- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 3 - ข้ามภพ
บทที่ 3 - ข้ามภพ
บทที่ 3 - ข้ามภพ
บทที่ 3 - ข้ามภพ
★★★★★
"เธอยืนแบบนั้นมันผิด ท่านั่งม้าหัวใจสำคัญคือจังหวะขึ้นลงที่เหมือนกำลังควบม้า ศีรษะต้องตั้งตรงเหมือนมีเชือกดึงแขวนไว้ ร่างกายและจิตวิญญาณต้องเปิดกว้าง"
"จังหวะขึ้นลงนี้ ต้องจินตนาการว่ากำลังยืนอยู่บนหลังม้าจริงๆ แรงส่งและแรงรับต้องสมดุลกัน ไม่อย่างนั้นน้ำหนักจะไปลงที่หัวเข่า ยืนนานๆ เข่าพังแน่"
"ส่วนศีรษะตั้งตรงเหมือนมีเชือกแขวน หมายถึงการมองไกล วิสัยทัศน์กว้างไกล บ้านเราอยู่ชั้นต่ำเกินไปมองไม่เห็นวิว ต้วนจื่อเธอเพิ่งหัดฝึก งั้นไปยืนมองวิวที่ระเบียงก่อนแล้วกัน"
เจียงซูจับมือสอนน้องสาวอย่างใกล้ชิด
"ต้วนจื่อ" หรือ "เจ้าก้อนแป้ง" คือฉายาใหม่ที่เขาตั้งให้เจียงเหยียนเยว่ตอนตรุษจีน
ตอนนั้นพ่อกับแม่นึกครึ้มใจ ไปขุดรูปถ่ายตอนเด็กของพวกเขาสองพี่น้องออกมาดู รูปตอนทารกของน้องสาวน่ารักที่สุด แก้มยุ้ยๆ กลมดิ๊ก เห็นปุ๊บเจียงซูก็นึกถึงสติกเกอร์ตัวการ์ตูนหัวมีต้นหญ้าหน้าก้อนกลมที่ฮิตกันในชาติก่อนทันที
เขาคว้าปากกามาวาดรูปหน้าตานั้นลงบนกระดาษ
คำว่า "เยว่" (ดวงจันทร์) ก็ต้องกลมเหมือนก้อนแป้งอยู่แล้ว เหยียนเยว่ กับ เหยียนต้วน (ก้อนแป้งแซ่เหยียน) ก็ไม่ต่างกัน
เจียงเหยียนเยว่ กับ เจ้าก้อนแป้งหัวหญ้า เหมือนกันเปี๊ยบ!
เจียงซูสอนท่าทางให้น้องสาวพลางผ่อนคลายจิตใจลง ช่วงสามเดือนมานี้เขาตึงเครียดกับตัวเองมากเกินไปจริงๆ
โลกใบนั้นไม่ได้สงบสุขสวยงามเหมือนดาวเสวียนซิง
ที่ว่าการอำเภอ ตระกูลใหญ่ พรรคแก๊งอันธพาล
เหมือนภูเขาสามลูกที่กดทับชาวบ้านร้านถิ่นในอำเภอผิงหลิง ไม่มีชาวบ้านคนไหนหลีกเลี่ยงอิทธิพลเหล่านี้ได้ แผงขายของยังไม่ทันตั้ง การขูดรีดก็มาถึงเป็นทอดๆ แล้ว
หากต้องการเปลี่ยนชะตาชีวิต มีเพียงหนทางเดียวคือ... ฝึกยุทธ์
ที่ว่าการอำเภอมีวิชายุทธ์มากที่สุด แต่ถ้าไม่มีเส้นสาย ใครจะเข้าไปได้? ตระกูลใหญ่และพรรคแก๊งก็สอนมวยได้ แต่ไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนต้องขายชีวิตให้พวกมัน
ทางเดียวที่ไม่ต้องใช้เส้นสาย และไม่ต้องขายชีวิต คือการฝากตัวเป็นศิษย์สำนักยุทธ์
ค่าเล่าเรียนเดือนละสิบตำลึงเงิน!
