- หน้าแรก
- บังอาจขุดกระดูกหลานข้า สิบ จอมมารคลั่งล้างบางสวรรค์
- บทที่ 14: มิใช่เพียงข้าที่ยังอยู่ พี่ชายอีกแปดคนก็ยังอยู่เช่นกัน!
บทที่ 14: มิใช่เพียงข้าที่ยังอยู่ พี่ชายอีกแปดคนก็ยังอยู่เช่นกัน!
บทที่ 14: มิใช่เพียงข้าที่ยังอยู่ พี่ชายอีกแปดคนก็ยังอยู่เช่นกัน!
“วิง——”
กระจกแปดทิศกู้คืนภาพและเสียงกลับมาได้แล้ว แม้จะยังมีความบิดเบี้ยวและคลื่นรบกวนอยู่บ้าง แต่ก็ชัดเจนเพียงพอแล้ว
ชัดเจนจนทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนบนเนินน้ำแข็ง ไม่ว่าจะมีตบะสูงส่งหรือต่ำต้อย มีความรู้มากหรือน้อย ต่างก็รู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์ที่มองไม่เห็นทุบเข้าที่กลางกระหม่อมอย่างจังในชั่วพริบตานั้น จิตวิญญาณสั่นสะเทือน ความคิดหยุดชะงัก!
อาภรณ์ขาว
หน้ากาก
นิ้วมือที่ปาดคราบน้ำตาอย่างแผ่วเบา
เสียงเรียก “ท่านอา” ที่ปนเสียงสะอื้นของเด็กน้อย
และ... การพยักหน้าตอบรับเบาๆ ของสตรีชุดขาวผู้นั้น
การคาดเดาทั้งหมด ความหวังลมๆ แล้งๆ ทั้งหมด และคำปลอบใจตัวเองทั้งหมด ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดต่อหน้าภาพความจริงอันโหดร้ายนี้!
จอมจักรพรรดินีเหินเหริน!
เป็นจอมจักรพรรดินีเหินเหรินจริงๆ!
จักรพรรดินีในตำนานผู้โลดแล่นไปทั่วดาวเป่ยโต่วเมื่อสามพันปีก่อน ตัดสินใจสังหารอย่างเด็ดขาด บำเพ็ญวิชาปีศาจกลืนกินสวรรค์ บัญญัติวิชาสวรรค์นิรันดร์ ต่อสู้โชกเลือดกับต่างมิติที่ชายขอบทะเลขอบฟ้า และท้ายที่สุดถูกประกาศว่า “สิ้นชีพในสนามรบพร้อมกับสิบขุนพลเอกที่เหลือของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียน”... นาง ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!
ไม่เพียงยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังอยู่ตรงหน้า!
อยู่บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนต้องห้ามบรรพกาลนี้นี่เอง!
อยู่ข้างกายเด็กคนนั้น!
“ตูม!”
หลังความเงียบงันที่น่าอึดอัดผ่านไปชั่วครู่ ก็คือความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวที่ระเบิดออกมาอย่างสมบูรณ์จนแทบจะพลิกฟ้าคว่ำดิน!
“ยะ... ยังอยู่! นางยังไม่ตาย!”
“กลิ่นอายของวิชาปีศาจกลืนกินสวรรค์! ไม่ผิดแน่! เป็นนางจริงๆ!”
“สวรรค์ช่วย... จอมจักรพรรดินีเหินเหรินที่สิ้นชีพไปเมื่อสามพันปีก่อน กลับซ่อนตัวอยู่ในดินแดนต้องห้ามงั้นรึ?! แล้วจอมจักรพรรดิหวงเฉวียนเล่า?!”
“เด็กคนนั้น... เด็กคนนั้นเป็นหลานชายของนางจริงๆ หรือ?! แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูขุดกระดูกหลานชายของจอมจักรพรรดินีเหินเหรินไปงั้นรึ?!”
