- หน้าแรก
- บังอาจขุดกระดูกหลานข้า สิบ จอมมารคลั่งล้างบางสวรรค์
- บทที่ 2: เจียงฉางอิน, อินเทียนจื่อ, อย่าได้ทำร้ายนายน้อย!
บทที่ 2: เจียงฉางอิน, อินเทียนจื่อ, อย่าได้ทำร้ายนายน้อย!
บทที่ 2: เจียงฉางอิน, อินเทียนจื่อ, อย่าได้ทำร้ายนายน้อย!
ตี้ฟู่
ดินแดนแห่งความมืดมิดอนธการ ตลอดทั้งปีไร้ซึ่งแสงตะวันและจันทรา เหนือท้องนภาสีหมึกมีเพียงพระจันทร์โลหิตแขวนลอยเด่น สาดส่องแสงสีแดงฉานอันน่าสยดสยองลงสู่ผืนปฐพี เผยให้เห็นเงาที่บิดเบี้ยวทอดตัวยาวไปทั่วบริเวณ
ที่นี่คือหนึ่งในสถานที่ลึกลับที่สุดของดาวเป่ยโต่ว และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดอีกด้วย
หลังมหาภัยพิบัติ 'ความโกลาหลทมิฬ' เมื่อสามพันปีก่อน ตี้ฟู่ก็ได้ผงาดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขามาจากที่ใด และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขามีจำนวนเท่าไร รู้เพียงแค่ว่าขุมกำลังของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่จนน่าหวาดหวั่น ในมือถือครองมรดกตกทอดบางส่วนของนิกายมารหวงเฉวียน การกระทำลึกลับซับซ้อน และวิธีการนั้นโหดเหี้ยมอำมหิต
ณ ส่วนลึกสุดของตี้ฟู่ แท่นบูชาสีดำทมิฬตั้งตระหง่านขึ้นจากพื้นดิน บนแท่นบูชาสลักเสลาไปด้วยอักขระลึกลับที่ยากจะเข้าใจ แผ่กลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้านออกมาจางๆ
ยามที่เย่เสวียนได้สติและลืมตาตื่นขึ้น เบื้องล่างของเขาไม่ใช่แท่นหินธรรมดา แต่เป็นหินสีดำที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า พื้นผิวหินสลักลวดลายยิบยับ ราวกับปากที่กำลังอ้ากว้างนับไม่ถ้วน กำลังกัดกินอุณหภูมิร่างกายของเขาอย่างเงียบงัน
เขาปรารถนาจะขยับตัว แต่แขนขาถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน โซ่นั้นมิใช่เหล็ก แต่ดูเหมือนกระดูก และก็คล้ายหินสีขาวหม่นชนิดหนึ่ง เพียงแค่สัมผัสผิวหนังก็มีความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำ ทำให้เขาตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
ในอากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมประหลาด คล้ายกลิ่นธูปบูชา แต่กลับปนเปไปด้วยกลิ่นคาวของดินซากศพ ชวนให้ผู้คนอยากอาเจียน
เขาหันศีรษะอย่างยากลำบาก มองเห็นรอบด้านจุดโคมไฟสีเขียวมรกต เปลวไฟไม่ไหวติง เพียงแค่ลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ ส่องให้เห็นตำหนักหินอันน่าสยดสยอง บนเพดานตำหนักมีธงสีดำห้อยลงมา บนธงเขียนตัวอักษรที่เขาอ่านไม่ออก และที่ขอบตัวอักษรนั้นกำลังมีเลือดสดๆ ซึมออกมา
ใจกลางตำหนักหิน คือแท่นบูชาแห่งหนึ่ง
บนแท่นบูชามีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ สวมชุดคลุมสีดำ ปลายแขนเสื้อปักลายกระดูกขาว ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ด เผยให้เห็นเพียงปลายคางที่ซีดขาวราวกับศพ
สูงขึ้นไปอีก มีบัลลังก์หินตั้งอยู่ บนบัลลังก์นั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่
เด็กหนุ่มผู้นั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู คิ้วและดวงตาฉายแววอำมหิต มุมปากประดับรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเปรียบประดุจสันมีดที่ทื่อด้าน บดขยี้ผู้คนจนเจ็บปวดรวดร้าว
