- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 29 - ลู่ทางทำเงิน
บทที่ 29 - ลู่ทางทำเงิน
บทที่ 29 - ลู่ทางทำเงิน
บทที่ 29 - ลู่ทางทำเงิน
★★★★★
คำว่า "ศิษย์พี่หลัว" ฟังดูห่างเหิน ราวกับคนละคน
หลัวหย่งเฉิงเงยหน้ามองเจียงซู แววตาเหม่อลอย เขาจำได้ลางๆ ว่าเดือนแรกที่เจียงซูเข้าสำนัก เคยมาเลียบเคียงถามเรื่องราวในเมืองชั้นในของอำเภอผิงหลิงจากเขา
เขาก็ตอบทุกคำถามอย่างไม่ปิดบัง ทั้งสองคนเข้ากันได้ดี สบายใจ
คำเรียกขานที่เจียงซูเรียกเขา ก็ค่อยๆ เปลี่ยนจาก "ศิษย์พี่หลัว" เป็น "พี่หลัว" อย่างเป็นกันเอง
ทำไม... จู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
"รอบต่อไป"
สาวใช้ไม่สนใจความรู้สึกของหลัวหย่งเฉิง เธอเดินอ้อมเขาไปกลางลาน แล้วประกาศชื่อศิษย์ที่จะประลองคู่ต่อไปเสียงดังฟังชัด
เจียงซูประสานมือเดินลงจากเวที หน้าต่างสถานะโปร่งใสปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
เจียงซู —
ภาษา/อักษรราชวงศ์ต้าจิ่ง: ขั้นต้น (20/1000)
ท่านั่งม้า: ขั้นสูง (400/1000)
ท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำ: ขั้นต้น (985/1000)
วิชาลมหายใจพยัคฆ์หิว: ขั้นต้น (985/1000)
สามกระบวนท่าพยัคฆ์: ขั้นต้น (850/1000)
ตั้งแต่การประลองครั้งแรก เขาค้นพบว่าผู้เฒ่าโฉวให้ความสำคัญกับฝีมือการต่อสู้ของศิษย์มาก เจียงซูจึงตัดสินใจชะลอการฝึกท่าเสาและวิชาลมหายใจลงเล็กน้อย แล้วหันไปเน้นเพิ่มความชำนาญของสามกระบวนท่าพยัคฆ์แทน
บนเวที ศิษย์สองคนกำลังต่อสู้กัน
ข้างเวที ผู้เฒ่าโฉวนอนเอนหลังบนเก้าอี้หวาย เปลือกตาเปิดขึ้นเล็กน้อยเป็นพักๆ ชำเลืองมองการประลอง
เจียงซูเก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้ในสายตา
อีกแค่สามสี่วัน สามวิชาหลักของเขาก็จะบรรลุขั้นสูง ถึงตอนนั้นจะได้พิสูจน์ข้อสันนิษฐานในใจสักที
"พี่เจียง พี่นี่... โหดสุดๆ ไปเลย!"
เจ้าอ้วนโจวหยางดูจนตาค้าง ตอนนี้เขามั่นใจเต็มร้อยแล้วว่า เจียงซูมีพรสวรรค์เหนือกว่าหานต้าลี่แบบทิ้งไม่เห็นฝุ่น
ต่อให้หานต้าลี่ที่ยังฝึกอยู่ที่สำนัก และทางภัตตาคารเขาส่งเนื้อให้กินวันละสามจิน ก็ไม่มีทางเอาชนะหลัวหย่งเฉิงได้ภายในเวลาสั้นๆ แค่สองเดือนแน่
แถมเจียงซูยังชนะได้แบบสบายๆ อีกต่างหาก
พรสวรรค์ระดับนี้ จะไม่ได้เป็นศิษย์สายตรงได้ยังไง?