เสียงฮือฮาดังราวกับคลื่นสึนามิ กวาดไปทั่วทั้งเนินน้ำแข็ง
สายตานับไม่ถ้วน บ้างก็หวาดกลัว บ้างก็ตื่นตระหนก บ้างก็ไม่อยากจะเชื่อ ต่างพากันหันขวับไปมองยังตำแหน่งที่กลุ่มคนของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูยืนอยู่
สายตาเหล่านั้น ก่อนหน้านี้อาจจะยังมีความโลภและการสนับสนุนแฝงอยู่ แต่ในยามนี้เหลือเพียงความหวาดผวาอย่างเปิดเผย การจับผิด และ... ความห่างเหินที่ยากจะสังเกตเห็น ราวกับพร้อมจะตัดขาดความสัมพันธ์ได้ทุกเมื่อ
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู เจียงเต้าซวี ผู้ที่ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทีสุขุมและวาจาหนักแน่น มาบัดนี้ใบหน้าไม่ได้ซีดขาวธรรมดา แต่กลับดูหมองคล้ำราวกับคนตาย
เขายังคงรักษิท่าทางถ่ายเทพลังศักดิ์สิทธิ์ใส่กระจกแปดทิศเอาไว้ แต่แขนกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เส้นเลือดปูดโปนบนหลังมือเพราะออกแรงมากเกินไป ราวกับจะปริแตกออกมาได้ทุกวินาที
เขาจ้องเขม็งไปที่ร่างสีขาวในกระจก จ้องมองการกระทำที่นางเช็ดน้ำตาให้เย่เสวียน จ้องมองความไม่ยี่หระที่นางเพียงดีดนิ้วเบาๆ ก็ขจัดพลังแห่งกาลเวลาออกไปได้...
ทุกรายละเอียด เปรียบเสมือนเหล็กเผาไฟที่นาบลงบนจิตวิญญาณของเขาอย่างโหดเหี้ยม!
ผิดแล้ว! ผิดไปหมดแล้ว!
วิชาลวงตาของปีศาจสุนัขอะไรกัน วิชาพรางตาอะไรกัน ลบหลู่ดวงวิญญาณวีรชนอะไรกัน... ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องตลกที่หลอกตัวเองทั้งเพ!
แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูของพวกเขา ได้ไปตอแยกับตัวตนที่ไม่ควรตอแยอย่างเด็ดขาด และไม่มีปัญญาจะไปตอแยด้วยจริงๆ เสียแล้ว!
ขุดกระดูกเปลี่ยนเลือด ไล่ล่าฆ่าปิดปาก ถอนรากถอนโคน...
ปฏิบัติการ “ลับ” เหล่านี้ที่กระทำต่อเย่เสวียน ในสายตาของจอมจักรพรรดินีเหินเหริน เกรงว่าคงถูกมองทะลุปรุโปร่งไปนานแล้ว!
และการแสดงอันดูดีมีเหตุผลที่หน้าดินแดนต้องห้ามเมื่อครู่นี้ คำพูดใส่ร้ายป้ายสีเย่เสวียนและเฮยตี้เหล่านั้น พอย้อนนึกดูในตอนนี้ มันช่างโง่เขลาและน่าขบขันสิ้นดี!
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ไท่ชูที่อยู่ด้านหลังเจียงเต้าซวี ยิ่งมีสภาพดูไม่ได้
ผู้อาวุโสหลายคนหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริก แทบจะยืนไม่อยู่
ศิษย์รุ่นเยาว์เหล่านั้นยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ บางคนขาอ่อนจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น มีกลิ่นคาวปัสสาวะโชยออกมาจากเป้ากางเกง
พวกเขานึกถึงความดูแคลนที่เคยมีต่อ “เจ้าขยะตัวน้อย” นึกถึงคำด่าทอที่มีต่อ “ปีศาจสุนัข” ในยามนี้กลับรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว ราวกับยมทูตได้เอาเคียวมาพาดไว้ที่ลำคอแล้ว
ในกลุ่มผู้บำเพ็ญอิสระ ปฏิกิริยายิ่งแตกต่างกันไป
ชายชราที่ก่อนหน้านี้วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะว่าเป็น “เจ้าแห่งดินแดนต้องห้าม” บัดนี้อ้าปากค้าง ในลำคอส่งเสียง “ฮือๆ” แปลกประหลาด พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ผู้บำเพ็ญเพียรชราหลายคนที่อายุขัยใกล้หมดและปรารถนาโอสถอมตะมากที่สุด แม้แววตาจะมีความตื่นตะลึง แต่ความโลภกลับยังไม่มอดดับไปเสียทีเดียว กลับยิ่งมองไปที่เย่เสวียนในกระจกด้วยสายตาที่ร้อนแรงขึ้นกว่าเดิม—หลานชายของจอมจักรพรรดินีเหินเหริน!
เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียน!
สถานะนี้ ล้ำค่ายิ่งกว่ากายาเทพหรือกระดูกเต๋าใดๆ นับหมื่นเท่า!