เขาก้มลงมองเย่เสวียน แววตาเหมือนกำลังพินิจดูสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง
“ตื่นแล้วรึ?” เด็กหนุ่มเอ่ยปาก น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่กลับกดข่มเสียงลมหวีดหวิวภายในตำหนักได้สิ้น “สายเลือดของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียน แข็งแกร่งสมคำร่ำลือจริงๆ กระดูกจักรพรรดิสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดถูกขุดออกไปแล้วก็ยังไม่ตาย”
เย่เสวียนอยากจะเอ่ยถามว่าท่านเป็นใคร แต่ในปากกลับเปล่งได้เพียงเสียงแหบพร่าอย่างอ่อนแรง
ชายชุดดำโค้งกายคารวะ “บุตรแห่งเทพ ค่ายกลเตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงนำสายเลือดเข้าสู่ค่ายกลขอรับ”
เด็กหนุ่มพยักหน้าเบาๆ “ดี”
เย่เสวียนไม่เข้าใจว่านี่หมายความว่าอย่างไร แต่สัญชาตญาณบอกว่าตนเองกำลังถูกปฏิบัติราวกับสิ่งของ
เขาพยายามจะดิ้นรน โซ่ตรวนพลันรัดแน่นขึ้นทันที บาดข้อมือของเขาจนเลือดซึมไหล
ขอบแท่นบูชาแว่วเสียงฝีเท้า ผู้บำเพ็ญเพียรชุดขาวหลายคนเดินออกมาจากเงามืด บนร่างของพวกเขายังคงสวมชุดของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู สะอาดสะอ้านจนดูขัดแย้งกับตำหนักมืดแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
ผู้ที่เป็นหัวหน้า คือผู้อาวุโสผู้พิทักษ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูผู้นั้น—เจียงฉางอิน
เจียงฉางอินกวาดตามองแท่นบูชาแวบหนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบ “คนพามาถึงแล้ว”
ชายชุดดำหัวเราะเสียงต่ำ “ไท่ชูทำงานได้สะอาดหมดจดจริงๆ ใครจะไปคิดว่า บุตรแห่งจักรพรรดิได้ถูกส่งมาถึงมือตี้ฟู่ของข้าแล้ว”
เจียงฉางอินไม่รับมุก เพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “ของที่ควรให้ล่ะ?”
อินเทียนจื่อบนบัลลังก์หินยกมือขึ้น ปลายนิ้วดีดเบาๆ หยกดำชิ้นหนึ่งก็ลอยออกไป ตกลงในฝ่ามือของอีกฝ่าย บนผิวหยกดำมีรอยร้าวละเอียด ภายในรอยร้าวซ่อนแสงสีแดงคล้ำเอาไว้
“ข่าวที่เจ้าต้องการอยู่ในนั้นทั้งหมดแล้ว”
อินเทียนจื่อหัวเราะ “ชุดรบหวงเฉวียนอยู่ที่ตี้ฟู่ของข้า ร่องรอยเต๋าที่ตกค้างอยู่ข้างใน สามารถคำนวณสิ่งต่างๆ ได้มากมาย ในเมื่อไท่ชูของพวกเจ้าอยากรู้ทั้งว่าจอมจักรพรรดิหวงเฉวียนตายหรือยัง และอยากรู้ว่าคลังสมบัติของนิกายมารหวงเฉวียนอยู่ที่ไหน ก็อย่ามาแสร้งทำเป็นสูงส่งหน่อยเลย”
เจียงฉางอินกำหยกดำแน่น ข้อนิ้วออกแรงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังข่มอารมณ์ “แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูของข้ามีวิถีปฏิบัติ ย่อมมีเส้นแบ่งที่ข้ามไม่ได้”
อินเทียนจื่อราวกับได้ยินเรื่องตลก “เส้นแบ่ง? พวกเจ้าขุดกระดูกจักรพรรดิสวรรค์ของเขาไปแล้ว นี่เรียกว่าเส้นแบ่งรึ? หรือจะบอกว่า เส้นแบ่งของพวกเจ้า คือแค่ต้องไม่ให้คนนอกรู้เท่านั้น”
เจียงฉางอินสีหน้าขรึมลง สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง “เลิกพล่ามไร้สาระ หลังจากเปลี่ยนเลือดแล้ว เขาจะตกเป็นของพวกเจ้า จะจัดการอย่างไรก็เชิญ นับแต่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับไท่ชูอีก”