แววตาของโจวหยางเต็มไปด้วยความอิจฉา ถึงเขาจะอายุน้อย แต่กลับมองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่งกว่าศิษย์รุ่นพี่หลายคน อย่าเห็นว่าในสำนักพยัคฆ์หิวทุกคนเรียกกันว่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง
จริงๆ แล้วก็แค่เอาทองมาแปะหน้าตัวเอง พอก้าวออกจากสำนักพยัคฆ์หิว ใครเขาจะมาสนใจชุดฝึกยุทธ์ที่ใส่อยู่
มีแต่คนที่เข้าตาผู้เฒ่าโฉว ได้เป็นศิษย์สายตรงเท่านั้น ถึงจะนับว่าเป็นคนของสำนักพยัคฆ์หิวจริงๆ
ศิษย์สายตรง
ข้างนอก มีสำนักพยัคฆ์หิวและยอดฝีมือขั้นฝึกกระดูกอย่างผู้เฒ่าโฉวหนุนหลัง
ข้างใน มีทรัพยากรการฝึกยุทธ์ที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป นั่นคือโอสถลับพยัคฆ์หิว
ส่วนพวกศิษย์ธรรมดาอย่างพวกเขา ในสายตาผู้เฒ่าโฉว ก็คงเป็นแค่เครื่องมือผลิตเงินเดือนละสิบตำลึงกระมัง
"พี่เจียง ผมว่าพี่มาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้ภัตตาคารเราไหม? เราจ่ายค่าตอบแทนให้ในเรทจอมยุทธ์เลย" ตัดสินใจได้แล้ว โจวหยางก็ลองเอ่ยปากชวน ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม แต่แฝงความจริงจังไว้หลายส่วน
"ทำตัวตื่นตูมไปได้ พูดให้น้อยหน่อย ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอก"
เจียงซูหันมองโจวหยาง แล้วตอบว่า "เรื่องเป็นที่ปรึกษาเอาไว้ก่อนเถอะ ฉันไม่มีเวลาไปนั่งเฝ้าที่ภัตตาคารหรอก แต่ถ้าจะคุยเรื่องธุรกิจกันสักหน่อยก็น่าสน โจวหยาง ที่ภัตตาคารนายมีเมนูไหนขายดีสุด?"
"เมนูเหรอ? อันนี้ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เอาอย่างนี้ไหม รอผู้เฒ่าโฉวชี้แนะเสร็จแล้ว พี่เจียงให้เกียรติไปที่ภัตตาคารเราสักหน่อย เดี๋ยวผมให้พ่อครัวใหญ่จัดโต๊ะเมนูเด็ดมารับรองชุดใหญ่เลย"
ถึงจะไม่รู้ว่าธุรกิจที่เจียงซูพูดถึงคืออะไร แต่สำหรับโจวหยาง ขอแค่ได้ผูกมิตรกับเจียงซูไว้ ทางภัตตาคารยอมทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ตามใจเจียงซู ต่อให้ขาดทุนนิดหน่อยก็คุ้มค่า!
เพราะทันทีที่ได้เป็นศิษย์สายตรง
สถานะของเจียงซูจะพุ่งสูงขึ้นทันที ถึงตอนนั้นตระกูลโจวของเขาอาจจะต่อคิวไม่ทันด้วยซ้ำ ในเมืองชั้นในมีร้านรวงมากมายที่อยากเชิญเจียงซูไปเป็นที่ปรึกษา เพื่อขอพึ่งบารมี
"ตกลง"
เจียงซูพยักหน้า ในหัวมีความคิดแล่นผ่านไม่หยุด
มาอยู่เมืองผิงหลิงได้ครึ่งปีแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเรื่องหาเงิน
เพียงแต่ช่องทางหาเงินทุกทาง ในเมืองชั้นนอกก็ต้องผ่านแก๊งอันธพาล ในเมืองชั้นในก็ต้องผ่านตระกูลใหญ่
ถ้าไม่มีกำลังมากพอ ไม่มีสถานะสูงพอ แล้วฝืนทำธุรกิจ หาเงินค่ากับข้าวเล็กๆ น้อยๆ ก็พอไหว แต่ถ้ากำไรดีเมื่อไหร่ อาจโดนเขมือบจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
แต่อีกไม่กี่วัน เขาคงจะได้เป็นศิษย์สายตรง
เรื่องหาเงิน ก็พอจะเอามาพิจารณาได้แล้ว
เนื้อสัตว์กับสมุนไพรเป็นทรัพยากรฝึกยุทธ์ ย่อมถูกตระกูลใหญ่ผูกขาดอย่างแน่นหนา
ขอแค่เขาเลี่ยงของสองอย่างนี้ เอาแค่พวกเกลือบริสุทธิ์ ผงชูรส หรือเครื่องปรุงรสอื่นๆ มาขาย เพื่อเพิ่มรสชาติอาหารในภัตตาคาร คงไม่กระทบผลประโยชน์ของตระกูลใหญ่เท่าไหร่
อาศัยชื่อของสำนักยุทธ์ หาเงินเล็กๆ น้อยๆ น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่
พ่อแม่สนับสนุนเขาฝึกยุทธ์มานานขนาดนี้
เขาควรจะตอบแทนบ้างได้แล้ว
บนลานกว้าง การประลองหมัดจบลง
ผู้เฒ่าโฉวชี้แนะศิษย์เสร็จก็กลับห้องพักผ่อน
หลังจากดื่มน้ำแกงเนื้อผสมโอสถลับ เจียงซูก็ยืนท่าเสาเดินลมหายใจเพื่อย่อยยารวดเร็ว จนกระทั่งหนึ่งชั่วยามครึ่งผ่านไป ท้องเริ่มส่งเสียงร้องเบาๆ เขาถึงได้คลายท่าลง หันไปมองโจวหยางที่บ่นเหนื่อยหยุดพักไปนานแล้ว แล้วพูดว่า "ไปกันเถอะ"
"ได้เลยครับลูกพี่"
โจวหยางลุกขึ้นปัดฝุ่น ทั้งสองกำลังจะหันหลังเดินออกไป ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"เจียงซู"
"มีอะไร?"
เจียงซูชะงักฝีเท้าแต่ไม่ได้หันกลับไป ฟังแค่น้ำเสียงเขาก็รู้ว่าเป็นหลัวหย่งเฉิง
สำหรับหลัวหย่งเฉิง เขาถือว่าได้ทำหน้าที่เพื่อนจนถึงที่สุดแล้ว ตอนนั้นที่เขาเสนอให้เอาสูตรยาไปมอบให้ผู้เฒ่าโฉว ก็เท่ากับเขาต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วย
เพราะหลัวหย่งเฉิงไม่ใช่ศิษย์สายตรง
เป็นแค่ศิษย์ธรรมดาที่ผู้เฒ่าโฉวไม่เห็นค่า การเอาสูตรยาออกมา มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกผู้เฒ่าโฉวปฏิเสธ
ถ้าจะมอบสูตรยาให้สำเร็จ
ต้องรอให้เขาเจียงซูได้เป็นศิษย์สายตรง แล้วมอบให้ในนามของศิษย์สายตรงเท่านั้น!
"ฉัน... ฉันขอท้านายสู้อีกรอบ!"
หลัวหย่งเฉิงจ้องมองแผ่นหลังของเจียงซูเขม็ง เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกยังไง
ไม่ยินยอม? หรือริษยา?
หลังการประลองจบลง เขาไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกท่าเสาหรือเดินลมหายใจเลย เอาแต่คิดว่าทำไมตัวเองถึงแพ้
เจียงซูก็แค่โคจรพลังเลือดลมเหมือนกัน
ไม่ได้มีแรงช้างสารแต่กำเนิด แรงก็พอๆ กับเขา ไม่มีเหตุผลที่เขาจะแพ้นี่นา!
เขาประลองมาตั้งเป็นสิบครั้ง ประสบการณ์เยอะกว่าเห็นๆ!
ต้องเป็นเพราะใจร้อนแน่ๆ ถึงได้ถูกเจียงซูหาช่องโหว่เจอ
เวลาเหลือให้เขาน้อยเต็มที โอสถลับพยัคฆ์หิว เขาจะขาดไม่ได้แม้แต่ชุดเดียว!
"ฉันจะพนันกับนาย ถ้านายแพ้ เอาโอสถลับพยัคฆ์หิวมาให้ฉัน แต่ถ้านายชนะ..."
"ไม่สน"
ยังไม่ทันที่หลัวหย่งเฉิงจะพูดจบ เจียงซูก็หันหน้ามาตอบเสียงเย็นชา
หลัวหย่งเฉิงมีอะไรมาพนันกับเขาได้?
สิ่งเดียวที่งัดออกมาได้ ก็คือสูตรยาบำรุงเลือดนั่น
สูตรยาย่อมเป็นของดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาในตอนนี้จะไปแตะต้องได้
เอาเผือกร้อนมาพนันกับเขาเนี่ยนะ?
ชนะแล้วเขาได้อะไร?
จะให้เขาถือสูตรยาไปรวยหรือไง?
สายตาที่เจียงซูมองหลัวหย่งเฉิงยิ่งมายิ่งเย็นชา สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไรอีก หันไปพูดกับโจวหยางเบาๆ ว่า
"ไปกันเถอะ"
[จบแล้ว]