หากสามารถ... แต่ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา ก็ถูกสายตาอันเย็นชาของสตรีชุดขาวในกระจก และตำนานความน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับเหินเหรินที่นึกขึ้นได้ บดขยี้จนดับวูบ เหลือทิ้งไว้เพียงเหงื่อเย็นเยียบท่วมตัว
หัวหน้าสาขาของสมาพันธ์หอการค้าหลายคน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา สายตาแลกเปลี่ยนกันอย่างรวดเร็ว
หลังความตกตะลึง คือการคำนวณผลได้ผลเสียอย่างฉลาดแกมโกงที่สุด
จอมจักรพรรดินีเหินเหรินยังไม่ตาย เช่นนั้นจอมจักรพรรดิมารอีกเก้าท่านแห่งนิกายมารหวงเฉวียนเล่า?
หรือแม้กระทั่ง... จอมจักรพรรดิหวงเฉวียนล่ะ?
ขั้วอำนาจของเป่ยโต่วเกรงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวง!
การทำธุรกิจกับแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู จำเป็นต้องประเมินใหม่หรือไม่? ความสัมพันธ์กับตี้ฟู่ ต้องรีบตัดขาดทันทีเลยไหม?
ยังมี “บุตรแห่งจักรพรรดิ” เย่เสวียนผู้นั้นอีก...
นี่อาจเป็นโอกาสที่หาได้ยากในรอบหมื่นปี แต่ก็อาจเป็นต้นตอของหายนะถึงขั้นล่มสลายได้เช่นกัน!
ต้องรีบส่งข่าวกลับไปที่สำนักงานใหญ่ทันที!
ผู้บำเพ็ญเพียรชราอุ้มกระบี่ ร่างกายเกร็งเขม็งดุจกระบี่โบราณในอ้อมอก
เขาจ้องเขม็งไปที่ผิวกระจก ความตื่นตะลึงในแววตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นประกายแสงที่ซับซ้อนและเกือบจะคลุ้มคลั่ง
“เป็นนาง... เป็นนางจริงๆ! วิถีแห่งการกลืนกินสรรพสิ่งสายนั้น!”
“หากนางยังอยู่ ตัวตนผู้ใช้กระบี่สยบเก้าชั้นฟ้าสิบแผ่นดินท่านนั้นจะยังอยู่ด้วยหรือไม่? สามพันปีแล้ว...”
เขาพึมพำเสียงเบา นิ้วมือที่กำด้ามกระบี่ซีดขาวเพราะออกแรง แต่มิใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่มีความหวังจะได้พบเห็นตำนานและพิสูจน์วิถีกระบี่
แต่เขาก็รู้ดีว่า สถานการณ์ในยามนี้ มิใช่สิ่งที่เขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ทางฝั่งแดนศักดิ์สิทธิ์จื่อเวย บรรยากาศดูแปลกประหลาด
ผ้าคลุมหน้าบางเบาของประมุขศักดิ์สิทธิ์จื่อเวยขยับไหวโดยไร้ลมพัด มองไม่เห็นสีหน้า แต่ดวงตาที่เผยออกมานั้น รูม่านตาหดเกร็งเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าภายในใจก็ไม่สงบเช่นกัน
หญิงชราหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังนาง หายใจถี่กระชั้น เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านประมุข พวกเรา...”
ประมุขศักดิ์สิทธิ์จื่อเวยยกมือขึ้นเล็กน้อย หยุดคำพูดของนางไว้ เพียงแค่จ้องมองกระจกแปดทิศอย่างเงียบงัน และมองไปที่ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูผู้มีใบหน้าซีดเผือดซึ่งอยู่ไม่ไกล ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
แดนศักดิ์สิทธิ์จื่อเวยกับไท่ชูมีความร่วมมือกันมาตลอด และก็มีการแข่งขันกันอย่างลับๆ ในยามนี้ไท่ชูก่อหายนะครั้งใหญ่หลวง จื่อเวยจะรักษาตัวรอด หรือว่า...
ในชั่วขณะที่บนเนินน้ำแข็งวุ่นวายโกลาหล ความหวาดกลัว การคำนวณผลประโยชน์ และความตื่นตระหนกถักทอเข้าด้วยกันนั้นเอง—
“วิง!”
จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต ทั้งยังเย็นเยียบและเงียบงันจนยากจะพรรณนา ได้พุ่งลงมาจากยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ณ ส่วนลึกของดินแดนต้องห้ามบรรพกาลโดยไร้สัญญาณเตือน!
ไม่มีเสียง แต่กลับสั่นสะเทือนจิตวิญญาณยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด!
ไม่มีรูปร่าง แต่ราวกับท้องนภาที่มองไม่เห็นได้ถล่มลงมา ครอบคลุมพื้นที่รอบนอกของดินแดนต้องห้ามบรรพกาลทั้งหมด รวมถึงเนินน้ำแข็ง และพื้นที่ที่ไกลออกไปจากเนินน้ำแข็งอย่างแน่นหนา!