แววตาของอินเทียนจื่อเป็นประกายขึ้น “ดี”
เขาลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมสีดำลากผ่านบันไดหิน เกิดเสียงดังสวบสาบ เขาเดินไปที่ขอบแท่นบูชา ก้มตัวลงมองเย่เสวียน ราวกับกำลังดมกลิ่นเลือด
“เจ้าชื่อเย่เสวียน?” อินเทียนจื่อถามอย่างเนิบนาบ
เย่เสวียนอ้าปาก เปล่งเสียงไม่ออก ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างแรง แล้วก็ส่ายหน้า อันที่จริงเขาไม่รู้ว่าตัวเองชื่อนี้หรือไม่ เขาแค่รู้ว่าทุกคนเรียกเขาแบบนี้
อินเทียนจื่อยื่นมือออกไป ปลายนิ้วจิ้มลงที่กลางหว่างคิ้วของเย่เสวียน
ชั่วพริบตานั้น เย่เสวียนตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับถูกเข็มน้ำแข็งทิ่มแทงเข้าไปในสมอง ภาพเศษเสี้ยวความทรงจำบางอย่างแล่นผ่านตา ชุดรบ, ห้วงอวกาศ, การแย่งชิง, ชุดขาว, แสงศักดิ์สิทธิ์ และยังมีดวงตาคู่หนึ่งที่เลือนราง เหมือนกำลังมองเขา และเหมือนกำลังห่างออกไปเรื่อยๆ
อินเทียนจื่อหรี่ตาลง ราวกับยืนยันอะไรบางอย่างได้ “สายเลือดหวงเฉวียนยังอยู่ แม้จะถูกพวกที่เรียกตัวเองว่าแดนศักดิ์สิทธิ์รีดเค้นไปรอบแล้วรอบเล่า แต่สุดท้ายก็ยังรีดไม่หมด”
เจียงฉางอินเอ่ยเสียงเย็น “อย่าโลภมากนัก หากสายเลือดของเขาขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์ เจ้าจะไม่ได้อะไรเลย”
อินเทียนจื่อหันกลับมามองเขา “เจ้ากำลังสอนข้าทำงานรึ? ไท่ชูของพวกเจ้าขุดเอากระดูกจักรพรรดิสวรรค์ไปหมดแล้ว ยังจะมาแสร้งห่วงใยชีวิตของเขาทำไมอีก”
เจียงฉางอินไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่เบนสายตาไปทางอื่น ราวกับไม่อยากมองเย่เสวียนแม้แต่แวบเดียว
ครู่ต่อมาจึงเอ่ยเสียงแหบต่ำว่า “ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จแล้ว พวกเราก็จะไป”
อินเทียนจื่อไหวไหล่ “วางใจเถอะ ตี้ฟู่ของข้าทำงานสะอาดกว่าพวกเจ้าเยอะ”
เขายกมือขึ้น นักบวชชุดดำภายในตำหนักคุกเข่าลงพร้อมกัน ปากเริ่มร่ายคาถาเสียงทุ้มต่ำ เสียงคาถาราวกับผุดขึ้นมาจากใต้ดิน แฝงไว้ด้วยเสียงสะท้อนที่ชื้นแฉะ
ลวดลายบนแท่นบูชาสว่างวาบ รอยสลักบนหินดำราวกับมีชีวิต เริ่มไหลเวียนอย่างช้าๆ จนในที่สุดก็รวมตัวกันเป็นแผนผังค่ายกลขนาดมหึมา โดยมีเย่เสวียนเป็นจุดศูนย์กลาง
อักขระบนโซ่ตรวนสว่างขึ้นพร้อมกัน กดทับจนเย่เสวียนหายใจลำบาก เขาอยากจะกรีดร้อง แต่ลำคอกลับเค้นออกมาได้เพียงลมหายใจที่ขาดห้วง
อินเทียนจื่อยืนอยู่ที่ขอบแผนผังค่ายกล หยิบมีดกระดูกเรียวยาวเล่มหนึ่งออกมา ตัวมีดโปร่งใส ราวกับถูกฝนขึ้นมาจากกระดูกนิ้วของมนุษย์
เขากรีดฝ่ามือตัวเองเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้พลางตะโกนก้อง “ใช้เลือดข้าเป็นสื่อนำ ใช้เลือดเจ้าเป็นเตาหลอม สร้างวิถีสวรรค์หวงเฉวียนของข้า!”
เลือดสีแดงคล้ำหยดลงบนแผนผังค่ายกล ทันทีที่เลือดแตะพื้น ค่ายกลก็ราวกับผีอดอยากเห็นเนื้อ กลืนกินอย่างบ้าคลั่ง แสงสว่างเจิดจ้าขึ้นฉับพลัน
ค่ายกลผลัดเปลี่ยนโลหิต!
นี่คือเคล็ดวิชาลับของตี้ฟู่ สามารถดึงเอาสายเลือดของคนคนหนึ่งออกมาได้อย่างสมบูรณ์ แล้วย้ายไปใส่ในร่างกายของอีกคนหนึ่ง
“อือ...”
