- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 12 - ดูแคลนแล้วจะทำไม
บทที่ 12 - ดูแคลนแล้วจะทำไม
บทที่ 12 - ดูแคลนแล้วจะทำไม
บทที่ 12 - ดูแคลนแล้วจะทำไม
★★★★★
สัมผัสพลังเลือดลม โคจรพลังเลือดลม พลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกาย
ฝึกยุทธ์มาร่วมสี่เดือน ในที่สุดเขาก็ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง
เจียงซูชกหมัดออกไป พลังเลือดลมทั่วร่างเดือดพล่าน ในชั่วพริบตาที่ท่านั่งม้าบรรลุขั้นความสำเร็จขั้นใหญ่ เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างชัดเจน
พละกำลัง ความเร็ว ความสัมพันธ์ของร่างกาย ทุกอย่างพุ่งทะยานขึ้นในชั่วพริบตา
ผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขั้นโคจรพลังเลือดลม พละกำลังแขนข้างเดียวหนักถึงหกร้อยชั่ง ความเร็วสิบกว่าเมตรต่อวินาที
ถ้าตอนนี้เขากลับไปที่ดาวโลก แล้วไปลงแข่งกีฬา คงได้ครองโลก เป็นราชาแห่งวงการยกน้ำหนักและกรีฑาอย่างไม่ต้องสงสัย
มิน่าล่ะ หลังจากรัฐบาลอาณาจักรเซี่ยประกาศให้นักเรียนมัธยมปลายเปลี่ยนมาเรียนสายยุทธ์ฝึกท่านั่งม้าได้แค่วันเดียว ก็ประกาศฝ่ายเดียวว่าจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาใดๆ บนดาวเสวียนซิงอีก
ตอนนั้นเจียงซูเพิ่งเริ่มฝึกท่านั่งม้า ยังไม่เข้าใจเหตุผล
ตอนนี้เขาตาสว่างแล้ว เมื่อวิถีแห่งยุทธ์ฟื้นคืน
จิตวิญญาณแห่งกีฬา ก็ไม่มีความหมายใดๆ อีกต่อไป
แค่ขั้นโคจรพลังเลือดลม ก็เข้าใกล้ขีดจำกัดของมนุษย์แล้ว
แล้วถ้าเป็นขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกาย หรือก้าวข้ามไปเป็นจอมยุทธ์อย่างเต็มตัวล่ะ?
"ท่านั่งม้าขั้นความสำเร็จขั้นใหญ่ คงไม่ต้องเสียเวลาปั่นแต้มต่อแล้ว แบ่งเวลาวันละซี่งชั่วโมงมายืนเพื่อโคจรพลังเลือดลมก็พอ พลังงานที่เหลือควรเอาไปทุ่มให้กับท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำและวิชาลมหายใจ เพื่อให้บรรลุขั้นความสำเร็จขั้นใหญ่และเข้าถึงขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกายให้เร็วที่สุด"
เจียงซูกำลังวางแผนในใจ
"เจียงซู เพื่อนฉันบ่นว่าอยู่บ้านน่าเบื่อ อยากจะฝึกยุทธ์ เลยกะว่าจะไปสมัครคอร์สเรียนศิลปะการต่อสู้ เล็งไว้ที่หนึ่งแล้ว นางให้ฉันช่วยดูให้หน่อย แต่ฉันดูไม่เป็น พี่รีบกลับมาเลยนะ! จะบอกให้ เพื่อนฉันคนนี้ สวยมว้าก!"
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นครืดคราด
เห็นรูปโปรไฟล์เจ้าก้อนแป้งหัวหญ้า เจียงซูถึงกับพูดไม่ออก "เจียงก้อนแป้ง พี่ชายเธอฝึกยุทธ์ ในใจไร้นารีไปนานแล้ว"
"ถุย ใครจะแนะนำให้จริงๆ ย่ะ! ฉันแค่ลองใจพี่ดู กลัวว่าพี่จะคิดไม่ซื่อ! ในเมื่อผ่านการทดสอบแล้ว ก็รีบกลับมา!"