ภายใต้จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์นี้ อากาศแข็งตัว เสียงลมหายไป แม้แต่เกล็ดน้ำแข็งที่กำลังร่วงหล่นก็ยังหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
ทุกคนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นและเย็นเฉียบ บีบเอาไว้ การโคจรพลังศักดิ์สิทธิ์ติดขัด จิตวิญญาณราวกับถูกเปิดเปลือยอยู่ใต้น้ำแข็งพันปี แม้แต่ความคิดก็ยังเชื่องช้าและยากลำบาก
นี่คือ... จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของจอมจักรพรรดินีเหินเหริน!
นางไม่ได้ปรากฏตัวด้วยซ้ำ เพียงแค่อาศัยจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งที่ข้ามผ่านห้วงมิติลงมา ก็สามารถสยบสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในที่แห่งนี้ได้แล้ว!
ทันใดนั้น เสียงของสตรีที่เย็นชา ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่หนาวเหน็บไปถึงวิญญาณ ก็ดังขึ้น ราวกับดังมาจากเก้าชั้นฟ้า และราวกับดังขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณของทุกคนโดยตรง ก้องกังวานไปทั่วความว่างเปล่า ทุกถ้อยคำดุจลิ่มน้ำแข็งตอกลึกลงไปในใจ:
“ผู้ที่ทำร้ายหลานข้า อย่าหวังว่าจะรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว
ไม่มีการตะคอก ไม่มีความเกรี้ยวกราด แต่กลับทำให้อุณหภูมิบนเนินน้ำแข็งลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็งสัมบูรณ์ในทันที!
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ไม่ว่าจะเป็นประมุขศักดิ์สิทธิ์เจียงเต้าซวี หรือศิษย์ที่นอนระทวยอยู่กับพื้น ต่างรู้สึกเหมือนตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง เลือดในกายแทบจะจับตัวเป็นก้อน!
หนี?
ภายใต้จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ปกคลุมฟ้าดินเช่นนี้ จะหนีไปที่ไหนได้?!
ไกลออกไป ณ ส่วนลึกของตี้ฟู่
อินเทียนจื่อบนบัลลังก์กระดูกขาว ใบหน้าที่ซีดขาวอยู่แล้วในยามนี้ไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง
เบื้องหน้าเขามีกระจกวารีสีดำทมิฬลอยอยู่ ภายในฉายภาพที่ส่งมาจากกระจกแปดทิศบนเนินน้ำแข็ง และเสียงอันเย็นเยียบที่ก้องกังวานไปทั่วความว่างเปล่านั้น
“อย่าหวังว่าจะรอดไปได้แม้แต่คนเดียว... อย่าหวังว่าจะรอดไปได้แม้แต่คนเดียว...”
อินเทียนจื่อพึมพำซ้ำไปซ้ำมา ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ถึงขั้นได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังกึกๆ
เขาเอามือกุมหน้าอกโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้น สายเลือดหวงเฉวียนของเย่เสวียนที่เพิ่งถูกผสานเข้ามาอย่างฝืนบังคับเมื่อไม่นานมานี้ กำลังร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังสั่นพ้อง หรือราวกับกำลัง... กรีดร้อง!
“นางรู้แล้ว... นางต้องรู้แล้วแน่ๆ!”
ความหวาดกลัวอันไร้ขอบเขตกลืนกินเขา
ความสัมพันธ์ระหว่างจอมจักรพรรดินีเหินเหรินกับจอมจักรพรรดิหวงเฉวียน เขารู้ดียิ่งกว่าคนนอกเสียอีก!
การที่เขาขโมยสายเลือดหวงเฉวียนของหลานชายนางมา นี่มันเท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ ไม่สิ เป็นการกระโดดลงไปในนรกขุมที่สิบแปดชั้นล่างสุดด้วยตัวเองเลยต่างหาก!
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อช่วยข้าด้วย!”
เขาไม่สนใจกิริยามารยาทอีกต่อไป ตะโกนร้องอย่างบ้าคลั่งไปยังทิศทางที่หยกสื่อสารแผ่นนั้นแตกละเอียดไป น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
...