เย่เสวียนส่งเสียงแผ่วเบา เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณทำให้รู้สึกหวาดกลัว
เหล่าผู้อาวุโสไท่ชูหนังตากระตุก ราวกับเพิ่งเคยเห็นค่ายกลมารเช่นนี้ในระยะประชิดเป็นครั้งแรก ทว่าเจียงฉางอินกลับยังคงนิ่งเงียบ ราวกับมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
หน้าอกของเย่เสวียนยังไม่ทันสมานกันดี เลือดเนื้อตรงปากแผลขยับไหวเล็กน้อย แต่กลับไร้ซึ่งสีเลือดแม้แต่น้อย เหลือเพียงหนังที่ถูกคว้านจนกลวงเปล่า ซึ่งกำลังถูกแผนผังค่ายกลดึงรั้งทีละน้อย
อินเทียนจื่อใช้นิ้วชี้ออกไป
ร่างกายของเย่เสวียนโก่งงอขึ้นอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลง นัยน์ตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย วินาทีถัดมา เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งถูกกระชากออกมาจากส่วนลึกของเลือดเนื้ออย่างดิบเถื่อน นั่นไม่ใช่เลือดธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่หนักกว่า ร้อนกว่า และเหมือนไฟยิ่งกว่า
ทันทีที่สิ่งนั้นถูกกระชากออก แขนขาของเขาก็เย็นเฉียบลงทันที แม้แต่หัวใจก็เหมือนถูกบีบแน่น
“อา... อา...” เขาพยายามจะตะโกน พยายามจะร้องขอชีวิต พยายามจะถามว่าทำไม แต่เสียงกลับถูกผนึกไว้ในลำคอ เหลือเพียงเสียงสะอื้นที่แตกพร่า
“สายเลือดหวงเฉวียน... ไม่ธรรมดาจริงๆ”
อินเทียนจื่อยืนอยู่ด้านข้าง มองดูเส้นเลือดสีดำสนิทลอยออกมาจากร่างของเย่เสวียนทีละเส้นๆ แล้วมารวมตัวกันที่ร่างของเขา แววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
“เมื่อได้สายเลือดนี้มา คลังสมบัติของนิกายมารหวงเฉวียนก็เหมือนของตายที่หยิบฉวยได้ง่ายดาย เคล็ดวิชา สมบัติ ทรัพยากร... ที่ถูกฝังกลบมานานสามพันปีเหล่านั้น ทั้งหมดจะเป็นของข้า!”
“ยินดีด้วยขอรับบุตรแห่งเทพ!”
“บุตรแห่งเทพได้สายเลือดนี้ไป ภายภาคหน้าย่อมสร้างการใหญ่ได้สำเร็จแน่นอน!”
ผู้บำเพ็ญเพียรตี้ฟู่รอบด้านต่างพากันเยินยอ
อินเทียนจื่อยืนอยู่ที่ตาค่ายกล สองมือประสานอิน มุมปากประดับรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีที่ยากจะปกปิด
เขาสัมผัสได้ว่า สายเลือดหวงเฉวียนที่บริสุทธิ์ยิ่งยวดยิ่งกำลังหลั่งไหลออกมาจากร่างของเย่เสวียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านค่ายกลมารวมที่ฝ่ามือของเขา แล้วถูกเขาดูดซับเข้าสู่ร่างกายอย่างตะกละตะกลาม
ทุกครั้งที่ดูดซับเข้าไปแม้เพียงเส้นใยเดียว เขาก็รู้สึกว่าตบะของตนเองแน่นหนาขึ้นส่วนหนึ่ง พลังปราณอันเย็นยะเยือกในร่างที่สืบทอดมาจากตี้ฟู่ กลับเริ่มแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่เก่าแก่และทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม
“เป็นจริงดังคาด... เป็นจริงดังคาดว่ามีเพียงสายเลือดหวงเฉวียนที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะปลุกอานุภาพที่แท้จริงของ《คัมภีร์หวงเฉวียน》ขึ้นมาได้!”
เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในใจ แต่ใบหน้ายังคงรักษาความเยือกเย็นอันน่าขนลุกเอาไว้
ใกล้แล้ว อีกเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ขอเพียงเวลาอีกแค่หนึ่งก้านธูป สายเลือดหวงเฉวียนเส้นสุดท้ายในร่างนี้ก็จะถูกเขาสูบจนแห้งเหือด
ถึงเวลานั้น เขาจะเป็นคนเดียวในดาวเป่ยโต่วที่ครอบครองมรดกหวงเฉวียนฉบับสมบูรณ์!
พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูอะไรกัน กระดูกจักรพรรดิสวรรค์อะไรกัน เมื่ออยู่ต่อหน้ากุญแจที่สามารถเปิดคลังสมบัติที่สั่งสมมานับหมื่นปีของนิกายมารหวงเฉวียน จะนับเป็นตัวอะไรได้?
รอบแท่นบูชา เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรตี้ฟู่ยืนสงบนิ่ง สายตามองดูบุตรแห่งเทพของพวกเขาด้วยความคลั่งไคล้
เหล่าผู้อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูถอยออกไปไกลเล็กน้อยแล้ว มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ราวกับเด็กน้อยที่กำลังถูกสูบสายเลือดจนแห้งเหือดบนแท่นหินนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเขาเลย
บนแท่นบูชา ใบหน้าของเย่เสวียนซีดขาวลงเรื่อยๆ ลมหายใจแผ่วเบาลงทุกที ร่างกายเล็กจ้อยราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น แม้แต่แรงจะสั่นเทาก็ยังไม่มี
สติของเขาเริ่มเลือนราง ทุกสิ่งตรงหน้าเริ่มพร่ามัว
เจ็บ...
