- หน้าแรก
- ฉันแค่เล่นสนุกไปงั้นเหรอ แล้วฉันกลายเป็นแสงจันทร์สีขาวได้อย่างไร
- บทที่ 18 เสิ่นกุ้ยหลิง
บทที่ 18 เสิ่นกุ้ยหลิง
บทที่ 18 เสิ่นกุ้ยหลิง
บทที่ 18 เสิ่นกุ้ยหลิง
"เจียงฮว่าซาน ฉันได้ยินมาว่าตระกูลโจวกำลังจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ประเทศเอสเร็วๆ นี้ ฉันเห็นนายน้อยโจวดูจะชอบพอแกอยู่ไม่น้อย แกก็หัดใส่ใจทำตัวให้ดีๆ หน่อย รู้จักเป็นฝ่ายรุกบ้าง เข้าใจไหม"
"จะเมียหลวงหรือเมียน้อยแล้วมันอย่างไรล่ะ ขอแค่หัวใจของผู้ชายอยู่กับแกก็พอไม่ใช่หรือไง ฉันขอเตือนแกนะ แกเองไม่ใช่หรือที่ดึงดันอยากจะมีชื่ออยู่ในพงศาวดารตระกูลเสิ่น อยากจะเป็นลูกสาวตระกูลเสิ่นใจจะขาด ถ้าอยากให้ฉันทำให้สมหวัง แกก็ต้องมัดใจโจวเยี่ยนเหิงให้ได้ ได้ยินไหม"
"เจียงฮว่าซาน ช่วยแม่ด้วยเถอะ เดิมทีแม่ตั้งใจจะเก็บเงินไว้เป็นสินเดิมให้แกกับอี้อี้แท้ๆ แต่แม่ไม่นึกเลยว่าจะขาดทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้าจนหมดตัวแบบนี้ ตอนนี้ตลาดแย่มาก แม่หาเงินจากไหนไม่ได้เลย ถ้าเราไม่หาเงินมาเติมส่วนต่าง เราคงล่มจมกันหมดแน่ แกพอจะมีวิธีช่วยแม่ไหม ฉันเห็นนายน้อยโจวยังไม่ตัดใจจากแก แกไปอ้อนวอนเขาหน่อยสิ ถ้าเขายอมช่วย เงินจำนวนแค่นี้สำหรับเขามันจ้อยร่อยจะตายไป เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอ เห็นแก่แม่เถอะนะ ยอมลดตัวลงสักครั้งจะเป็นไรไป"
"เจียงฮว่าซาน"
ความทรงจำแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เจียงฮว่าซานพลันได้สติกลับมา เธอมองตามทิศทางที่ปลายนิ้วของผู้เฒ่าเสิ่นชี้มายังหัวเข่าของเธอ ก่อนจะพึมพำออกมาว่า "คุณปู่คะ หนูแค่เพียงอยากจะทำให้คุณปู่มีความสุขเท่านั้นเองค่ะ"
เหมือนอย่างแต่ก่อนที่เธอเฝ้าแต่จะทำความต้องการของฟางเม่ยให้สมหวัง
ผู้เฒ่าเสิ่นตบที่หัวเข่าของเธอเบาๆ "เจียงฮว่าซาน จำไว้นะ คนที่รักลูกจากใจจริงจะไม่มีวันมีความสุขบนการยอมโอนอ่อนหรือการเสียสละตัวเองของลูก เขาจะมีแต่ความสงสารและเห็นใจลูกเท่านั้น ใครก็ตามหรือสิ่งใดก็ตามที่สอนให้ลูกรู้จักยอมศิโรราบและลดคุณค่าของตัวเองลง นั่นคือการปล้นชิง พวกเขากำลังปล้นชิงคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในตัวลูกไป เมื่อใดที่ลูกพบเจอคนพวกนี้ ลูกต้องถอยห่างออกมาเสีย"
เจียงฮว่าซานเข้าใจในทันที เธอมองสบตาผู้เฒ่าเสิ่นอย่างแน่วแน่ "แล้วถ้าคนคนนั้นคือคุณปู่ล่ะคะ"
ผู้เฒ่าเสิ่นชะงักไปเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนทว่าจริงจัง "หากปู่ทำเช่นนั้น ลูกก็ยังต้องถอยห่างออกมาอยู่ดี แม่หนูน้อย ยายของลูกเคยสอนไหม คนที่รักลูกจริงจะคอยนำทางให้ลูกสูงขึ้นเสมอ นี่คือมาตรฐานเพียงอย่างเดียวสำหรับคนที่จะมาเป็นคนรัก"
ต่อให้ปู่ต้องอยู่ในฝันร้ายอันโกลาหล ปู่ก็จะต้องนำทางลูกไปสู่แสงสว่างให้ได้
เจียงฮว่าซานก้มหน้าลง มองหัวเข่าของตนเองพลางครุ่นคิด
หากมองยามนี้ ในอดีตเธอได้ยอมโอนอ่อนผ่อนตามไปมากมายจริงๆ มิน่าเล่าต่อมาเธอถึงถูกดูแคลนและเหยียดหยามในสังคมชั้นสูงของประเทศเอ ที่แท้หัวเข่าของเธอได้คุกเข่าลงไปนานแล้วนั่นเอง
เมื่อเห็นเธอซึมไป ผู้เฒ่าเสิ่นจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "เสิ่นจือ"
เสิ่นจือเก็บกวาดชามออกไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินกลับมาเขาก็ถือปึกเอกสารมาด้วย และยื่นส่งให้ทันทีที่ผู้เฒ่าเสิ่นเรียกขาน