ดินแดนต้องห้ามบรรพกาล ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์
คลื่นยักษ์ที่โหมกระหน่ำในโลกภายนอกเพราะจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์และคำพูดเพียงประโยคเดียวของนาง ดูเหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อที่นี่แม้แต่น้อย
หลังจากจอมจักรพรรดินีเหินเหรินตรัสประโยคนั้นจบ ก็ไม่สนใจโลกภายนอกอีก
นางละสายตากลับมา มองไปที่เฮยตี้ในสระน้ำพุซึ่งมีพลังชีวิตอ่อนแรง แต่ถูกฤทธิ์ยาของโอสถอมตะยื้อชีวิตเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด
นางยื่นมือข้างที่เพิ่งเช็ดน้ำตาให้เย่เสวียนออกไป คว้าจับกลางอากาศ
ซ่า!
ร่างมหึมาของเฮยตี้ถูกพลังที่นุ่มนวลแต่ไม่อาจต้านทานได้ดึงขึ้นมาจากสระน้ำพุ แล้ววางลงบนโขดหินเบื้องหน้านางอย่างเบามือ
เย่เสวียนมองดูอย่างตื่นเต้นมาตลอด มือน้อยๆ กำแน่น
เมื่อเห็นว่าท่านอากำลังจะช่วยท่านอาเฮยตี้ ใบหน้าเล็กๆ ก็เผยความคาดหวังออกมาทันที
จอมจักรพรรดินีเหินเหรินวางฝ่ามือทาบลงเหนือศีรษะของเฮยตี้ พลังเวทสีแห่งความโกลาหลที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุด ราวกับแฝงไว้ด้วยความลึกลับแห่งการเบิกฟ้าผ่าดินสายหนึ่ง ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างของเฮยตี้
ทันทีที่พลังเวทสายนี้สัมผัสกับไอปีศาจที่ตกค้างในตัวเฮยตี้ และฤทธิ์ยาของโอสถอมตะที่ยังละลายไม่หมด ก็เปรียบเสมือนราชาผู้จุติลงมา ควบคุมและผสานพลังทั้งหมดในทันที และหล่อเลี้ยงซ่อมแซมจิตวิญญาณปีศาจที่แตกสลายและร่างกายที่ใกล้พังทลายของเฮยตี้ด้วยวิธีการที่น่าอัศจรรย์เหลือเชื่อ
“แค่ก... เฮือก...”
ร่างมหึมาของเฮยตี้กระตุกเฮือก ดวงตาที่ปิดสนิทเบิกโพลงขึ้นทันที!
ม่านตาตั้งตรงสีแดงฉานฉายแววว่างเปล่าอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็หอบหายใจอย่างรุนแรง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก ภายในร่างกายมีเสียงกระดูกเคลื่อนเข้าที่และเสียงเนื้อเยื่อเจริญเติบโตดังเปรี๊ยะๆ เบาๆ
พลังชีวิตอันมหาศาลของโอสถอมตะ บวกกับการชักนำของพลังเวทอันบริสุทธิ์ของจอมจักรพรรดินีเหินเหริน กระชากเขาให้กลับมาจากความตายอันเงียบงันได้อย่างปาฏิหาริย์
สติสัมปชัญญะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
สิ่งแรกที่รู้สึก คือความสบายตัวหลังผ่านพ้นความเจ็บปวดเจียนตาย คือความกระปรี้กระเปร่าของพลังชีวิตที่ไหลเวียนอีกครั้ง
จากนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ข้างกาย... กลิ่นอายที่คุ้นเคยไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ แต่กลับเย็นชาและแปลกหน้าไปมาก!
เฮยตี้หันขวับไปทันที ม่านตาตั้งตรงสีแดงฉานจับจ้องไปที่ร่างในชุดกระโปรงขาวเรียบง่าย สวมหน้ากากครึ่งใบหน้านั้น
เพียงแค่เห็น เจ้าสุนัขทั้งตัว ไม่สิ จิตวิญญาณทั้งดวง ก็แข็งทื่อไปทันที!
สนามรบทะเลขอบฟ้า! กองกำลังหวงเฉวียน! ศัตรูจากต่างมิติ! การฆ่าฟันที่น่าสยดสยอง! ดวงดาวที่แตกสลาย! และแผ่นหลังสุดท้ายของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียน...
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สับสนและโหดร้ายนับไม่ถ้วน ซ้อนทับกับใบหน้าภายใต้หน้ากากที่อยู่ “ตรงหน้า” ในทันที!
ความคิดของเขา ยังคงหยุดอยู่ที่ช่วงท้ายของมหาศึกนองเลือดที่ตัดสินชะตากรรมของเป่ยโต่วเมื่อสามพันปีก่อน
แทบจะเป็นสัญชาตญาณ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและร้อนรนของผู้ที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บสาหัส เฮยตี้คำรามต่ำออกมา: “นังหนูเหินเหริน?! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?! พวกสวะจากต่างมิติพวกนั้นล่ะ?! ฆ่าพวกมันถอยไปแล้วรึ?! พี่ใหญ่ของเจ้าล่ะ?! เย่จื่อเป็นยังไงบ้าง?!”
