- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 11 - โคจรพลังเลือดลม ลมหายใจดั่งลูกศร
บทที่ 11 - โคจรพลังเลือดลม ลมหายใจดั่งลูกศร
บทที่ 11 - โคจรพลังเลือดลม ลมหายใจดั่งลูกศร
บทที่ 11 - โคจรพลังเลือดลม ลมหายใจดั่งลูกศร
★★★★★
"ลุงหลี่ ผมได้ยินมาว่าเจ้าไท่เจอนักเลงดีที่ตรอกหญ้าเขียว โดนตีตายแล้วเผาทิ้งไปแล้วนี่"
"ยิ่งกว่าตายอีก พวกคนชันสูตรพลิกศพไปดูแล้วบอกว่าโดนเผาจนเกรียม ดูออกแค่ว่าหัวโดนตีแตก สมน้ำหน้ามัน! แต่ไอ้นักเลงคนนั้นก็ซวยเหมือนกัน มีคนเห็นว่ามันผมสั้น ตอนนี้ตึกเขี้ยวพิษในพรรคกำลังระดมคนตามล่าไอ้หนุ่มผมสั้นกันทั่วเมืองชั้นนอกเลย"
"อืม ในเมื่อตึกเขี้ยวพิษกำลังวุ่นวายกับการตามหาคนร้าย ลุงไปบอกคนรู้จักที่สำนักคุ้มภัย ให้พวกเขาช่วยพูด แล้วกลับไปกวาดพื้นทีสำนักคุ้มภัยไม่ดีกว่าเหรอ อยู่ที่ตึกเขี้ยวพิษนั่นโดนรังแกง่ายจะตาย"
"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ข้าทำงานที่นั่นมาสิบกว่าปีก็จริง มีบุญคุณน้ำใจกันอยู่บ้าง แต่จะเอามาใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้ ต้องเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นจริงๆ การไปเทกระโถนกวาดพื้นให้พรรคงูเขียวก็ไม่ได้ไปฆ่าแกงกับใคร ไม่ถึงตายหรอก ถึงไม่ได้เงินก็ไม่เป็นไร ข้าพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง"
"บุญคุณน้ำใจต้องเก็บไว้ เผื่อวันหน้าเจอเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ จะได้มีที่พึ่ง พ่อหนุ่มเจียง วันนี้ข้าเมาแล้วขอพูดมากหน่อยเถอะ... ยุคนี้สมัยนี้ เรียนหนังสือกับอาจารย์ฉินไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ต้องฝึกยุทธ์ ต้องกินเนื้อ ไหนๆ อาจารย์ฉินก็จะไปแล้ว พ่อหนุ่มอยากเรียนยุทธ์ไหม ถ้าอยากเรียน พรุ่งนี้ข้าจะพาไปที่สำนักคุ้มภัย ให้พวกครูฝึกสอนท่าไม้ตายให้สักสองสามท่า..."
"ต่อให้เรียนแล้วไม่เก่ง อย่างน้อยร่างกายก็แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ปีนี้ค่ายาแพงจะตายไป..."
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตาแก่หลี่คออ่อน หรือสุราที่เจียงซูนำมานั้นฤทธิ์แรงเกินไป
แกพูดพร่ำเพ้อไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายก็ฟุบหลับคาโต๊ะไป
เจียงซูมองดูบ้านดินที่ผุพัง อุ้มตาแก่หลี่ไปนอนบนเตียง แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย
เขาเดินออกจากบ้าน
ในตรอกฉูเช่อ
ไร้ผู้คน เงียบสงัดวังเวง
แสงจันทร์สาดส่องลงบนร่างของเจียงซู
เจียงซูถอดเสื้อนวมออก ร่ายรำสามกระบวนท่าพยัคฆ์ ตะปบ! กระชาก! ตัด!
เมื่อถูกเจ้าไท่กดขี่ จิตใจไม่สงบ
ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!
แต่ตายแค่เจ้าไท่คนเดียว มันยังไม่พอ!
หัวหน้าตึกเจิ้งยังอยู่! ตึกเขี้ยวพิษยังอยู่! พรรคงูเขียวก็ยังอยู่!
ตาแก่หลี่ยังต้องไปเทกระโถนแทนเขา
และตัวเขาเอง วันหนึ่งก็อาจจะถูกเพ่งเล็งอีกครั้ง
ความจริงแล้ว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด!
ทำยังไงถึงจะทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ไร้สิ่งผูกมัดได้อย่างแท้จริง!
มีแต่ต้องสู้ มีแต่ต้องฝึก มีแต่ต้องพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุดเท่านั้น!
เจียงซูปล่อยหมัดออกไปตูมหนึ่ง!
สัมผัสพลังเลือดลม โคจรพลังเลือดลม พลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกาย!
ฝึกยุทธ์มาสามเดือน เขาเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นสัมผัสพลังเลือดลม!