สำหรับการขูดรีดเป็นทอดๆ ชาวบ้านทั่วไปค้าขายทั้งปียังเหลือเงินไม่ถึงหนึ่งตำลึง เงินก้อนนี้คือทรัพย์สมบัติที่พวกเขาอาจหาไม่ได้ตลอดชั่วชีวิต
ต่อให้คนสองรุ่นเก็บหอมรอมริบอย่างยากลำบาก หาทางซ่อนเงินจนครบสิบตำลึงเพื่อส่งลูกหลานเข้าสำนักยุทธ์
แต่นั่นก็เป็นแค่ค่าเรียนเดือนเดียว
แล้วหลังจากหนึ่งเดือนล่ะ ก็ต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเหมือนเดิม
การฝึกยุทธ์นั้นยาก ยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์
เจียงซูโชคดีที่ไม่ได้เกิดในโลกนั้นแบบเต็มตัว
ดาวเสวียนซิงก็มีทองคำและเงิน แม้ราคาเงินจะไม่สูงเท่าทองคำ แต่ก็เสถียรอยู่ที่ประมาณกรัมละห้าหยวน
สิบตำลึง เท่ากับห้าร้อยกรัม คิดเป็นเงินสองพันห้าร้อยหยวน
ลำพังเด็ก ม.6 ธรรมดาอย่างเขา ย่อมไม่มีเงินก้อนนี้ แต่เขามีพ่อแม่นี่นา พอนึกถึงเรื่องที่พ่อแม่รับปากตอนตรุษจีน เจียงซูก็เผลอใจลอยไปวูบหนึ่ง ส่วนเจียงเหยียนเยว่ที่ตอนแรกแววตามุ่งมั่น ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสิ้นหวังแล้ว
พอลองยืนจริงถึงได้รู้ว่า ไอ้ท่านั่งม้าที่ดูง่ายๆ นี่มันท่านรกชัดๆ
พี่ชายของเธอเล่นยืนท่านี้ทั้งวัน แม้แต่ตอนกินข้าวยังนั่งย่อขาทำท่าม้าบนเก้าอี้ เขาเป็นปิศาจหรือไงกัน?
ฉัน เจียงเหยียนเยว่ อัจฉริยะด้านการเรียน
เขา เจียงซู อัจฉริยะด้านการต่อสู้
สมเหตุสมผลไหม?
สมเหตุสมผลที่สุด
เริ่มสงสัยในตัวเอง เริ่มปลอบใจตัวเอง และสุดท้ายก็เท
สมเป็นสาวน้อยหัวกะทิ เจียงเหยียนเยว่ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว เลิกดิ้นรน แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนโซฟา
อัจฉริยะ เป็นสิ่งที่วัดค่าไม่ได้
อัจฉริยะ เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบกันไม่ได้
ที่พี่เจียงซูยืนตากแดดตากลมได้ทั้งวัน เพราะเขาเป็นอัจฉริยะด้านยุทธ์ ส่วนฉันเจียงเหยียนเยว่ไม่ใช่สักหน่อย!
วิชานี้ เธอจะไม่ฝึกมันแม้แต่นาทีเดียว
ส่วนเรื่องชะลอวัย ถ้าฝึกยุทธ์ทำได้
เครื่องสำอางก็น่าจะทำได้เหมือนกันแหละ
ไว้วันหน้าเป็นท่านประธานเจียง ค่อยจ้างสถาบันวิจัยมาคิดค้นให้ก็สิ้นเรื่อง
แบบนี้ดูเข้าท่ากว่าไปฝึกยุทธ์ตั้งเยอะ
ใช่ เอาแบบนี้แหละ!