คำถามรัวเร็วที่เจือไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและควันไฟเมื่อสามพันปีก่อน แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างที่สุดต่อเจ้านายเก่า ระเบิดดังขึ้นบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เงียบสงัด
เย่เสวียนสะดุ้งตกใจกับเสียงคำรามกะทันหันของเฮยตี้ แต่เมื่อได้ยินเสียงที่เปี่ยมพลังของเขา ก็เปลี่ยนเป็นความดีใจทันที ดวงตาเป็นประกายจ้องมองเขา
จอมจักรพรรดินีเหินเหรินมองดูเฮยตี้ที่คำรามอย่างตื่นเต้นเงียบๆ ดวงตาภายใต้หน้ากากไร้ระลอกคลื่น
จนกระทั่งเฮยตี้ตะโกนจบ และหอบหายใจจ้องมองนางเพื่อรอคำตอบ นางจึงเอ่ยปากช้าๆ น้ำเสียงยังคงเย็นชาและราบเรียบ แต่กลับเหมือนน้ำเย็นจัดที่ละลายจากน้ำแข็งหมื่นปี ราดรดลงบนความทรงจำที่เดือดพล่านของเฮยตี้:
“เป่ยโต่ว... ผ่านไปสามพันปีแล้ว”
“...”
เฮยตี้อ้าปากค้าง ค้างอยู่ในท่าคำรามต่ำ ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
อารมณ์ที่รุนแรงในม่านตาตั้งตรงสีแดงฉาน ราวกับเปลวไฟที่ถูกแช่แข็ง ค่อยๆ จับตัวเป็นก้อน แล้ว... แตกสลายไปทีละน้อย
สะ... สามพันปี?
เป่ยโต่ว... ผ่านไปสามพันปีแล้ว?
ใช่!
เขานึกออกแล้ว!
มหาศึกครั้งนั้น... ผ่านไปสามพันปีแล้ว!
เสวียนเอ๋อร์!
เย่เสวียน!
เฮยตี้หันขวับไปทันที ดวงตาสีแดงฉานกวาดมองอย่างร้อนรน ในที่สุดก็เห็นร่างเล็กๆ ที่กำหมัดน้อยๆ แน่น ดวงตาแดงก่ำแต่เต็มไปด้วยความยินดีกำลังมองมาที่เขา
“เสวียนเอ๋อร์!”
เสียงของเฮยตี้จุกอยู่ในลำคอทันที หัวขนาดใหญ่ขยับเข้าไปหาเย่เสวียนโดยไม่รู้ตัว แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่งผ่านพ้นและความเจ็บปวดใจที่เกือบจะสูญเสียไป
เขานึกถึงสภาพอันน่าเวทนาของเจ้าตัวเล็กตลอดทาง นึกถึงความสิ้นหวังที่เกือบจะปกป้องเขาไว้ไม่ได้
เย่เสวียนเห็นเฮยตี้มองมาที่ตน ก็กลั้นไม่อยู่อีกต่อไป ร้องไห้จ้าออกมา “แง” แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นการระบายความดีใจและความน้อยใจอย่างที่สุด
เขากระโจนเข้าไป ยื่นมือน้อยๆ กอดรอบคอที่เย็นเฉียบและหยาบกร้านซึ่งยังเปียกน้ำพุของเฮยตี้ไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ซุกไซ้ลงในขนที่เปียกชื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้น:
“เจ้าตูบ... ท่านอาเฮยตี้... ท่านยังไม่ตาย... ดีจังเลย... ข้านึกว่าท่านตายไปแล้วซะอีก... ฮือ...”
เสียงเรียก “เจ้าตูบ” และ “ท่านอาเฮยตี้” ที่ปนเสียงสะอื้นนี้ ทำให้หัวใจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของเฮยตี้ อ่อนยวบลงในทันที
จมูกขนาดใหญ่ของเขาถูไถแผ่นหลังผอมบางของเย่เสวียนเบาๆ ในลำคอส่งเสียงครางต่ำอย่างอ่อนโยน
ครู่ต่อมา เฮยตี้เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองไปที่จอมจักรพรรดินีเหินเหรินที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา
ครั้งนี้ สายตาของเขาซับซ้อนขึ้นมาก ทั้งตกตะลึง เข้าใจ เสียใจ และสุดท้ายกลายเป็นความตื่นเต้นที่ลึกซึ้งจนแทบจะทะลักออกมา
เขามองใบหน้าที่ยังคงดูเยาว์วัยแต่เย็นชาขึ้นมากของเหินเหริน มองดวงตาที่ลึกล้ำดุจสระน้ำลึกคู่นั้น ขอบตาขนาดใหญ่พลันชื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำตาเม็ดโตขุ่นมัวก่อตัวขึ้น แล้วไหลรินลงมาตามขนบนใบหน้า
“เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ...”