ผู้เฒ่าเสิ่นรับเอกสารมาปรายตามองครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งต่อให้เจียงฮว่าซาน
สวนเสี่ยวเสิ่น
เจียงฮว่าซานยังคงจมอยู่ในความคิดเรื่องที่เคยถูกชักจูงและล้างสมอง ทันใดนั้นเอกสารสัญญาปึกหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า และชื่อสามพยางค์นั้นเองที่ฉุดเธอกัลับสู่ความเป็นจริง
"คุณปู่คะ นี่คืออะไรหรือคะ"
ผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ย "สวนเสี่ยวเสิ่น นี่คือของขวัญที่ปู่มอบให้ลูก"
แม้เธอจะพอเดาได้อยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกตื้นตันจนทำตัวไม่ถูก ในชาติก่อนสวนเสี่ยวเสิ่นถูกมอบให้เธอเป็นของขวัญวันแต่งงาน แต่ในชาตินี้มันกลับมาถึงมือเธอเร็วขึ้นถึงเจ็ดปีเต็ม
มูลค่าของสวนเสี่ยวเสิ่นนั้นมีค่ามากกว่าแค่ที่ดินหรือคฤหาสน์ธรรมดาๆ
"ทำไมล่ะคะ" เธอไม่เข้าใจจึงโพล่งถามออกไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
ผู้เฒ่าเสิ่นไม่ได้บอกเธอว่าของขวัญชิ้นนี้ราคาแพงเพียงใด เพียงแต่ยิ้มแล้วอธิบายว่า "ลูกต้องลำบากมามาก นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อยจากปู่"
ไม่มีใครรู้เลยว่าเหตุการณ์ที่สวนเหมันต์ในวันนี้ได้ฝังหนามลงในใจของผู้เฒ่าเสิ่นเสียแล้ว
เขายังมีชีวิตอยู่แท้ๆ เจียงฮว่าซานยังถูกบีบให้คุกเข่าได้เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียว หากวันหนึ่งเขาไม่อยู่แล้ว เธอจะรับมือกับฝูงเสือสิงห์กระทิงแรดข้างนอกนั่นได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงต้องมอบที่พึ่งพิงให้เธอให้มากที่สุดในเวลาที่เขายังพอมี และทรัพยากรทางการเงินก็เป็นเพียงหลักประกันพื้นฐานที่สุดเท่านั้น
เจียงฮว่าซานมองดูสัญญาที่เป็นตัวอักษรขาวดำตรงหน้า ทัศนวิสัยของเธอพลันพร่าเลือน
ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากการย้อนอดีต เธอไม่เคยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน ที่แท้ยังมีคนที่รักเธอมากขนาดนี้ คนที่ปรารถนาจะยกโลกทั้งใบให้เธอ เพียงเพราะเห็นว่าเธอได้รับความอยุติธรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"คุณปู่คะ"
ผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเธอตาแดงก่ำทำท่าจะร้องไห้จึงรีบปลอบ "ไว้อีกไม่กี่วันปู่ว่าง ปู่จะพาลูกไปดู ปู่จำได้ว่าหลังคฤหาสน์มีตาน้ำอยู่ เดี๋ยวปู่จะให้คนไปสร้างบ่อเพิ่มให้ลูกสักสองสามบ่อ การได้แช่น้ำพุร้อนบ้างก็นับว่าดีไม่น้อย หากลูกกลัวเหงา ปู่จะสร้างอาคารเพิ่มอีกหลัง ให้แม่กับพี่สาวของลูกมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยดีไหม"
หัวใจของเจียงฮว่าซานบีบคั้นขึ้นมาทันที แววตาของเธอเย็นชาลงอย่างมาก "ไม่จำเป็นค่ะคุณปู่ หนูไม่ต้องให้พวกเขามาอยู่เป็นเพื่อนหรอกค่ะ"
ฟางเม่ยนั่นมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะจัดการปัญหานี้ให้เรียบร้อย เธอจะไม่มีวันให้ฟางเม่ยรู้เรื่องสวนเสี่ยวเสิ่นเด็ดขาด
ตอนนี้เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ หลายอย่างยังคงถูกจำกัด ฟางเม่ยเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเธอ หากฟางเม่ยคิดจะแทรกแซงย่อมทำได้ง่ายดายนัก
ผู้เฒ่าเสิ่นประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อก่อนเด็กคนนี้มีอะไรก็นึกถึงฟางเม่ยก่อนเสมอ ทำไมวันนี้ถึงได้ดูผิดปกติไปนัก
เจียงฮว่าซานไม่อยากให้ความเปลี่ยนแปลงของเธอดูฉับพลันเกินไป จึงอธิบายว่า "คุณปู่คะ คุณแม่ท่านลำเอียง หนูไม่อยากจะวุ่นวายกับท่านและพี่สาวในตอนนี้ค่ะ"