ช้า! เขาพัฒนาช้าเกินไป ช้าจนน่าหงุดหงิด!
วิสัยทัศน์ของเขาจะหยุดอยู่แค่ที่ดาวเสวียนซิงไม่ได้
ที่ดาวเสวียนซิง ระดับพลังของเขาในตอนนี้ ต่อให้พัฒนาช้ากว่านี้ ก็เพียงพอที่จะการันตีมหาวิทยาลัยชั้นนำได้แล้ว ถ้าโชคดีหน่อย ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยอาจจะสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่หนึ่งของโรงเรียนได้
แต่มันจะมีประโยชน์อะไร!
จอมยุทธ์!
เขาต้องเป็นจอมยุทธ์ให้ได้!
มีเพียงการเป็นจอมยุทธ์เท่านั้น ถึงจะมีที่ยืนในอำเภอผิงหลิงแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง!
ในห้วงความคิด แผ่นหน้าต่างโปร่งแสงลอยเด่นขึ้นมา
ภายใต้แสงจันทร์ เจียงซูยืนท่าเสา ปรับลมหายใจ ชกหมัด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีแต้มให้กดเพิ่ม
งั้นก็... ปั่นมันให้ตีนแตก!
เหงื่อท่วมตัวไหลอาบดั่งสายน้ำ ลมหนาวไม่อาจหยุดยั้งหัวใจที่มุ่งมั่นของเจียงซูได้
เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งการรู้แจ้ง
ตะปบ! กระชาก! ตัด!
แต่ละท่าถูกปล่อยออกมาจากมุมที่แตกต่างกัน พร้อมกับโคจรวิชาลมหายใจพยัคฆ์หิวไปด้วย
ในที่สุดเขาก็ค้นพบความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำกับท่านั่งม้า
ไม่ใช่เพราะมันฝึกยากกว่า หรือมีขีดจำกัดสูงกว่า
แต่อยู่ที่ ท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำและวิชาลมหายใจพยัคฆ์หิว จำเป็นต้องมีจิตสังหาร!
ความสัมพันธ์ของร่างกายนั้นสำคัญ
แต่ถ้าขาดจิตสังหารไป!
ต่อให้เขาใช้หน้าต่างสถานะปั่นความชำนาญจนเต็มหลอด ก็ไม่อาจแสดงอานุภาพสูงสุดออกมาได้!
มีพลังสิบส่วน!
ไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังรบสิบส่วน!
"ฟู่ว!"
เจียงซูเก็บหมัด มือทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนกลับมาที่หน้าท้อง ยกขึ้นและกดลงเบาๆ
หน้าต่างสถานะ:
เจียงซู—
ภาษา/อักษรราชวงศ์ต้าจิ่ง: ขั้นต้น (998/1000)
ท่านั่งม้า: ความสำเร็จขั้นเล็ก (596/1000)
ท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำ: ขั้นต้น (230/1000)
วิชาลมหายใจพยัคฆ์หิว: ขั้นต้น (230/1000)
สามกระบวนท่าพยัคฆ์: ขั้นต้น (160/1000)
เวลานับถอยหลังสู่การข้ามภพ: 00:00
เทียบกับก่อนข้ามภพมา นอกจากภาษาแล้ว ทุกอย่างล้วนก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะสามกระบวนท่าพยัคฆ์ที่เหมือนเข้าสู่ช่วงระเบิดพลัง เพียงแค่สิบกว่าชั่วโมง ค่าความชำนาญเพิ่มขึ้นเกือบร้อยแต้ม
เจียงซูหยุดฝึก ค่อยๆ ปรับลมหายใจ
ไกลออกไป เสียงคนตีเกราะบอกเวลาดังใกล้เข้ามา แล้วก็ค่อยๆ ห่างออกไป
กลับห้อง ข้ามภพ
ดาวเสวียนซิง เจ็ดโมงเช้า
เจียงซูเปลี่ยนมาใส่เสื้อแขนยาวบุขนธรรมดา ผลักประตูห้องออกมา
พ่อกับแม่แม้คนหนึ่งจะขับรถรับส่งคน อีกคนเปิดร้านขายเสื้อผ้า ดูเหมือนอิสระ แต่เงินที่ได้ล้วนเป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรง ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ยังไม่ทันหกโมงก็ออกจากบ้านไปแล้ว
ส่วนน้องสาว ป่านนี้น่าจะยังนอนกินบ้านกินเมืองอยู่ โดยเฉพาะหน้าหนาวแบบนี้ เธอจะจำศีลเหมือนสัตว์ในฤดูหนาว ถ้าไม่สิบโมงกว่า อย่าหวังว่าจะยอมมุดออกจากผ้าห่มแสนอุ่น
เจียงซูเทน้ำร้อนจากกา ตกดื่มรวดเดียวสองแก้วใหญ่ตอนท้องว่าง
เปิดมือถือ กดไปที่รูปโปรไฟล์เจ้าก้อนแป้งหัวหญ้า โอนเงินไปให้อีกห้าสิบหยวน พร้อมข้อความ: "ฉันออกไปฝึกยุทธ์นะ อยากกินอะไรก็สั่งเดลิเวอรี่เอาเอง"
เหลือบดูยอดเงินคงเหลือ
2222.3
ดูท่า ถึงเวลาต้องหาเงินแล้วสิ...