เสียงของเฮยตี้แหบพร่าและสั่นเครือ ปนเสียงสะอื้น “เปิ่นตี้รู้อยู่แล้ว... เปิ่นตี้รู้อยู่แล้ว! ด้วยพรสวรรค์ของนังหนูอย่างเจ้า ด้วยวิชาปีศาจกลืนกินสวรรค์และวิชาสวรรค์นิรันดร์ที่ท้าทายสวรรค์นั่น จะเป็นไปได้ยังไง... จะเป็นไปได้ยังไงที่จะตายในที่แบบทะเลขอบฟ้านั่นง่ายๆ!”
เขาพูดกับเหินเหริน แต่ดูเหมือนกำลังพูดกับตัวเองมากกว่า พูดกับความทรงจำที่มืดมนและสิ้นหวังช่วงนั้น
จอมจักรพรรดินีเหินเหรินรองรับสายตาและน้ำตาของเขาอย่างเงียบงัน ไม่เอ่ยวาจาใด
จนกระทั่งอารมณ์ของเฮยตี้สงบลงเล็กน้อย นางจึงเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงยังคงราบเรียบจนน่าใจหาย แต่กลับโยนข่าวที่สั่นสะเทือนสวรรค์ชั้นฟ้าออกมา:
“มิใช่เพียงข้าที่ยังอยู่”
นางเว้นจังหวะ สายตาราวกับมองทะลุความว่างเปล่าและกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด
“พี่ชายอีกแปดคน ก็ยังอยู่เช่นกัน”
“...”
เสียงร้องไห้ของเฮยตี้หยุดชะงักทันที
เขาเบิกตาสีแดงฉานกว้าง รูม่านตาหดเล็กลงเท่าปลายเข็ม ร่างกายมหึมาเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บสาหัสเสียอีก
พี่ชาย... อีกแปดคน?
พี่น้องร่วมสาบานทั้งแปด... ของหวงเฉวียนงั้นรึ?
กลุ่มยอดคนผู้ไร้เปรียบที่โดดเด่นสะท้านโลก ตัดสินใจสังหารอย่างเด็ดขาด และ “สิ้นชีพ” หรือ “หายสาบสูญ” ไปพร้อมกับหวงเฉวียนในศึกครั้งสุดท้ายพวกนั้นน่ะรึ?
พวกเขา... ยังอยู่กันหมด?!
ข่าวนี้ น่าตกตะลึงยิ่งกว่าการได้ยินว่าเหินเหรินยังอยู่ ยิ่งกว่าการได้ยินว่าผ่านไปสามพันปีแล้วเสียอีก!
มันทำให้จิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้านยิ่งกว่า!
“มะ... เป็นไปไม่ได้...”
เฮยตี้พึมพำโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อมองดวงตาที่สงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของเหินเหริน เขารู้ว่านางพูดความจริง
ด้วยนิสัยของนาง ไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นแน่
มหาศึกครั้งสุดท้ายที่ทำให้ยอดฝีมือระดับสูงของเป่ยโต่วแทบจะสูญพันธุ์ และทำให้จอมจักรพรรดิหวงเฉวียน “ร่วงโรย”...
ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แล้วเย่จื่อเล่า เขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร...
