใบหน้าอ้วนกลมบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
ห้าสิบห้าสิบเขายังพอตัดสินใจเองได้ กลับไปคุยกับพ่อ อ้อนวอนหน่อยก็น่าจะผ่าน แต่สามเจ็ดนี่สิ อย่าว่าแต่ตอนนี้เจียงซูอยู่แค่ขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกายเลย ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกผิว พ่อเขาก็คงไม่ยอมแน่ ๆ
นี่มันเกินไป...
"เจ้าคิดว่าข้าหน้าเลือดเหรอ? ในสัญญาเจ้าไปเขียนมาเลย ห้าส่วนให้ท่านอาจารย์ของข้า สามส่วนเป็นของภัตตาคาร ส่วนข้าเอาแค่สอง" เจียงซูเห็นท่าทางของโจวหยางก็เดาความคิดออกทันที
พอได้เป็นศิษย์สายตรง เขาถึงเข้าใจโครงสร้างของเมืองชั้นในมากขึ้น
ขั้นฝึกผิว ขั้นฝึกกระดูก ขั้นฝึกอวัยวะ
ตระกูลใหญ่ทุกตระกูล ล้วนมีจอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกระดับกลางถึงระดับสูงหนุนหลังอยู่ทั้งนั้น
ตราบใดที่นายอำเภอไม่ออกโรง จอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกระดับสูงก็คือเจ้าพ่อแห่งอำเภอผิงหลิง
ในวิถียุทธ์ แต่ละขั้นเปรียบเสมือนสวรรค์คนละชั้น
ความห่างชั้นระหว่างขั้นฝึกกระดูกกับขั้นฝึกผิว มันมากมายมหาศาลยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างขั้นฝึกผิวกับขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกายเสียอีก
ถ้าเกลือกับผงชูรสเป็นแค่ธุรกิจเล็ก ๆ เพิ่มกำไรให้ภัตตาคารสักหนึ่งหรือสองส่วนก็คงไม่มีใครสนใจ
แต่มันจะเป็นแค่นั้นเหรอ?
"ถ้าเกลือกับผงชูรสทำให้ภัตตาคารถงฟู่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พวกตระกูลใหญ่ในอำเภอจะทำยังไง ลองนึกถึงร้านยาตระกูลหลัวดูสิ"
เจียงซูลดเสียงต่ำลงแล้วพูดว่า
"ในสัญญา ให้เขียนว่าสามเจ็ด แต่ในทางปฏิบัติ เราแบ่งกันสี่หก ภัตตาคารเจ้าเอาไปสี่ ท่านอาจารย์ข้าเอาห้า ข้าเอาแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น"
"ส่วนแบ่งห้าส่วนของท่านอาจารย์ ท่านก็คงไม่เก็บไว้คนเดียวหรอก อาจจะแบ่งไปให้สำนักยุทธ์อื่นหรือพวกตระกูลใหญ่บ้าง แต่เรื่องนั้นบ้านโจวของเจ้าไม่ต้องไปกังวล แค่ทำอาหารให้อร่อยก็พอ"
...