มองดูเจียงเหยียนเยว่นอนหมดสภาพ เจียงซูต้องกลั้นใจไม่หยิบปากกามาวาดรูปเก็บไว้ เขาหยิบรีโมตมากดเลือกหนังดูมั่วๆ แล้วนั่งลงบนโซฟาพักผ่อนสักหน่อย
พอหนังเหลือสิบนาทีสุดท้าย
พ่อกับแม่ก็กลับมาพร้อมกัน พอเห็นสองพี่น้องนั่งคนนอนคนบนโซฟา ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไร หิ้วของสดเข้าครัวไปช่วยกันล้างผักหั่นผัก
ต่างจากบางครอบครัว สวี่ลี่จือทำแต่งานหนักมาตั้งแต่สาวๆ หน้าที่ทำอาหารในบ้านส่วนใหญ่จึงตกเป็นของพ่อเจียงหย่งอี้
"พ่อ มีซี่โครงหมูไหม วันนี้หนูอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน!"
พอได้ยินเสียงในครัว เจียงเหยียนเยว่ก็ดีดตัวขึ้นมาทันที ตะโกนสั่งเมนูเสียงใส
"พี่แกต้องฝึกยุทธ์ พ่อจะทำซุปซี่โครงหมูหัวไชเท้า มีประโยชน์แถมช่วยย่อยด้วย"
เจียงหย่งอี้ตอบกลับทันควัน ตั้งแต่ลูกชายตัดสินใจจะฝึกยุทธ์ เขาไปค้นหาข้อมูลมาหมดแล้วว่าคนฝึกยุทธ์ควรกินอะไรบำรุง
ขอแค่ลูกชายอยู่บ้าน เขาก็สรรหาเมนูมาทำให้กินไม่ซ้ำ
ขอแค่มีประโยชน์ต่อการฝึกและลูกชอบกินเป็นพอ
"เข้าใจแล้ว ก็แค่ไม่รักกันแล้ว ไม่ต้องถามหรอก ถามไปก็เจ็บเปล่าๆ"
"เดี๋ยวทำให้"
"เยี่ยมไปเลยพ่อ!"
ง่วนอยู่ในครัวเกือบชั่วโมง พอซุปซี่โครงหมูหัวไชเท้าชามสุดท้ายถูกยกขึ้นโต๊ะ เจียงหย่งอี้ก็ตะโกนเรียก
"มาแล้ว" เจียงเหยียนเยว่พุ่งตัวมาที่โต๊ะคนแรกเสมอ ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานวางอยู่ตรงหน้าเธอพอดีเป๊ะ "พ่อ หนูรู้อยู่แล้วว่าพ่อรักหนูที่สุด"
"เปล่า แค่เคยรัก"
"ถุยๆๆ พูดจาเหลวไหล พ่อเป็นผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็กหรอกน่า ฮิฮิ หนูขอลองชิมก่อนนะ"
เจียงเหยียนเยว่มือไวปานวอก คีบซี่โครงหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ดวงตาเป็นประกายหยีลงจนเหลือแค่ขีดเดียว
"กินช้าๆ หน่อย ลี่จือ มากินข้าวกัน"
"จ้ะ"
พอสวี่ลี่จือจัดการธุระในห้องเสร็จออกมา สามพ่อลูกก็นั่งรอพร้อมหน้าแล้ว เธอหยิบมือถือขึ้นมากดโอนเงินทางวีแชตให้เจียงซู แล้วพูดว่า "ช่วงนี้แม่ต้องหมุนเงินเข้าร้าน เงินฝากประจำในธนาคารยังไม่ครบกำหนดถอน แม่โอนให้ก่อนห้าพันนะ พอใช้หรือเปล่า"
ลูกชายคนนี้แม้การเรียนจะไม่โดดเด่น แต่ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยสร้างเรื่องให้ปวดหัว
ยิ่งพอฝึกยุทธ์ ก็ยิ่งดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนโตขึ้นผิดหูผิดตา
ดังนั้นพอเขาเอ่ยปากขอเงิน คนเป็นแม่อย่างเธอก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่
ถึงแม้จนป่านนี้พ่อกับแม่จะยังไม่รู้ว่าลูกชายเอาเงินไปทำอะไร
ถึงแม้ตอนนี้ลูกชายจะยังเป็นแค่นักเรียน ม.6 ก็ตาม
"พอแล้วครับ ขอบคุณครับพ่อแม่"
ไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมาดู เจียงซูตักซุปซี่โครงหมูให้พ่อกับแม่คนละถ้วย จากนั้นค่อยตักข้าวพูนๆ ให้ตัวเอง แล้วคีบซี่โครงหมูมากินทันที
การโอนเงินห้าพันหยวนผ่านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มีเพียงเจียงเหยียนเยว่ที่นั่งข้างๆ ทำหน้าเหวอเหมือนเห็นผี
เท่าไหร่?