คำถามนับไม่ถ้วนอัดแน่นอยู่ในหัวของเฮยตี้ราวกับปมเชือกที่ยุ่งเหยิง ทำให้เขาไม่รู้จะเริ่มถามจากตรงไหน ได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
ในตอนนั้นเอง มือข้างหนึ่งที่เย็นเล็กน้อยแต่นุ่มนวลอย่างประหลาด ก็วางลงเบาๆ บนศีรษะของเย่เสวียน
คือจอมจักรพรรดินีเหินเหริน
นางก้มตัวลงเล็กน้อย ใช้มือข้างนั้นลูบผมที่ยุ่งเหยิงและเปื้อนคราบน้ำตาของเย่เสวียนอย่างแผ่วเบาที่สุด
การกระทำนั้นเบาและช้ามาก แฝงไว้ด้วยความเก้ๆ กังๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น ราวกับว่าการกระทำง่ายๆ นี้ สำหรับนางแล้ว มันห่างเหินไปนานแสนนานเหลือเกิน
แต่เพียงแค่การลูบเบาๆ นี้เอง
เย่เสวียนตัวแข็งทื่อ เสียงร้องไห้ค่อยๆ หยุดลง
เขาเงยหน้าขึ้น มอง “ท่านอา” สวมหน้ากากผู้มีกลิ่นอายเย็นชาคนนี้ด้วยดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตา
เขาไม่รู้สึกถึงความอบอุ่น ฝ่ามือนั้นเย็นเฉียบ
แต่เขากลับรู้สึกถึง “ความปลอดภัย” อย่างประหลาด... แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เหมือนกับในพายุฝนกระหน่ำ จู่ๆ ก็มีกำแพงสูงเสียดฟ้าที่กันลมกันฝนได้ทุกอย่างปรากฏขึ้น
เหมือนกับตอนที่ใกล้จะหนาวตาย ข้างกายก็มีเปลวไฟที่เย็นเยียบแต่เพียงพอจะขับไล่ความมืดมิดและอันตรายทั้งหมดลุกโชนขึ้น
นี่คือความรู้สึกของ “การถูกปกป้อง” ที่บริสุทธิ์และเด็ดขาด
ต่างจากการหลบอยู่หลังท่านอาเฮยตี้ ต่างจากอ้อมกอดที่อบอุ่นของท่านพ่อท่านแม่
การปกป้องนี้ แฝงไว้ด้วยความเผด็จการที่มองข้ามทุกสิ่ง ด้วยความเย็นชาที่มองภัยคุกคามทั้งปวงเป็นเพียงฝุ่นผง
แต่มันเจาะจงมาที่เขา และตกลงบนศีรษะของเขาอย่างแท้จริง
เส้นด้ายในใจของเย่เสวียนที่ขึงตึงแน่น เต็มไปด้วยความกลัว ความระแวง และการระวังตัว ในชั่วขณะนี้ ได้คลายลงอย่างเงียบเชียบ
เขามองจอมจักรพรรดินีเหินเหริน ปากน้อยๆ ขยับ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
จอมจักรพรรดินีเหินเหรินชักมือกลับ ยืดตัวขึ้นอีกครั้ง
สายตาของนางตกลงบนแผลเป็นที่หน้าอกของเย่เสวียน ซึ่งถูกผนึกการกัดกร่อนของกาลเวลาไว้ชั่วคราวแต่ยังคงดูน่ากลัว
แววตาของนางเย็นชาลงอีกครั้ง เย็นเยียบยิ่งกว่าตอนที่มองทาสบรรพกาล หรือมองโลกภายนอกเสียอีก นั่นคือจิตสังหารที่เพียงพอจะแช่แข็งกาลเวลาและสรรพสิ่ง
นางมองตาเย่เสวียน น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่ผ่อนจังหวะให้ช้าลง ถามอย่างชัดเจนว่า:
“เสวียนเอ๋อร์ บอกอามา”
“ใคร เป็นคนทำร้ายเจ้า?”
สิ้นเสียง อากาศบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ราวกับจะแข็งตัวไปอย่างสมบูรณ์
เฮยตี้ได้สติกลับมาทันที ม่านตาตั้งตรงสีแดงฉานระเบิดความแค้นและประกายอำมหิตอันท่วมท้น จ้องเขม็งไปยังทิศทางนอกดินแดนต้องห้าม
ร่างกายของเย่เสวียนสั่นเทาเล็กน้อย ความงุนงงและความรู้สึกพึ่งพาที่เพิ่งก่อตัวขึ้นบนใบหน้าเล็กๆ ถูกความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่ฝังลึกในความทรงจำเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว
ร่างในชุดขาวเหล่านั้น คมมีดที่เย็นเฉียบเหล่านั้น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างน่าเกลียดเหล่านั้น และความมืดมิดกับความหนาวเหน็บอันไร้ขอบเขตตอนที่หน้าอกถูกผ่าออกสดๆ...
หน้าอกเล็กๆ ของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เงยหน้าขึ้นมองดวงตาของจอมจักรพรรดินีเหินเหรินที่ราวกับจะมองทะลุทุกสิ่งและบดขยี้ทุกอย่างได้คู่นั้น น้ำตาไหลรินลงมาอย่างเงียบงันอีกครั้ง
เขาอ้าปาก ด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น แต่กลับชัดเจนอย่างยิ่ง เอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง