- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 2 - บ้าน
บทที่ 2 - บ้าน
บทที่ 2 - บ้าน
บทที่ 2 - บ้าน
★★★★★
"เถ้าแก่ ขอซาลาเปาหมูสิบสองลูก ขนมจีบสาม แล้วก็น้ำเต้าหู้สองแก้วครับ"
"รถจะออกแล้ว โปรดจับราวให้แน่น ผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นมาโปรดเดินชิดด้านใน..."
โรงเรียนมัธยมจีเฉิงที่ห้าตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองจี ซึ่งถือเป็นย่านที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญ นักเรียนส่วนใหญ่จึงต้องอยู่หอพัก ทำให้ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เจียงซูจะต้องไปเบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถเมล์กับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ
แต่วันนี้ รถเมล์กลับโล่งผิดหูผิดตา
เจียงซูมองผ่านหน้าต่างรถ หันกลับไปมองโรงเรียนอีกครั้ง
วัฒนธรรมและเทคโนโลยีของดาวเสวียนซิงมีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับชาติก่อนของเขามาก ราวกับเป็นโลกคู่ขนานของดาวโลกไม่มีผิด
เจียงซูยิ่งมั่นใจว่าโลกใบนี้ ไม่ได้สงบสุขและเรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น
ความจริงเบื้องหลังคืออะไรกันแน่
บางทีอาจต้องรอให้เขาก้าวเข้าสู่วิถีแห่งยุทธ์อย่างเต็มตัว และมีสถานะทางสังคมสูงขึ้นในระดับหนึ่งเสียก่อน ถึงจะได้รับรู้ความจริง
เจียงซูนั่งทำท่าม้าอยู่บนเบาะที่นั่ง ปล่อยวางจิตใจให้ว่างเปล่า ขณะที่ร่างกายกำลังย่อยซาลาเปา ขนมจีบ และน้ำเต้าหู้ที่เพิ่งกินเข้าไป
อาจเป็นเพราะวันนี้ยังเป็นวันที่สิบของเดือนอ้าย รถราบนท้องถนนจึงยังไม่เยอะนัก
รถเมล์วิ่งฉิวแทบไม่เจอรถติด ใช้เวลาเพียงสี่สิบถึงห้าสิบนาทีก็ถึงสถานีปลายทาง เจียงซูต่อรถเมล์อีกสาย แล้วนั่งหลับตาทำสมาธิไปอีกหนึ่งชั่วโมง กว่าจะถึงป้ายรถเมล์ที่ใกล้บ้านที่สุด
การเดินทางที่เคยรู้สึกว่ายาวนานและน่าเบื่อหน่าย ในยามนี้เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่กับการฝึกยุทธ์ กลับรู้สึกว่ามันผ่านไปเพียงชั่วครู่เดียว
เขาหิ้วกระเป๋าเดินทางลงจากรถ เงยหน้ามองสิ่งที่คุ้นเคย
ภายใต้ท้องฟ้าที่ใสกระจ่างราวกับหยกสีฟ้าคราม หมู่บ้านหลายแห่งตั้งเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ถนนสี่เลนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
ด้านหน้าคือหมู่บ้านโบราณร้อยปีที่ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ส่วนด้านหลังคือตัวเมืองจีเฉิงที่พลุกพล่านไปด้วยรถราและความเจริญ
ที่นี่คือเขตเมืองทางใต้ของจีเฉิง มีแม่น้ำปี้เหอไหลผ่าน โอบล้อมด้วยภูเขาเขียวขจี เป็นแหล่งชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น เต็มไปด้วยคนต่างถิ่นและผู้สูงอายุ
หมู่บ้านชิงเจียง
เป็นคอนโดเก่าที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้อพยพจากการเวนคืนที่ดินเมื่อสิบกว่าปีก่อน ระยะห่างระหว่างตึกแคบมาก บริเวณใต้ตึกมีรถยนต์ส่วนตัวที่ฝุ่นเกาะเขรอะจอดเบียดเสียดกันอยู่ตามซอกมุม
ห้อง 301
เจียงซูเดินขึ้นบันได หยิบกุญแจไขประตูห้อง ทันทีที่เปิดออก ไออุ่นจากเครื่องทำความร้อนก็พัดปะทะใบหน้า
"ข่าวต่อไป ผู้นำระดับสูงคนแรกได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ ณ มหาวิทยาลัยเซิ่งจิง ว่านักเรียนยุคปัจจุบันต้องการภาพลักษณ์ใหม่ๆ..."
ห้องนั่งเล่นในบ้านไม่ได้กว้างขวางนัก บนโซฟายาวสองเมตรกว่า เจียงเหยียนเยว่นั่งไขว่ห้างรับลมจากฮีตเตอร์ เคี้ยวขนมขบเคี้ยวในปากดังกรุบกริบ นอนเอกเขนกหมดสภาพกุลสตรีโดยสิ้นเชิง
ตรงหน้าโซฟาคือทีวีจอแอลซีดีขนาดหกสิบห้านิ้ว ที่กำลังฉายข่าวรีรันของเมื่อวาน
"วันนี้ทำไมไม่ดูช่องพากินแล้วล่ะ?"
"จะให้ทำไงได้ล่ะ ก็พี่ชายฉันจะไปเป็นนักเรียนสายยุทธ์ทั้งที คนเป็นน้องก็ต้องศึกษาข้อมูลไว้หน่อยสิ"
พอได้ยินเสียงเจียงซูกลับมา เจียงเหยียนเยว่ก็บิดขี้เกียจ ในมือถือซองอ่างเปา ลุกขึ้นหันมาหาอย่างเป็นธรรมชาติ
ด้วยส่วนสูงร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร สวมรองเท้าสลิปเปอร์ขนนุ่ม เรียวขาที่ถูกห่อหุ้มด้วยกางเกงเลกกิ้งสีขาวบริสุทธิ์ดูเรียวยาวและสมส่วน
ต่างจากพี่ชายที่ดูธรรมดาๆ เจียงเหยียนเยว่เป็นเด็กประเภทที่พ่อแม่คนอื่นมักจะเอาไปเปรียบเทียบลูกตัวเองตั้งแต่เด็ก
ตอนประถมเธอลงแข่งเรียงความและคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาดรางวัลระดับเขตเมืองจีเฉิงมานับครั้งไม่ถ้วน พอขึ้นมัธยมต้นผลการเรียนก็ไม่เคยหลุดจากสามอันดับแรกของชั้นปี เทอมที่แล้วยังสอบติดโรงเรียนมัธยมจีเฉิงที่หนึ่งได้ล่วงหน้า ไม่ต้องไปกังวลเรื่องสอบเข้า ม.4 เหมือนเด็กทั่วไปเลยสักนิด
"นึกว่าพี่จะมัวแต่อาลัยอาวรณ์กับเพื่อนที่โรงเรียน กว่าจะกลับก็คงค่ำซะอีก"
เมื่อเห็นพี่ชายเดินเข้ามา เธอจึงยื่นซองอั่งเปาที่เตรียมไว้ให้
"อะ นี่ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินแต๊ะเอียมาตั้งแปดร้อยเชียวนะ" เจียงเหยียนเยว่ตบไหล่เจียงซูอย่างแก่แดด "เขาว่ากันว่าเรียนบุ๋นนั้นจนเรียนบู๊ต้องรวย แปดร้อยนี่คือกำลังใจก้อนโตจากน้องสาวคนนี้เลยนะ!"
"แล้วก็ ไอ้วิทยายุทธ์เนี่ยเรียนไหวก็เรียน ถ้าไม่อยากเรียนแล้ว วันหน้าถ้าน้องสาวคนนี้เปิดบริษัท พี่ก็มาเป็นบอดี้การ์ดให้ฉันได้! ขอแค่ท่านประธานเจียงมีซี่โครงหมูให้แทะ เจียงซูอย่างพี่ก็ต้องได้ซดน้ำซุปแน่นอน!"
"ประสาท!"
เจียงซูปัดมือเจียงเหยียนเยว่ออก แล้วเขกกะโหลกน้องสาวไปทีหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ
แต่นึกไม่ถึงว่าสัมผัสที่ได้กลับไม่ใช่หนังศีรษะ แต่เป็นเปลือกส้มโอนิ่มๆ
"ฮ่า! ฉันบอกแล้วว่าในเน็ตมีความรู้ให้หาเพียบ ดูนี่สิ มวยผมที่ครอบด้วยเปลือกส้มโอ ทั้งสูงทั้งดูผมหนา แถมยังมีกลิ่นส้มโอหอมๆ แล้วยังกันการลอบกัดได้อีก!"
เจียงเหยียนเยว่รีบกระโดดถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ ทันใดนั้นเธอก็มองเจียงซูด้วยความสงสัย แล้วขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว ยกมือวัดระดับจากหัวตัวเองไปเทียบกับจมูกของเจียงซู
"อ๊าก! เจียงซู! พี่แอบสูงขึ้นอีกแล้วใช่ไหม! คราวก่อนที่วัดพี่ยังสูงกว่าฉันแค่นิดเดียวเองนะ!"
"ปัญญาอ่อน! อุตส่าห์เป็นเด็กหัวกะทิซะเปล่า เรื่องง่ายๆ อย่างฝึกยุทธ์แล้วตัวจะสูงขึ้นแค่นี้ก็ไม่รู้"
"เชอะ ส่วนสูงเพอร์เฟกต์อย่างฉัน ไม่เห็นต้องฝึกยุทธ์เลย? จะสูงขึ้นไหมฉันไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ฝึกแล้วกินจุขึ้นชัวร์ บ้านเรามีพี่เป็นตัวล้างผลาญข้าวคนเดียวก็พอแล้ว"
"แล้วเธอไม่ใช่?"
เจียงซูเหลือบมองข้างโซฟา ถุงขนมนานาชนิดยัดแน่นจนล้นถังขยะ
"ถุย! ฉันเป็นนักชิม! เป็นผู้คลั่งไคล้อาหาร! ต่างจากพี่ที่เป็นพวกถังข้าว กินเนื้อไม่กี่ชิ้นแต่ซัดข้าวเปล่าไปห้าชาม!" เจียงเหยียนเยว่กัดฟันกรอด "แต่ทำไมพี่กินดุขนาดนี้แล้วไม่อ้วนเลยเนี่ย อิจฉาชะมัด ฮือๆๆ"
"เธอฝึกยุทธ์ก็ทำได้เหมือนกัน พ่อกับแม่บอกไหมว่าจะกลับมากี่โมง"
"จะให้ตื่นตีห้ามาทำท่านั่งม้าแบบพี่น่ะเหรอ? ถ้าฉันตื่นตีห้าไหว แค่อ่านหนังสือผ่านๆ ป่านนี้ฉันสอบข้ามชั้นไปเป็นรุ่นพี่พี่ตั้งสองปีแล้วย่ะ!"
"อันนี้เชื่อ"
เจียงซูพยักหน้า เขาไม่เคยสงสัยในสติปัญญาของน้องสาวคนนี้เลย ทั้งที่ตอนเด็กๆ ก็เล่นมาด้วยกัน แต่ผลการเรียนกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว
"แม่บอกว่าวันนี้จะไปรับของล็อตใหม่ ถ้าของมาถึงก็คงกลับเลย ส่วนพ่อนี่ยังไม่แน่ แต่ก็บอกว่าก่อนสี่ทุ่มกลับมาแน่ๆ"
แม่ของเจียงซู หรือสวี่ลี่จือ แต่ก่อนเคยทำงานโรงงานเย็บผ้า พอโรงงานเจ๊ง ก็กัดฟันเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาเปิดร้านขายเสื้อผ้า จนถึงตอนนี้ก็เปิดมาได้สิบกว่าปีแล้ว
ช่วงแรกๆ ต้องตื่นเช้ากลับดึก ทำเงินได้พอสมควร แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เศรษฐกิจไม่ดี กิจการซบเซา ดังนั้นขอแค่ลูกอยู่บ้าน แม่ก็จะเลือกร้านปิดเร็วหน่อย เพื่อกลับมาอยู่เป็นเพื่อนลูก
ส่วนพ่อของเจียงซู หรือเจียงหย่งอี้ ก็ตกงานตอนวัยกลางคน จึงเอารถน้ำมันคันเก่าที่บ้านไปเทิร์นเป็นรถไฟฟ้าเพื่อขับรับส่งผู้โดยสารผ่านแอป แม้จะหาเงินได้ไม่มาก แต่ก็มีอิสระและไม่ต้องคอยรองรับอารมณ์ใคร
"เจียงซู ยุคสมัยมันคงจะเปลี่ยนไปจริงๆ แล้วแหละ วันนี้ฉันอุตส่าห์ไปดูข่าวย้อนหลัง พบว่าสองเดือนมานี้ แทบทุกวันจะมีข่าวพูดถึงเรื่องฝึกยุทธ์ตลอด พี่ว่าฝึกยุทธ์มันดียังไงเหรอ ยุคนี้ต่อให้พี่วรยุทธ์สูงส่งแค่ไหน จะกันกระสุนได้เหรอ?"
เจียงเหยียนเยว่อดถามไม่ได้
แม้เธอจะฉลาด แต่ก็ยังเด็กและไม่เคยออกไปเผชิญโลกกว้าง ความรู้ที่ได้เรียนมามักจะเป็นตรรกะตายตัว ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ
จึงง่ายที่จะติดอยู่ในกรอบความรู้เดิมๆ จนไม่เข้าใจความมหัศจรรย์ของวิถีแห่งยุทธ์
"ช่วยชะลอวัย"
เจียงซูตอบสั้นๆ ได้ใจความเขารู้วิธีพูดกับคนแต่ละประเภทดีที่สุด
กับคนอย่างน้องสาว พูดไปว่าฝึกแล้วพลังเลือดลมแข็งแกร่ง ทะลุขีดจำกัดมนุษย์ หรืออายุยืนยาว มันไม่มีความหมายอะไรหรอก
ต่อให้บอกว่าวรยุทธ์สูงส่งหลบกระสุนได้ ในสายตาเธอก็คงงั้นๆ
หลบกระสุนได้ แล้วหลบขีปนาวุธได้ไหมล่ะ?
แต่บอกว่าช่วยชะลอวัย...
สามคำนี้คือท่าไม้ตาย!
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เจียงซูพูดจบ
เจียงเหยียนเยว่ถึงกับสตั๊น ภายใต้ขนตายาวงอน ดวงตาสุกใสเบิกกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความกังขา แต่พอเห็นเจียงซูพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง เธอก็กระโดดโหยงขึ้นมาทันที
"พี่! สอนท่านั่งม้าให้หนูหน่อย!"
[จบแล้ว]