เจ็บเหลือเกิน...
ท่านพ่อ... ท่านแม่...
เขาร้องเรียกในใจ แต่ไม่มีใครขานรับ
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ของตนเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร
เขารู้เพียงแค่ว่า เขาเหมือนกำลังจะตายแล้ว
ทว่าอินเทียนจื่อกลับเหมือนได้ยินเสียงที่ไพเราะที่สุด เขาหลับตาลง กางแขนออก ปล่อยให้แผนผังค่ายกลชักนำพลังแห่ง “หวงเฉวียน” นั้นมาสู่ตนเอง
หมอกสีแดงคล้ำถูกดึงออกจากร่างของเย่เสวียน ไหลไปตามลวดลายค่ายกล สุดท้ายก็ไหลเข้าสู่หน้าอกของอินเทียนจื่อ ผิวหนังของอินเทียนจื่อปรากฏลวดลายสีทองหม่นขึ้นมาทีละเส้น เหมือนทางน้ำ และเหมือนรูปสลักสายเลือดอันเก่าแก่
“สบายตัวจริง” อินเทียนจื่อลืมตาขึ้น ยิ้มกว้างอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น “นี่หรือคือสายเลือดของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียน? มิน่าเล่าเขาถึงสามารถบรรลุจักรพรรดิด้วยวิถีมารได้”
ผู้อาวุโสไท่ชูคนหนึ่งแค่นเสียงเย็น “จอมจักรพรรดิหวงเฉวียนสยบความโกลาหลทมิฬในอดีตกาล เศษเดนทหารหนีทัพอย่างตี้ฟู่ของพวกเจ้าคู่ควรจะเอ่ยถึงเขาด้วยรึ?”
อินเทียนจื่อไม่โกรธกลับหัวเราะ “สยบความโกลาหลทมิฬ? ไท่ชูของพวกเจ้าในตอนนั้นก็ใช่ว่าจะมือสะอาด ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรดาวเป่ยโต่วที่ยอมจำนนในช่วงความโกลาหลทมิฬ ก็มีคนของไท่ชูอยู่ไม่น้อย ตอนนี้มายืนพูดอยู่ในที่แจ้ง ไม่กลัวฟ้าผ่าเอาหรือไง”
แววตาของเจียงฉางอินเย็นเยียบถึงขีดสุดในทันที “อินเทียนจื่อ ระวังคำพูดของเจ้า หากตี้ฟู่กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป...”
“แพร่งพราย?” อินเทียนจื่อยกมือขึ้น ชี้ไปที่เย่เสวียน “พวกเจ้าส่งคนมาให้ข้าถึงที่นี่แล้ว ยังกลัวเรื่องแพร่งพรายอีก? วางใจเถอะ ข้าไม่พูดหรอก ข้าชอบกุมความลับไว้ในมือมากกว่า เหมือนอย่างนี้”
เขากำนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน
แผนผังค่ายกลสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง ร่างกายของเย่เสวียนเหมือนถูกกระชากเส้นเอ็น ทั้งร่างสั่นเทาราวกับใบไม้ในสายลม ปลายนิ้วของเขาเริ่มซีดขาว แม้แต่ริมฝีปากก็ไร้สีเลือด
ผู้อาวุโสไท่ชูคนหนึ่งทนดูภาพนี้ไม่ได้ เผลอส่งเสียงห้ามออกไป “พอได้แล้ว หากสูบต่อไปอีก เขาจะตายนะ”
อินเทียนจื่อเอียงคอ “ตายก็ตายสิ เขาตายพวกเจ้าไม่ยิ่งสบายใจหรือ?”
คนผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็เงียบไป
อินเทียนจื่อหรี่ตา จู่ๆ ก็หัวเราะเสียงต่ำ “หึหึหึ ดูท่าเจ้าก็ไม่ได้อยากให้เขารอดขนาดนั้นนี่นา”
เขาก้มลงมองเย่เสวียน จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้น เหมือนชวนคุยเรื่อยเปื่อย “เจ้ารู้ไหม เมื่อสามพันปีก่อนจอมจักรพรรดิหวงเฉวียนนำทัพบุกเข้าไปในทะเลขอบฟ้า สิบขุนพลเอกตายในสนามรบจนหมดสิ้น แม้แต่น้องสาวแท้ๆ ของเขา ผู้หญิงที่ชื่อจอมจักรพรรดินีเหินเหรินคนนั้น ก็ยังร่วงโรยดับสูญไปแล้ว”
“คนของดาวเป่ยโต่วต่างบอกว่าพวกเขาเป็นวีรบุรุษ” อินเทียนจื่อน้ำเสียงเบาหวิว “แต่วีรบุรุษตายไปแล้ว กระดูก เลือด และมรดกตกทอด ย่อมสมควรถูกคนที่ฉลาดกว่านำไปใช้”
น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเย่เสวียน น้ำตาถูกเลือดและเหงื่อชะล้างไปอย่างรวดเร็ว เขาฟังไม่เข้าใจเรื่องสามพันปีก่อน และฟังไม่เข้าใจเรื่องทะเลขอบฟ้า เขาฟังเข้าใจเพียงคำว่า “ตายในสนามรบ” “ร่วงโรยดับสูญ” เหมือนมีคนตอกตะปูทีละตัวเข้าไปในหัวใจของเขา
เขาอยากจะโต้แย้ง อยากจะบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เขาไม่มีแม้แต่เสียง
เจียงฉางอินเอ่ยอย่างรำคาญ “เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
อินเทียนจื่อยกมือส่งสัญญาณให้ค่ายกลทำงานต่อ แต่ปากยังคงพูดว่า “ไม่ต้องรีบ ข้าแค่อยากให้เขาจำไว้ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นบุตรแห่งจักรพรรดิแล้วจะทำอะไรได้ บุตรแห่งจักรพรรดิที่ยังไม่เติบโตก็เป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น”
จู่ๆ เขาก็ยิ้มอำมหิตยิ่งขึ้น “จริงสิ ไท่ชูของพวกเจ้าประกาศกับภายนอกว่าจะฟูมฟักเขาให้เป็นพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูคนใหม่ไม่ใช่หรือ ถ้าเขาตายไป พวกเจ้าจะไปหาพระบุตรศักดิ์สิทธิ์คนใหม่จากที่ไหน แล้วจะให้คำตอบกับคนทั่วหล้าอย่างไร?”
แววตาเจียงฉางอินวูบไหว แค่นเสียงเย็น “ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง”
อินเทียนจื่อผายมือ “ได้ ไม่พูดเรื่องพวกนี้”
เขาจดจ่ออยู่กับค่ายกล หมอกสีแดงคล้ำถูกดึงออกจากร่างของเย่เสวียนทีละเส้นๆ หมอกจางลงเรื่อยๆ สติของเย่เสวียนก็ล่องลอยมากขึ้นเรื่อยๆ หูของเขาเริ่มมีเสียงวิ้งๆ เหมือนมีน้ำทะเลมาอุดหูไว้
เขามองเห็นลวดลายบนหน้าอกของอินเทียนจื่อสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายเหล่านั้นเหมือนงูที่มีชีวิต เลื้อยไปมาอยู่ใต้ผิวหนัง สุดท้ายก็จมหายเข้าไปในไขกระดูก
อินเทียนจื่อพ่นลมหายใจยาวเหยียด แววตาฉายแววพึงพอใจอย่างบ้าคลั่ง
“สำเร็จ” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “สายเลือดหวงเฉวียนเป็นของข้า ชุดรบหวงเฉวียนเป็นของข้า คลังสมบัติของนิกายมารหวงเฉวียน... ก็จะเป็นของข้าในที่สุด!”
“บุตรแห่งเทพ เด็กคนนี้ใกล้จะไม่ไหวแล้วขอรับ”
ผู้บำเพ็ญเพียรตี้ฟู่คนหนึ่งเอ่ยเตือน
“ไม่เป็นไร” อินเทียนจื่อเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “สายเลือดหวงเฉวียนถูกสูบมาเกือบหมดแล้ว กากเดนที่เหลืออยู่นิดหน่อยนั่น เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์”
“เช่นนั้น... จะจัดการอย่างไรดีขอรับ?”
เจียงฉางอินเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเย็น “แน่นอนว่าต้องทำลายศพทำลายหลักฐาน”
“เฮ้อ เจ้าหนู อย่าโทษว่าผู้เฒ่าใจดำเลยนะ” ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำของตี้ฟู่ถอนหายใจ มองดูเย่เสวียนที่นอนร่อแร่ใกล้ตายอยู่บนแท่นบูชา
ทว่าในน้ำเสียงของเขากลับฟังไม่ออกถึงความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย “ใครใช้ให้เจ้าเป็นลูกชายของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียนเล่า? ใครใช้ให้เจ้าเกิดมาพร้อมกระดูกจักรพรรดิสวรรค์และสายเลือดหวงเฉวียนเล่า? หากเจ้าเป็นคนธรรมดา ผู้เฒ่าคงทำใจลงมือไม่ได้จริงๆ”
“แต่เจ้าไม่ใช่”
“การมีอยู่ของเจ้า คือภัยซ่อนเร้น”
“ดังนั้น เจ้าต้องตาย”
ชายชุดดำยกมือขึ้น พลังปราณรวมตัวกันที่ฝ่ามือ เพียงแค่สะบัดเบาๆ ก็สามารถพรากชีวิตของเด็กคนนี้ไปได้
ทว่าในตอนนั้นเอง—
“วิ้ง!”