ห้าพัน?
ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานในปากจืดชืดไปถนัดตา
ที่แท้ ก็แค่เคยรักจริงๆ ด้วย
ค่าขนมของเธอ ไม่เคยเกินห้าสิบหยวนเลยสักครั้ง!
หนูขมขื่น แต่หนูไม่พูด หนูจะกินซี่โครงหมูย้อมใจ
เจียงเหยียนเยว่เปลี่ยนความแค้นเป็นพลังการกิน คีบซี่โครงหมูเข้าปากสองชิ้นรวด
ไม่อร่อย ก็ต้องกิน!
ต้องกินให้เรียบ
จะไม่เหลือให้ไอ้คนใจร้ายอย่างเจียงซูสักชิ้นเดียว!
มีตั้งห้าพันแล้ว ยังกล้ารับอั่งเปาแปดร้อยของน้องอีก
หลอกได้แม้กระทั่งน้องสาวแท้ๆ!
พี่มันน่าตายจริงๆ
"ลี่จือ คุณสังเกตไหม ราคาหมูขึ้นอีกแล้วนะ" เจียงหย่งอี้ซดซุปพลางพูดขึ้น "แล้วผมก็ไปดูมา เหล้าขาวดีๆ ในตลาดก็ราคาขึ้นเหมือนกัน"
สำหรับชาวบ้านตาดำๆ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
"ทำไมล่ะ?"
"ผมว่าน่าจะเกี่ยวกับกระแสฝึกยุทธ์นี่แหละ อะไรที่เป็นเนื้อสัตว์ราคาขึ้นหมด ไก่เป็ดยังพอทน แต่หมู วัว แพะ ปลา ราคาขึ้นไปเกือบสิบเปอร์เซ็นต์ ผมเลยเริ่มเชื่อการตัดสินใจของเจ้าซูมันแล้ว อนาคตประเทศเราคงผลักดันเรื่องยุทธ์เต็มตัว ตอนนี้วงการยุทธ์ก็เหมือนหมูที่ยืนอยู่หน้าช่องลม ใครยืนถูกที่ก็บินได้ก่อนใคร"
เจียงหย่งอี้หันไปมองลูกชาย ตั้งแต่ลูกบอกว่าจะย้ายสายไปเรียนยุทธ์ คนเป็นพ่ออย่างเขาก็คอยติดตามข่าวสารวงการยุทธ์มาตลอด
"แต่เจ้าซูไม่ต้องกดดันตัวเองมากนะ พ่อรู้ว่าการฝึกยุทธ์มันต้องมีเส้นสาย มีเคล็ดวิชา อะไรพวกนั้น บ้านเราไม่มีอะไรเลย ก็แค่เกาะกระแสไปก่อน ถ้าอาศัยสิ่งนี้สอบติดปริญญาตรีได้ก็ถือว่ากำไร ถ้าพลาดไปติดแค่อนุปริญญาก็ไม่เห็นเป็นไร"
"พ่อกับแม่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ชีวิตวันหน้าไม่ลำบากหรอก"
"พ่อ ผมจะตั้งใจครับ"
เจียงซูตักซุปคำโต ไม่ได้บอกความจริงว่าตอนนี้เขาฝึกท่านั่งม้าจนบรรลุขั้นความสำเร็จขั้นเล็กแล้ว
ความลับทำให้คนมีเสน่ห์ เรื่องเซอร์ไพรส์ต้องรอเปิดเผยตอนจบถึงจะสนุก
มื้อเที่ยงจบลงท่ามกลางบทสนทนาประสาครอบครัว เจียงซูลุกขึ้นเก็บโต๊ะและใส่ผ้ากันเปื้อนไปยืนล้างจานในครัว เจียงเหยียนเยว่เห็นพ่อแม่เข้าห้องไปแล้ว ก็ย่องเงียบๆ เข้ามาใกล้ ทำเสียงอ่อนเสียงหวานประจบ "พี่จ๋า"
"ว่าไง?"
"ฮิฮิ พ่อแม่ให้ตั้งห้าพันแล้ว พี่จะคืนเงินแปดร้อยให้น้องสาวผู้น่ารักและแสนดีคนนี้เมื่อไหร่ดีน้า"
เดิมทีกะว่าจะโชว์ป๋าต่อหน้าพี่ชาย มอบความช่วยเหลือยามยาก ให้ซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาไหล
ที่ไหนได้ พี่ชายดันนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน
แถมพ่อแม่ยังทิ้งไพ่ตาย ให้เงินไปตั้งห้าพัน
สามคนนี้ไปตกลงกันตอนไหน ทำไมเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ทีนี้ความช่วยเหลือยามยากก็ไม่ใช่ การเติมเต็มส่วนที่ขาดก็ไม่เชิง
เจียงซูสบายตัวไปแล้ว
แล้วเธอล่ะ
ขนมอร่อยๆ อด
ตุ๊กตาน่ารักๆ อด
ชีวิตหลังจากนี้ คงแม้แต่จะสั่งชานมไข่มุกยังไม่กล้าเพิ่มท็อปปิ้ง
ไม่สิ ชานมก็คงไม่ได้กินแล้ว!
ไม่มีอะไรเหลือแล้ว!
พอนึกถึงตรงนี้ เจียงเหยียนเยว่ก็เศร้าจนน้ำตาจะไหล ตอนนี้หวังแค่ให้พี่ชายคนนี้มีมโนธรรมสักนิด คืนเงินแปดร้อยที่ไม่ใช่ของเขามา
เวลานั้น น้ำร้อนถูกเทลงในอ่าง คราบมันบนจานค่อยๆ ละลายออกมา
เจียงซูเหลือบมองน้องสาวแล้วพูดว่า "เธอเคยเห็นถังข้าวที่ไหนกินเข้าไปแล้วคายออกมาด้วยเหรอ?"
"อ๊ากกกก เจียงซู ฉันจะฆ่าแก!"
......
เวลาเช้าเย็นของราชวงศ์ต้าจิ่งตรงข้ามกับดาวเสวียนซิงพอดี
ตอนนี้เป็นยามเหม่า หรือประมาณหกโมงเช้า ต่างจากท้องฟ้าที่สดใสของดาวเสวียนซิง ท้องฟ้าของโลกนี้ดูเหมือนจะอึมครึมอยู่ตลอดเวลา
แม้แต่ดวงอาทิตย์ยามเช้า ก็ดูเหมือนคนแก่ใกล้ตาย แสงแดดสาดส่องลงมายังอำเภอผิงหลิงอย่างอ่อนแรง
ร่างของเจียงซูปรากฏขึ้นในบ้านดินหลังเล็กขนาดสิบกว่าตารางเมตร
เขานั่งอยู่บนเตียง กวาดสายตาสำรวจรอบห้อง ตรวจดูเส้นผมที่วางดักไว้ตามจุดต่างๆ ว่าไม่มีร่องรอยการถูกขยับเขยื้อน
เมื่อมั่นใจแล้วจึงผ่อนคลายลง ตรวจดูวิกผมยาวที่ยาวระต้นคอ สวมเสื้อนวมเก่าๆ เอาเศษเงินที่แลกมาจากร้านทองในดาวเสวียนซิงแยกใส่ถุงเล็กๆ ที่เย็บติดไว้ในเสื้อนวม
จากนั้น ยัดถุงปูนขาวสามถุงเล็กไว้ในแขนเสื้อ เสียบกระบองไฟฟ้าไว้ด้านหลัง แล้วผลักประตูเดินออกไป
ที่นี่คือ...
เขตรอบนอกอำเภอผิงหลิง ตรอกฉูเช่อ
[จบแล้ว]