"ถือโอกาสให้พี่ไปดูด้วย ถ้าคอร์สสอนยุทธ์มันดีจริง พี่ก็สมัครสักคอร์สเถอะ หน้าหนาวลมแรงขนาดนี้ ไปฝึกกลางแจ้ง จะไปสู้ฝึกในที่มีหลังคาได้ยังไง"
"พวกเธอไปกันเถอะ ถ้ามีปัญหาอะไรค่อยโทรหาฉัน เดี๋ยวฉันรีบไป"
เจียงซูพิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
หลังฝึกยุทธ์ แม้จิตใจจะใสดุจคริสตัล แต่เขาก็เป็นวิญญาณที่ข้ามภพมา บวกกับพลังเลือดลมที่แข็งแกร่ง ความต้องการพื้นฐานย่อมรุนแรงกว่าเด็กมัธยมทั่วไป
เพียงแต่เขารู้จักควบคุมตัวเองได้ดีกว่าพวกเด็กวัยรุ่น
และด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน เขายิ่งรู้ซึ้งว่าผู้หญิงนั้นยุ่งยากแค่ไหน พอโดนเกาะติดเข้า ไม่เพียงจะไม่ได้ช่วยอะไร ยังจะมาถ่วงความเจริญในการฝึกยุทธ์อีก
ส่วนคอร์สเรียนศิลปะการต่อสู้? ใช่ว่าเขาไม่เคยไปดู ตอนที่ท่านั่งม้าบรรลุขั้นความสำเร็จขั้นเล็ก เขาตระเวนดูสถาบันฝึกสอนในเมืองจีเฉิงมาแล้วสามแห่ง
แต่ไม่มีข้อยกเว้น ทุกที่ล้วนมีแต่ชื่อแต่ไร้เนื้อหา
ปากบอกสอนยืนท่านั่งม้า แต่ท่าของครูฝึกยังแค่ขั้นพื้นฐาน
คนที่เก่งที่สุด ก็แค่ความสำเร็จขั้นเล็กเท่าเขาในตอนนั้น
ก็แน่ล่ะ ตอนนั้นรัฐบาลเพิ่งประกาศเรื่องท่านั่งม้าไม่ถึงสองเดือน
ถ้าไม่ได้ฝึกมาก่อนหน้านั้น ใครมันจะไปฝึกจนบรรลุขั้นความสำเร็จขั้นเล็กหรือขั้นใหญ่ได้เร็วขนาดนั้น
ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นสายเติมทรูแบบเขาสักหน่อย
เจียงซูหลับตา จินตนาการภาพตาแก่หลี่ที่ก้มหน้าก้มตาเทกระโถนกวาดพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตึกเขี้ยวพิษพรรคงูเขียว จินตนาการภาพตัวเองถูกเปิดเผยตัวตน ถูกสมุนพรรคและหัวหน้าตึกไล่ล่าสังหาร บ่มเพาะจิตสังหารให้คุกรุ่น ดั่งพยัคฆ์หมอบ ดั่งพยัคฆ์หายใจ
ท่านั่งม้าขั้นความสำเร็จขั้นใหญ่ ทำให้เขารู้จักการโคจรพลังเลือดลม
แต่ถ้าอยากมีพลังรบที่สมกับระดับขั้น ต้องรอให้ท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำและวิชาลมหายใจพยัคฆ์หิวบรรลุขั้นความสำเร็จขั้นเล็กเสียก่อน!
...
หมู่บ้านชิงเจียง
"เหยียนเหยียน จะรอพี่ชายเธอไหม"
ซางจื้อโหรวนั่งอยู่บนโซฟา ทัดผมไปที่หลังหู เอ่ยถามเสียงเบา
เธอเป็นคนนิสัยอ่อนโยน เวลาคุยกับใครมักจะหน้าแดงง่าย การเข้าสังคมในโรงเรียนส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งเพื่อนซี้อย่างเจียงเหยียนเยว่ ตอนนี้เธอสอบติดโรงเรียนมัธยมจีเฉิงที่หนึ่งล่วงหน้าเหมือนกัน ช่วงเวลาที่ว่างที่สุดในชีวิตแบบนี้
เธอจึงอยากลองฝึกยุทธ์ดูบ้าง เผื่อจิตใจจะเข้มแข็งขึ้น
"รอทำไม? อากาศแบบนี้ไม่ยอมไปสมัครเรียนดีๆ ดันชอบไปตากลมฝึกยุทธ์ข้างนอก บ้าบอชัดๆ ไม่ต้องรอ เดี๋ยวเจ้พาไปเอง! เขาก็เพิ่งฝึกมาไม่กี่เดือน ให้เขาไปดูให้เผลอๆ จะพาเธอลงเหวเปล่าๆ ไปที่โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ที่เธอบอกนั่นแหละ!"
"อื้อ ฝึกยุทธ์ก็ต้องมีคนสอนน่าจะดีกว่า ทั้งมีครูฝึก ทั้งมีบรรยากาศ เหมือนเวลาเราเรียนหนังสือ โรงเรียนยิ่งดี ห้องยิ่งดี ทุกคนตั้งใจเรียน บรรยากาศก็พาไป..."