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้น และส่งมอบสัญญาของภัตตาคารถงฟู่ให้ผู้เฒ่าโฉวแล้ว
ณ ลานบ้าน เจียงซูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพ่งสมาธิ แล้ววาร์ปกลับสู่ดาวเสวียนซิง
หมู่บ้านชิงเจียง
ห้อง 301
มองดูข้าวของเครื่องใช้ที่คุ้นตาในห้อง เจียงซูรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างมาก
ช่วงที่ผ่านมาเขาไม่ได้หยุดพักเลย ในด้านวรยุทธ์ เขาฝึกฝนสามวิชาหลักของสำนักพยัคฆ์หิวจนช่ำชอง ได้สถานะศิษย์สายตรง และได้รับถ่ายทอดวิชา "เคล็ดพลังพยัคฆ์หิวคำรามขุนเขา" สำหรับฝึกฝนสู่ขั้นฝึกผิว
ด้านการเงิน ก็บรรลุข้อตกลงกับภัตตาคารถงฟู่ แม้จะได้ส่วนแบ่งแค่หนึ่งส่วน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภัตตาคารถงฟู่จะต้องกลายเป็นไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำแน่นอน
แถมในฐานะศิษย์สายตรง ในอำเภอผิงหลิงเขามีสิทธิ์ที่จะครอบครองทองคำได้แล้ว การซื้อขายแลกเปลี่ยนข้ามสองโลกจะทำเงินมหาศาล ขอแค่ระวังเรื่องการแลกเปลี่ยนทองคำในเมืองชั้นในนิดหน่อยก็พอ
ตอนนี้ เหลือแค่ฝึกท่านั่งม้าให้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ก็จะได้สิทธิ์เข้าเรียนในสถาบันยุทธ์โดยไม่ต้องสอบข้อเขียนแล้ว
เจียงซูคิดคำนวณในใจ
เรื่องจะเข้าสถาบันไหน เขาเองก็คิดทบทวนมาหลายรอบ
สถาบันยุทธ์เซิ่งจิง ตั้งอยู่ในศูนย์กลางการเมือง เป็นแหล่งรวมลูกท่านหลานเธอ เนื่องจากเป็นสถาบันอันดับหนึ่งของอาณาจักรเซี่ย เรื่องอาจารย์และทรัพยากรย่อมเป็นที่หนึ่งแน่นอน แต่ที่นั่น การเมืองย่อมนำหน้าวิถียุทธ์เสมอ
ระบอบการปกครองใด ๆ ก็ตาม ย่อมไม่ยอมให้พลังส่วนบุคคลอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางการเมือง
สถาบันยุทธ์ตงไห่ ตั้งอยู่ในเมืองการเงินที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร ไม่มีที่ไหนเทียบได้เรื่องเศรษฐกิจ ทรัพยากรยุทธ์ระดับท็อปอาจจะน้อยหน่อย แต่ทรัพยากรพื้นฐานรับรองว่ามีให้ใช้ไม่อั้น
สถาบันยุทธ์เทียนสู่ เดิมทีคือโรงเรียนนายร้อยเทียนสู่ ผลิตนายพลออกมานับไม่ถ้วน แม้แต่ตอนนี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเปลของนายทหารกองทัพ การแข่งขันรุนแรงและยุติธรรม ด้วยฝีมือของเขา น่าจะแจ้งเกิดได้ไม่ยาก
ส่วนสถาบันยุทธ์เจียงหนานที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด ขึ้นชื่อเรื่องผลิตบัณฑิตและนักปราชญ์ ศาสตราจารย์ที่นั่นถึงขั้นเคยได้รับรางวัลวรรณกรรมระดับโลก ในวงการวรรณกรรม สถาบันเจียงหนานคือไข่มุกเม็ดงามที่แท้จริง
แต่ถ้ามองในมุมของวิถียุทธ์ เมื่อเทียบกับอีกสามสถาบัน สถาบันเจียงหนานแทบไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
"ลองถามความเห็นพ่อกับแม่ดูดีกว่า"
"ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว จะบอกเรื่องฝีมือของตัวเองให้พวกท่านรู้ก็ได้แล้วล่ะ อยากรู้จังว่าถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าลูกชายสอบเข้าสถาบันยุทธ์ได้ชัวร์ ๆ จะทำหน้ายังไง"
เจียงซูเผลอยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงภาพพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักตรากตรำเช้าค่ำในช่วงที่ผ่านมา เขาผลักประตูเดินออกจากห้อง
พ่อแม่เลี้ยงดูเขามาเกือบสิบแปดปี
วันเวลาหลังจากนี้
เป็นทีของเขาบ้างแล้ว
[จบแล้ว]