- หน้าแรก
- วิวัฒนาการอันแสนรุ่งโรจน์
- บทที่ 8 - เสาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 8 - เสาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 8 - เสาศักดิ์สิทธิ์
ครึ่งวันต่อมา...
เเลวี่และอาเธอร์นั่งอยู่หน้าห้องพักในโมเตล รอการกลับมาของทีมชีอา และความเคลื่อนไหวใดๆ จากแอชคราล
น่าเสียดายที่เขาไม่ติดต่อมาอีกเลยตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เลวี่พูดกับเขา
ในขณะที่เลวี่ดูสงบกับทิศทางของสถานการณ์ อาเธอร์กลับกระสับกระส่ายขึ้นทุกนาที
“เลวี่ อย่างน้อยนายก็ควรฟังสูตรวิวัฒนาการสมบูรณ์แบบของบลีดเดอร์ก่อนสิ” อาเธอร์กัดเล็บอย่างกังวล “ผ่านมาครึ่งวันแล้ว บางทีเขาอาจหมดความสนใจไปแล้วก็ได้ ไนท์ครอว์เลอร์คาดเดาไม่ได้สุดๆ”
“ผ่อนคลายหน่อย เดี๋ยวเหี่ยวย่นก่อนวัย” เลวี่ยิ้มสงบ “เขาจะกลับมาเองในที่สุด…ถ้าไม่ ก็ทำงานเป็นสตาฟฟ์ให้เดย์วอล์คเกอร์ก็ไม่ได้แย่อะไร”
“เลิกพูดเล่นได้ไหม?” อาเธอร์จ้องพี่ชายของเขา
อาเธอร์เคารพการตัดสินใจและแผนของพี่ชายเสมอ เพราะเชื่อว่าเลวี่คุมสถานการณ์ได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันสุดโต่งเกินไป เลวี่กำลังฝากชีวิตไว้ในมือไนท์ครอว์เลอร์
อาเธอร์ไม่เคยไว้ใจไนท์ครอว์เลอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพ่อแม่ของพวกเขาถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของพวกมัน
น่าเสียดาย สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือรออย่างอดทน คุณธรรมที่เขาไม่เคยมี
“พระอาทิตย์ตกแล้วหรือยัง?” เลวี่ถาม หลังแอสตร้าAIแจ้งเวลาให้เขาทราบ
“น่าจะใช่ เสาศักดิ์สิทธิ์กำลังจะปรากฏ” อาเธอร์ตอบ พลางหันไปมองดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า
ขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทั่วทั้งฐานก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ
เดย์วอล์คเกอร์และพลเมืองทุกคนหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่และเงยหน้าขึ้นมองพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามตระการตา
บางคนดูเหมือนจะชื่นชมทิวทัศน์ ในขณะที่ส่วนใหญ่มีสีหน้าสิ้นหวัง หวังให้ดวงอาทิตย์ไม่ลับไป
น่าเศร้าที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปพร้อมกับแสงปกป้องอันล้ำค่า แต่ไม่นานนัก สีหน้าเศร้าหมองของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นความโล่งใจ เมื่อแสงสีทองอ่อนๆ เริ่มส่องประกายระยิบระยับรอบตัวพวกเขา
ราวกับว่าทั้งฐานที่มั่นถูกส่องสว่างด้วยแสงไฟอ่อนๆ จากสรวงสวรรค์ ทำให้หัวใจและจิตใจสงบลง
“อย่ากลัวเลย เทพสุริยันจะไม่ทอดทิ้งพวกเรา...ออริน”
เดย์วอล์คเกอร์คนหนึ่งคุกเข่าลงและก้มศีรษะลงไปยังใจกลางของดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์เฮลิโอดอร์
เขากำสร้อยคอที่มีสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ส่องสว่างไว้แน่น ใบหน้าของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาและความเคารพอย่างสุดซึ้ง
เดย์วอล์คเกอร์บางคนก็มีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน และบางคนก็พยักหน้าด้วยความซาบซึ้งใจไปยังท้องฟ้า จากนั้นพวกเขาก็กลับไปทำหน้าที่หรือเตรียมตัวสำหรับการสำรวจป่าแฮร์โรว์วิ่งต่อไป
ปฏิกิริยาของพวกเขานั้นเข้าใจได้ เมื่อเหตุผลเดียวที่มนุษยชาติไม่สูญพันธุ์ไปเมื่อร้อยปีก่อนก็เพราะเสาแสงศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น
หลังจากการติดต่อกับมิติแห่งเงาครั้งแรก เหล่าไนท์ครอว์เลอร์ได้บุกโลกจากทุกหนทุกแห่งผ่านประตูสติกซ์
ภายในสิบสองชั่วโมงแรก ผู้คนกว่าสามพันล้านคนถูกกลืนกินหรือถูกบังคับให้กลายเป็นสลีปวอล์คเกอร์เพื่อความอยู่รอด
ในขณะที่ความหวังดูเหมือนจะหมดสิ้นไปและการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่วัน เสาแสงศักดิ์สิทธิ์หนึ่งพันต้นได้ตกลงมาจากท้องฟ้าสู่เมืองใหญ่ทั่วโลก
เมืองที่ถูกเลือกนั้นมีประชากรที่รอดชีวิตจากการรุกรานครั้งแรกมากที่สุด เสาแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางสามร้อยกิโลเมตร ส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองและภูมิภาคใกล้เคียง
ทันทีที่เสาตกลงมา เหล่าไนท์ครอว์เลอร์ทั้งหมดในเมืองและใต้ดินต่างก็ถูกเผาไหม้จนตายในทันที ทำให้ผู้รอดชีวิตมีที่หลบภัยที่ปลอดภัยในที่สุด
ในขณะนี้ ไม่มีประเทศใดเหลืออยู่แล้วหลังจากระบบเก่าล่มสลาย มีเพียงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในทวีปที่ถูกรุกรานเท่านั้น
“อบอุ่นจัง...”
ขณะเดียวกัน เลวี่ดูเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับแสงศักดิ์สิทธิ์ ขณะค่อยๆลูบฝ่ามือบนประกายแสงระยิบระยับอย่างแผ่วเบา
ถึงแม้เขาจะมองไม่เห็น แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับถูกแม่กอด
เขาเคยถามน้องชายเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่อาเธอร์บอกว่าไม่เคยรู้สึกแบบเดียวกัน และคนอื่นๆ ก็เช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้เลวี่คิดว่าบางทีบางทีเทพสุริยันอาจอ่อนโยนกับคนตาบอด ทำให้เขาซาบซึ้งกับความอบอุ่นทุกคืน
“กำลังอาบแสงศักดิ์สิทธิ์อย่างเพลินเลยนะ?”
ทันใดนั้น เสียงที่หงุดหงิดของชีอาก็ดังขึ้นจากด้านหลังอาเธอร์และเลวี่
เมื่ออาเธอร์หันไป เขาก็สังเกตเห็นว่าทั้งสีหน้าของเธอและคู่หูของเธอไม่ดีนัก
“ดูคุณจะเครียดนะ…มีปัญหาเรื่องการรับสมัครหรือเปล่า?” เลวี่ถามอย่างสงบ
“นายรู้ได้อย่างไร?” ชีอาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“คุณใช้เวลานานเกินไปซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ทั้งที่ค่าตอบแทนคุณใจกว้างมาก” เลวี่ยิ้ม “ผมเดาว่าเดย์วอล์คเกอร์อิสระที่เชื่อถือได้ส่วนใหญ่คงถูกหน่วยอื่นแย่งไปแล้วใช่ไหม?”
"เดาถูกครึ่งหนึ่ง" ชีอานั่งลงข้างๆ พวกเขาและพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด "มันคือแมนทิส ไอ้เ*ี้ยจากหน่วยงานซันสไตรค์ ดูเหมือนว่าพวกมันจะฉวยโอกาสจากความสำเร็จของทีมหลักที่เคลียร์ปราสาทเงาได้"
"ไอ้สารเลวนั่นเซ็นสัญญากับเดย์วอล์คเกอร์ 99% ในด่านหน้าแล้ว" เซอร์จิโอสบถ
"พวกมันยังมาติดต่อพวกเราด้วย" จามาลถอนหายใจอย่างหมดหวัง
"แล้วพวกคุณจะทำอะไรต่อ?" เลวี่ถาม พลางพิงไม้เท้าสีขาวของเขา "วางแผนจะรอจนกว่าสมาชิกหน่วยงานของคุณจะมาถึงหรือ?"
"ไม่ เราจะลงมือเดี๋ยวนี้" ชีอากล่าวอย่างเด็ดขาด "คนจากหน่วยงานของฉันจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะมาถึง เพราะส่วนใหญ่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ ด้วยจำนวนคนของซันสไตรค์ในตอนนี้ พวกมันจะปิดล้อมป่าทั้งหมดอย่างแน่นอนเมื่อพวกมันลงมือ"
"บ้าไปแล้วเหรอ?" อาเธอร์หรี่ตาลง “ขนาดมีคนเพิ่มมันยังอันตรายสำหรับพวกเราเลย แล้วจะรับประกันความปลอดภัยของพี่ผมได้ยังไงในเมื่อมีแค่สามคน?”
“ไม่ต้องห่วง อาร์ธี่” เลวี่ตอบ “เธอเสียฉันไปตอนนี้ไม่ได้หรอก”
“นายดูฉลาดเกินวัยไปหน่อยไหมนะ?” ชีอาโน้มตัวเข้าไปใกล้เลวี่ แล้วกระซิบว่า “ฉันเริ่มชอบนายแล้วนะ...อย่าทำให้ฉันผิดหวังละ”
เลวี่เพียงแค่ยิ้มตอบ ไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมอง
...