เสียงเบาๆ ดังขึ้น หยกพกที่เย่เสวียนห้อยติดตัวไว้จู่ๆ ก็ระเบิดแสงเจิดจ้าบาดตาออกมา!
“อะไรกัน!”
ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำหน้าถอดสี รีบถอยหลังกรูด
พลันเห็นหยกสีเขียวที่ดูธรรมดา ไร้ซึ่งคลื่นพลังปราณชิ้นนั้น บัดนี้กลับระเบิดแสงสว่างจ้าที่ยากจะพรรณนาออกมา!
แสงนั้นไม่ได้มีเพียงสีเดียว แต่ปะปนไปด้วยสีดำลึกล้ำ สีทองร้อนแรง และสีแดงคล้ำที่ชวนให้ใจสั่นสะท้าน!
ความเจิดจ้าของแสง กดข่มค่ายกลสีเลือดทั่วทั้งแท่นบูชาลงไปในชั่วพริบตา!
“มีปัญหา คุ้มกัน!” อินเทียนจื่อตอบสนองรวดเร็วที่สุด ตวาดลั่น ร่างกายถอยกรูดอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นอาวุธวิเศษรูปร่างเหมือนโล่สีดำสนิทดุจหมึก รูปทรงคล้ายหน้ากากผี ก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเขา ขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา บังอยู่ที่เบื้องหน้าของเขา
นี่คือสมบัติคุ้มกายที่ตี้ฟู่มอบให้เขา “หน้ากากโลกันตร์” เพียงพอที่จะต้านทานการโจมตีระดับกึ่งนักบุญได้
ทว่า สายไปเสียแล้ว
แสงของหยกพกหลังจากสว่างวาบถึงขีดสุด ก็หดตัวกลับเข้าไปข้างในอย่างรุนแรง กลายเป็นหลุมดำที่หมุนวนไม่หยุด!
“โฮก—!!!”
เสียงคำรามที่ราวกับมาจากยุคบรรพกาลดึกดำบรรพ์ ทำลายความเงียบสงัดบนแท่นบูชาจนสิ้น และยังสั่นสะเทือนจิตใจของทุกคนอย่างรุนแรง ผู้บำเพ็ญเพียรตี้ฟู่ที่มีตบะอ่อนด้อยกว่าไม่กี่คนถึงกับส่งเสียงอู้อี้ เลือดไหลออกทางจมูกและปาก!
เงาดำขนาดมหึมาร่างหนึ่ง พุ่งทะยานออกมาจาก “หลุมดำ” ที่หดตัวจนถึงขีดสุดนั้นอย่างดุดัน!
นั่นคือสุนัขตัวหนึ่ง!
สุนัขสีดำตัวใหญ่ที่มีขนาดตัวพอๆ กับช้างยักษ์บรรพกาล ขนทั่วร่างยุ่งเหยิงสีดำสนิท เต็มไปด้วยรอยแผลเก่าใหม่ไขว้ทับกัน!
มันปรากฏตัวขึ้นกลางแท่นบูชาดื้อๆ เช่นนั้น สี่เท้าเหยียบย่ำพื้น ร่างกายอันใหญ่โตแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายกดดันอันหนักอึ้ง ราวกับแบกท้องนภานิรันดร์เอาไว้
สภาพของมันดูย่ำแย่มาก ขาหน้าซ้ายดูเหมือนจะเป๋เล็กน้อย รอยกรงเล็บน่ากลัวลากยาวจากหน้าผากลงมาถึงขากรรไกร แทบจะฉีกใบหน้าของมันออกเป็นสองซีก ลึกจนเห็นกระดูก ขอบแผลยังมีไอสีดำประหลาดพันเกี่ยวอยู่เป็นเส้นๆ ราวกับกำลังกัดกินพลังชีวิตของมันอยู่ตลอดเวลา
มันดูทุลักทุเล ดูแก่ชรา และดูเหนื่อยล้า
แต่มันเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีแดงฉานกวาดมองไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายสังหารอันท่วมท้น และความดุร้ายที่ต้องผ่านภูเขาซากศพทะเลเลือดมาเท่านั้นถึงจะขัดเกลาออกมาได้ ก็ทำให้อากาศทั่วทั้งแท่นบูชาแข็งค้างไปแล้ว!
แม้แต่ค่ายกลผลัดเปลี่ยนโลหิตที่กำลังทำงานอยู่ แสงสีเลือดก็หม่นแสงลงฉับพลัน อักขระติดๆ ดับๆ ราวกับทนรับแรงกดดันนี้ไม่ไหว!
กึ่งจักรพรรดิ!