ผู้เฒ่าเสิ่นไม่เคยเห็นด้วยกับการกระทำของฟางเม่ยอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาก็เพียงแค่มองข้ามไปเพราะเห็นแก่ตัวเด็ก เมื่อได้ยินเช่นนี้เขาจึงพยักหน้าแล้วตอบว่า "ตกลง ปู่จะตามใจลูก"
หลังจากทานของหวานเสร็จ ผู้เฒ่าเสิ่นก็รั้งให้เจียงฮว่าซานอยู่ทานข้าวเย็นที่ลานบ้านต่อ เมื่อมีเพื่อนคุย อารมณ์ของผู้เฒ่าก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงกับทานข้าวได้มากกว่าปกติครึ่งถ้วย เสิ่นจือเฝ้ามองอยู่เงียบๆ และด้วยเหตุผลบางอย่าง เขารู้สึกว่าคุณหนูจากตระกูลเจียงคนนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
ชายชราและเด็กสาวนั่งสนทนากันสัพเพเหระอยู่ในลานบ้าน ถามคำตอบคำ เป็นภาพที่ดูอบอุ่นใจอย่างยิ่ง
เสิ่นจือรู้ความจึงค่อยๆ ปลีกตัวออกมาจากลานบ้านเงียบๆ ทันทีที่เขาก้าวพ้นเขตสวน เขาก็เห็นใครบางคนกำลังเดินตรงมาจากทางระเบียงทางเดิน
ชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบ แววตาดูอ่อนโยนทว่าสว่างไสว ทุกย่างก้าวแผ่ซ่านไปด้วยราศีของผู้มีอำนาจระดับสูง
เสิ่นจือชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบก้าวไปข้างหน้า "ท่านครับ"
เสิ่นเชียนหยุดฝีเท้า พยักหน้าให้แล้วยิ้มรับ "พ่อบ้านเสิ่น"
เสิ่นเชียนมาจากสายรอง และเป็นบุตรชายคนโตของผู้เฒ่าเสิ่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาของประเทศเอ
คนในตระกูลเสิ่นต่างรู้กิจวัตรประจำวันของผู้เฒ่าเสิ่นดี และมักจะไม่มาเยี่ยมเยียนในช่วงเวลาอาหารค่ำ หากเขามาที่นี่ แสดงว่าต้องมีธุระสำคัญเป็นแน่ เสิ่นจือเป็นคนหัวไวรีบขยับตัวไปด้านข้างเพื่อนำทางทันที
"ตอนนี้คุณหนูเจียงกำลังสนทนาอยู่กับท่านผู้เฒ่าที่ห้องโถงบุปผาครับท่าน จะให้ผมเข้าไปเรียนขออนุญาตก่อนไหมครับ"
เสิ่นเชียนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะโบกมือ "ไม่ต้องหรอก คนในครอบครัวเดียวกันจะมีกฎเกณฑ์อะไรมากมายขนาดนั้น อาหลิง ตามพ่อเข้าไปกราบคุณปู่เถอะ"
เสิ่นจือชะงักไป ทันได้สังเกตเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เดินตามหลังเสิ่นเชียนมา
"ครับ"
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่า อาหลิง เดินออกมาจากเงามืด เมื่อเสิ่นจือเห็นรูปโฉมของเด็กหนุ่มชัดเจน เขาก็ถึงกับลอบสูดลมหายใจเข้าลึกจนเกือบเสียกิริยา
เด็กหนุ่มมีดวงตาหงส์ที่ดูสูงศักดิ์โดยธรรมชาติ เปลือกตาเรียวยาวสว่างไสว เมื่อเห็นเสิ่นจือลอบมองเขาอยู่ เขาก็พยักหน้าให้อย่างสุภาพ เปลือกตาเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหรี่ลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับรอยยิ้ม ในยามที่ดวงตาคู่นั้นทอประกายด้วยรอยยิ้ม พลันเกิดความงดงามที่ชวนให้ลืมหายใจ ราวกับเมฆหมอกที่เคลื่อนคล้อยเปิดทางให้เห็นแสงรุ่งอรุณ
ลูกหลานในสวนเสิ่นล้วนหน้าตาดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ ฝั่งผู้หญิงมีเจียงฮว่าซานที่งดงามล่มเมือง ฝั่งผู้ชายมีเสิ่นหลานซีที่สง่างามราวกับเทพบุตร แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับมีรูปโฉมที่โดดเด่นจนเกินไป แม้จะมีเพชรเม็ดงามอยู่ก่อนแล้ว แต่เสิ่นจือก็ยังอดไม่ได้ที่จะถูกดึงดูดเข้าหาเขา
"นี่คือใครหรือครับ" เสิ่นจือมองไปทางเสิ่นเชียนด้วยความฉงน
เสิ่นเชียนปรายตามองเด็กหนุ่มข้างกาย "ลูกชายของผมเอง เสิ่นกุ้ยหลิง"