เจียงซูเก็บมือถือ ข้ามไปมาระหว่างสองโลกได้ ช่องทางหาเงินมีเยอะแยะถมเถ
อย่างเช่นที่อำเภอผิงหลิง เนื้อสัตว์แพงหูฉี่ เนื้อสัตว์หนึ่งชั่งราคาหนึ่งดวงเงิน
หนึ่งดวงเงินที่ดาวเสวียนซิงมีค่าประมาณห้าสิบหยวน
แต่เนื้อสัตว์หนึ่งชั่งที่นี่ราคาแค่ยี่สิบหยวน
ซื้อมาขายไป กำไรเห็นๆ กว่าเท่าตัว!
หรืออย่างที่อำเภอผิงหลิง อัตราแลกเปลี่ยนเงินกับทองคำคือสิบต่อหนึ่ง แต่ที่ดาวเสวียนซิงคือร้อยต่อหนึ่ง
เอาเงินไปแลกทองที่ผิงหลิง แล้วเอาทองกลับมาแลกเงินที่ดาวเสวียนซิง
เงินทุนสิบตำลึง วนรอบเดียวกลายเป็นร้อยตำลึง!
แต่ว่า... คนธรรมดาไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยกวิเศษ
ยังไม่ทันเป็นจอมยุทธ์เลย จะกล้าไปยุ่งกับธุรกิจค้าเนื้อ หรือค้าทองในอำเภอผิงหลิงได้ยังไง ต้องใช้ความกล้าขนาดไหนเชียว
ที่ว่าการอำเภอ ตระกูลใหญ่ พรรคแก๊ง ในเมืองนั้น มีใครกินเจบ้างล่ะ
ใครจะยอมทนเห็นคนมาสร้างเนื้อสร้างตัวใต้จมูกตัวเองแบบนี้
ในโลกใบนั้น หากไม่มีกำลังหรือเบื้องหลังที่แข็งแกร่งพอ ห้ามเปิดเผยทรัพย์สินที่ไม่สมฐานะเด็ดขาด
มีแต่ต้องทำที่ดาวเสวียนซิง...
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามา
เจียงซูมาถึงร้านอาหารเช้า สั่งเสี่ยวหลงเปาสี่เข่ง ปาท่องโก๋สองตัว และบะหมี่หมูชามโตมากวาดลงท้อง
ลมหนาวพัดกรรโชก
น้ำแข็งแผ่นบางในแม่น้ำรอบเมืองละลายไปหมดแล้ว ผิวน้ำสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
ยามเช้าเช่นนี้ที่นี่ไร้ผู้คน นานๆ ทีจะมีคนผ่านมา
ห่างออกไปไม่กี่เมตร เสียงรถบนถนนลอดผ่านพุ่มไม้เข้ามาในหูของเจียงซู
เขาตั้งท่าม้าอย่างมั่นคง
ฝึกท่านั่งม้าริมแม่น้ำรอบเมือง กลับบ้านข้ามภพ ไปฝึกท่าเสา ลมหายใจ และหมัดมวยที่สำนักพยัคฆ์หิว แล้วข้ามภพกลับมาฝึกท่านั่งม้าริมแม่น้ำอีก
กินเนื้อเติมพลัง ชำระร่างกายด้วยน้ำสะอาด
วันหนึ่งเหลือนอนแค่สามสี่ชั่วโมง พักผ่อนสามสี่ชั่วโมง
วันหนึ่งฝึกยุทธ์สิบห้าชั่วโมง
ในที่สุด ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน
วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์
แปดโมงเช้า
ภายในสวนสาธารณะ เจียงซูลืมตาโพลง
ราวกับน้ำเดือดพล่าน ดันฝากาต้มน้ำจนเปิดออก!
ร่างกายที่ยืนท่านั่งม้าอย่างมั่นคง พลังเลือดลมเดือดดาล คลื่นความร้อนแผ่ซ่าน
ผิวหนังปูดโปนขึ้นเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ เคลื่อนที่ไปตามเจตจำนงของเขา เริ่มจากหน้าอกซ้าย ค่อยๆ โคจรไปรอบกาย
ไม่นานนัก เจียงซูสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด แล้วพ่นออกมาอย่างแรง
ไอขาวเป็นลำยาวพุ่งแหวกอากาศดั่งลูกศรหลุดจากคันธนู
โคจรพลังเลือดลม!
สำเร็จ!
[จบแล้ว]