เสียงของซางจื้อโหรวเบาลงเรื่อยๆ จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนซี้เคยบอกว่าพี่ชายเรียนไม่ค่อยเก่ง เลยรีบเปลี่ยนเรื่อง "แต่... ก็แล้วแต่คนนะ บางคนอาจจะหัวดี เรียนรู้ด้วยตัวเองเก่ง ก็เหมาะกับการฝึกคนเดียว"
"ใช่ เขาเหมาะที่สุด เหมาะจะไปยืนหนาวตายคนเดียว!"
เจียงเหยียนเยว่นึกถึงเงินแปดร้อยหยวนที่คงไม่มีวันได้คืน กัดฟันพูดด้วยความแค้น มือก็กดส่งโลเคชันสถาบันสอนยุทธ์ไปให้เจียงซู
"เจ้าลูกหม่อน ไปกัน!"
ปิดแอร์ หยิบผ้าพันคอมาพันให้ซางจื้อโหรว
ส่วนตัวเองก็ใส่เสื้อขนเป็ด สวมหมวกไหมพรมใบโปรด ห่อตัวจนกลมดิ๊ก
จะเดือนมีนาคมอยู่แล้ว ทำไมฤดูใบไม้ผลิยังไม่มาสักที!
เจียงเหยียนเยว่สิ้นหวังกับอากาศ เปิดประตูเดินฝ่าลมเหนือ
ผู้กล้าที่แท้จริง คือผู้กล้าเผชิญหน้ากับชีวิตที่โหดร้าย กล้าออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์ในวันที่อากาศแบบนี้!
ตัวเมืองจีเฉิง ตึกทวินทาวเวอร์
สถาบันสอนยุทธ์หยางหมิง!
วันนี้ตรงกับวันเสาร์พอดี ในลานฝึกมีนักเรียนวัยเดียวกับพวกเธอประมาณยี่สิบคน กำลังฝึกยืนท่านั่งม้าตามคำแนะนำของครูฝึก
พนักงานต้อนรับสาวสวยสวมถุงน่องรีบเดินเข้ามาหาทั้งคู่ทันที "สวัสดีค่ะ สถาบันสอนยุทธ์หยางหมิงยินดีต้อนรับ เป็นนักเรียนมัธยมใช่ไหมคะ สนใจสมัครเรียนไหม ทางเรามีทั้งคอร์สพื้นฐานและคอร์สขั้นสูงเลยนะคะ"
"ตอนนี้เวลาเรียนส่วนใหญ่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คอร์สพื้นฐานจะเน้นสอนท่านั่งม้า เพื่อเสริมสร้างร่างกาย เรียนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าสมัครคอร์สขั้นสูง จะมีการสอนทักษะการต่อสู้ด้วย ได้ผลดีมากเลยนะคะ โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างเราๆ ยิ่งต้องเรียนคอร์สขั้นสูง เอาไว้ป้องกันตัวจากพวกโรคจิต"
พนักงานต้อนรับพูดจาคล่องแคล่วราวกับร่ายมนตร์
"เหยียนเหยียน เธอช่วยดูหน่อยสิ ฉันรู้สึกว่าพวกเขาฝึกกันดูดีจัง"
ซางจื้อโหรวมองดูนักเรียนที่ยืนม้าอยู่ในลานฝึก สะกิดแขนเจียงเหยียนเยว่ที่หนาวจนตัวชา กระซิบถาม
"รอแป๊บ"
หลังจากได้ไออุ่นจากฮีตเตอร์มาไม่กี่นาที เจียงเหยียนเยว่ที่เริ่มฟื้นคืนชีพก็กระแอมไอ ถามพนักงานต้อนรับว่า "พวกคุณสอนท่านั่งม้ากันยังไงเหรอคะ?"
เธออาจจะฝึกไม่เป็น แต่เจียงซูเพิ่งสอนเธอมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ว่าอะไรคือจังหวะขึ้นลงเหมือนควบม้า อะไรคือศีรษะตั้งตรงเหมือนมีเชือกแขวน แต่ตอนนี้นักเรียนในลานฝึก กลับแค่ย่อตัวยืนเฉยๆ นิ่งสนิทไม่ไหวติง!
ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย!
"เอ่อ อันนี้พี่ก็ไม่ค่อยรู้ลึกเหมือนกัน น้องๆ ลองถามครูฝึกดูนะ"
พนักงานต้อนรับทำหน้าขอโทษ แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปกระซิบกับครูฝึกที่สวมชุดฝึกสีขาว ไม่นานครูฝึกคนนั้นก็เดินตรงมา
ครูฝึกสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบต้นๆ เก็กท่าเบ่งกล้าม พอมายืนข้างๆ พนักงานต้อนรับถึงเริ่มแนะนำ:
"น้องๆ สองคนอาจจะยังไม่รู้จักสถาบันของเรา เจ้าของสถาบันเราเคยไปเรียนต่อที่เกาหลี เป็นยอดฝีมือเทควันโดตัวจริง กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน! พอได้ยินว่าอาณาจักรเซี่ยเริ่มสนับสนุนวิถีแห่งยุทธ์ ก็ปฏิเสธคำเชิญจากอาจารย์เทควันโดที่เกาหลี บินกลับมาเปิดสถาบันสอนยุทธ์ เพื่อยกระดับลูกหลานชาวเซี่ยโดยเฉพาะ"
"ครูฝึกท่านนี้ คือศิษย์พี่ของเจ้าของสถาบันตอนอยู่เกาหลี แม้จะเป็นคนเกาหลี แต่ก็มาเมืองเซี่ยตั้งแต่เด็ก เข้าใจวัฒนธรรมเราเป็นอย่างดี แถมวรยุทธ์ยังล้ำเลิศ เตะไม้กระดานแตกทีละหลายแผ่นสบายๆ!"
พนักงานต้อนรับร่ายยาวจบ ครูฝึกชุดขาวก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งผยอง ราวกับรอฟังเสียงกรี๊ดกราดของเด็กสาว
"พรืด... ฉันก็ว่าทำไมท่ายืนม้ามันดูแปลกๆ ที่แท้ครูฝึกก็ไม่ใช่คนเซี่ยนี่เอง เจ้าลูกหม่อน เธอไปดูโฆษณามาจากไหนเนี่ย ทำไมมั่วซั่วแบบนี้"
เจียงเหยียนเยว่ทำหน้าเหม็นเบื่อ บ่นอุบอิบแล้วลากซางจื้อโหรวเตรียมจะเดินออกไป
เดิมทีก็รู้สึกว่าท่าของนักเรียนพวกนั้นมันผิดเพี้ยนอยู่แล้ว พอมีครูฝึกโผล่มาบอกว่าเป็นเทควันโดเกาหลีอีก
เทควันโดก็บอกเทควันโดสิ จะมาแขวนป้ายขายเนื้อหมาทำไม เกาะกระแสชัดๆ
หลอกใครไม่หลอก
"พวกเธอ ห้ามไป"
ขณะที่เจียงเหยียนเยว่กับซางจื้อโหรวกำลังจะเดินออกไป ครูฝึกชุดขาวก็ขมวดคิ้ว ก้าวเท้าฉับๆ มาขวางหน้าพวกเธอไว้
"การสมัครเรียนมันต้องเกิดจากความสมัครใจ ทำไม จะบังคับซื้อขายหรือไง นี่มันอาณาจักรเซี่ยนะ!"
เจียงเหยียนเยว่ไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด แม้ครูฝึกจะมีกล้ามเป็นมัดๆ แต่ในที่สาธารณะแบบนี้ เขาจะทำอะไรได้
"ฮึ นี่คืออาณาจักรเซี่ย แต่ฉันเป็นพลเมืองเกาหลี! เธอไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์ว่าท่านั่งม้าที่ฉันสอนไม่ถูกต้อง ขอโทษซะ! ไม่อย่างนั้น เท่ากับพวกเธอดูถูกเทควันโดเกาหลี ดูถูกศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี!"
ครูฝึกชุดขาวยืนขวางประตู ในลานฝึก นักเรียนหลายคนเริ่มหยุดฝึกแล้วเดินเข้ามามุง พวกเขาเรียนมาสักพักแล้ว ย่อมต้องเข้าข้างสถาบัน หลายคนเริ่มชี้นิ้ววิจารณ์เจียงเหยียนเยว่กับซางจื้อโหรว
ซางจื้อโหรวหน้าแดงก่ำ เธอรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่เก่ง ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก
เทียบกันแล้ว เจียงเหยียนเยว่นิ่งกว่ามาก
นักเรียนแค่นี้ ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของตอนที่เธอขึ้นไปพูดหน้าเสาธงเลย
ส่วนไอ้ครูฝึกเทควันโดขี้เก๊กนี่ เธอไม่เชื่อหรอกว่ามันจะกล้าทำร้ายเด็กผู้หญิงไม่บรรลุนิติภาวะสองคนในอาณาจักรเซี่ย
เว้นเสียแต่ว่าน้ำหนักตัวร้อยกว่าปอนด์ของหมอนี่ จะไม่มีส่วนไหนเป็นสมองเลย
เจียงเหยียนเยว่เบ้ปาก เตรียมจะอ้าปากด่ากลับ แต่ทันใดนั้น เสียงที่เธอคุ้นเคยเป็นที่สุดก็ดังขึ้นจากด้านนอก:
"เทควันโด?"
"ดูแคลนแล้วจะทำไม?"
[จบแล้ว]