ไม่กี่นาทีต่อมา ชีอา เลวี่ อาเธอร์ และอีกสองคนก็เดินไปยังทางออกของฐาน
ไม่น่าแปลกใจเลย ที่ทางออกนั้นเต็มไปด้วยไนท์ครอว์เลอร์ที่ทำสัญญาจำนวนมาก รอคำสั่งจากหน่วยงานซันสไตรค์ให้เคลื่อนพลเข้าไปในป่า
ด้วยจำนวนคนมากมายเช่นนี้ ทำให้เลวี่แทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
'อะไรกันเนี่ย? เด็กตาบอดมาทำอะไรที่นี่?'
“เด็กน้อย เจ้าหลงทางหรือไง?”
“ชิชิชิ กลับไปเถอะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเครื่องติดตามข้อเท้าจะทำให้เจ้าเดือดร้อน”
เลวี่เดินอย่างไม่สะทกสะท้านท่ามกลางเสียงเยาะเย้ย ตอนนี้เขาชินชากับคำล้อเลียนแล้ว เพราะเขาได้ยินมาแทบทุกอย่าง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่แปลกประหลาดของเขาดึงดูดความสนใจของคู่หูพวกมัน ทำให้เกือบทุกคนหันมามองพวกเขา
“อ้อ นั่นชีอา มอร์นิ่งสตาร์เหรอ? เธอถูกดึงมาภารกิจนี้ด้วยเหรอ?”
“หืม? อย่าเพ้อเจ้อไปเลย ทรัพย์สินของครอบครัวเธอมากพอที่จะซื้อพวกเราทุกคนได้”
“เธอกำลังทำอะไรกับเด็กตาบอด? เขาได้รับอนุญาตให้ออกนอกเขตได้ด้วยเหรอ?”
ขณะที่ทีมของชีอาเดินผ่านทางออกที่แออัด เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระยะ แม้จะมีเดย์วอล์คเกอร์เกือบหนึ่งร้อยคน แต่ชีอายังคงเอามือไว้ในเสื้อแจ็กเก็ต เดินตัวตรงและคาบไอศกรีมแท่งไว้ในปาก
ฝูงชนเปิดทางให้พวกเขาโดยที่เธอไม่ต้องพูดอะไรเลย
“บ้าจริง เธอดังขนาดนั้นเลยเหรอ?” อาเธอร์พึมพำเบาๆ ขณะที่มองดูสีหน้าของเหล่าเดย์วอล์คเกอร์ ส่วนใหญ่ต่างอิจฉาหรือไม่ก็ตะลึงราวกับกำลังจ้องมองดาราดังจริงๆ
เลวี่ได้ยินเสียงพึมพำของน้องชายท่ามกลางเสียงดังอึกทึก จึงตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “เธอดังมาก แต่ปฏิกิริยาของพวกเขานั้นเป็นเพราะพ่อของเธอต่างหาก”
“พ่อของเธอ?”
“ใช่” เลวี่บอก “เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของไอดริส มอร์นิ่งสตาร์ หัวหน้าตระกูลมอร์นิ่งสตาร์และหัวหน้าหน่วยนักล่าโลหิตคนปัจจุบัน”
“หน่วยนักล่าโลหิต?” อาเธอร์เกาหัวด้วยความงุนงง “เป็นไปไม่ได้ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเรามีหน่วยนักล่าโลหิตเพียงแห่งเดียว เป็นหน่วยระดับ 5 ด้วยซ้ำ...หืม?”
ทันใดนั้นอาเธอร์ก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั่วทั้งตัวหลังจากรู้ว่าพี่ชายของเขาไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับเดย์วอล์คเกอร์ธรรมดาๆ แต่เป็นลูกสาวสุดที่รักของหนึ่งในเดย์วอล์คเกอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดและผู้นำของหน่วยงานอันดับสองในภูมิภาคเฮลิโอดอร์!!
ด้วยสีหน้าหวาดกลัว อาเธอร์มองลงไปที่พี่ชายและเห็นว่าเขายังคงมีรอยยิ้มที่สงบและไร้พิษภัยเหมือนเดิม
"รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่..."
"ตั้งแต่รู้ชื่อเธอ”
เลวี่ตอบพลางแตะที่อุปกรณ์ช่วยฟังของเขา เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาใช้แอสตร้า AI ค้นหาชื่อเธอในเครือข่าย
"พี่ก็ยังใจกล้า..." อาเธอร์ถอนหายใจอย่างหมดหวัง "พี่ชาย เลือกเดย์วอล์คเกอร์คนอื่นไม่ได้เหรอ?"
ความกังวลของอาเธอร์นั้นสมเหตุสมผล เพราะเขาได้ยินข่าวลือด้านลบมากมายเกี่ยวกับหน่วยงานล่าโลหิต
ที่โด่งดังที่สุด... พวกเขาบ้าคลั่งสุดๆ!
“อย่ากลัวไป พี่ใหญ่อยู่นี่แล้ว” เลวี่พูดติดตลก
"ไปให้พ้น!"
อาเธอร์นวดขมับ รู้สึกเหมือนกำลังเสียเวลาหลายปีในชีวิตไปกับการพยายามตามความคิดพี่ชายให้ทัน
"ยินดีต้อนรับกลับ ชีอา คิดทบทวนข้อเสนอของฉันหรือยัง?"