ไม่ ไม่ใช่แรงกดดันของกึ่งจักรพรรดิที่สมบูรณ์ แรงกดดันนั้นขาดวิ่น แฝงไว้ด้วยความอ่อนแอและโรคเรื้อรังจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่ยังไม่หายดี แต่กลิ่นอายที่เป็นแก่นแท้ระดับ “จักรพรรดิ” ที่แฝงอยู่ในนั้น กลับปลอมแปลงไม่ได้!
ใบหน้าของอินเทียนจื่อซีดเผือดลงในทันที อาวุธวิเศษ “หน้ากากโลกันตร์” เบื้องหน้าเขาส่งเสียง “แกรกๆ” เหมือนรับภาระไม่ไหว พื้นผิวถึงกับปรากฏรอยร้าวละเอียด! เพียงแค่ถูกสายตาของสุนัขดำตัวนั้นกวาดมอง!
“อย่าได้ทำร้ายนายน้อย—!!!”
เจ้าสุนัขดำเอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ น้ำเสียงแหบพร่าหยาบกระด้าง แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวระดับเผาผลาญสวรรค์!
มันไม่ได้มองอินเทียนจื่อ และไม่ได้มองใครทั้งนั้น ดวงตาสีแดงฉานจับจ้องไปที่ร่างเล็กๆ อันร่อแร่ของเย่เสวียน โดยเฉพาะรูโหว่อันน่าตกใจที่หน้าอกของเขา
ความเจ็บปวดและความเกรี้ยวกราดในแววตานั้น แทบจะกลายเป็นเปลวไฟที่พวยพุ่งออกมาจริงๆ!
“เดรัจฉาน บังอาจนัก!” อินเทียนจื่อทั้งตกใจทั้งโกรธ ฝืนเร่งเร้าพลังปราณ พยายามจะประคองค่ายกลและอาวุธวิเศษ พร้อมกับตวาดสั่งเสียงกร้าว “ตั้งค่ายกล!”
หน่วยกล้าตายของตี้ฟู่ที่ได้สติกัดฟันพุ่งเข้ามา ใช้วิชาอำมหิตและอาวุธอาบยาพิษนานาชนิดโจมตีใส่เจ้าสุนัขดำ
“ไสหัวไป!”
เจ้าสุนัขดำไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เพียงแค่หางที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีข้างนั้น กวาดออกไปราวกับแส้เหล็กสีดำ!
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงกระแทกทึบๆ ดังขึ้นติดต่อกัน หน่วยกล้าตายของตี้ฟู่เหล่านั้นที่อย่างน้อยก็อยู่ในขอบเขตมังกรจำแลง ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวน ก็ปลิวกลับไปด้วยความเร็วที่เร็วกว่าตอนพุ่งเข้ามา เส้นเอ็นขาดกระดูกหักกลางอากาศ สิ้นลมหายใจทันที!
และการเคลื่อนไหวของเฮยตี้ไม่ได้หยุดลง ขาหน้าขวาของมัน กรงเล็บที่ดูเต็มไปด้วยบาดแผลและดูแห้งเหี่ยวข้างนั้น ตบเบาๆ ไปทางทิศของอินเทียนจื่อ
ไม่ได้เล็งไปที่ตัวอินเทียนจื่อ แต่เล็งไปที่ “หน้ากากโลกันตร์” ที่มีรอยร้าวเต็มไปหมดเบื้องหน้าเขา!
“ไม่—!!!” รูม่านตาของอินเทียนจื่อหดเกร็ง ถ่ายเทพลังปราณเข้าสู่อาวุธวิเศษอย่างบ้าคลั่ง
เพล้ง—ตูม!!!
กรงเล็บที่แฝงอานุภาพระดับกึ่งจักรพรรดิที่หลงเหลืออยู่ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวอันน้อยนิด ก็ไม่ใช่อาวุธวิเศษระดับกึ่งนักบุญชิ้นหนึ่งจะต้านทานได้!
“หน้ากากโลกันตร์” ต้านทานไว้ไม่ได้แม้แต่ครึ่งลมหายใจ ระเบิดออกทันที กลายเป็นเศษซากสีดำปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า!
อินเทียนจื่อราวกับถูกค้อนหนักทุบใส่ ส่งเสียงอู้อี้ มุมปากมีเลือดไหลซึม ร่างกายโซซัดโซเซถอยหลัง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ
ส่วนขาหน้าซ้ายของเจ้าสุนัขดำ ในชั่วพริบตานั้น ก็ยื่นออกไปอย่างแผ่วเบาที่สุดแต่ก็รวดเร็วที่สุด ม้วนตัวเย่เสวียนที่เบาหวิวจนแทบไม่มีน้ำหนักบนแท่นหินขึ้นมา โอบไว้ในอ้อมอกอย่างระมัดระวัง ใช้ขนที่ยังพอมีความอบอุ่นของตนเองห่อหุ้มเขาไว้
กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่หยกพกส่องแสงจนถึงสุนัขดำปรากฏตัว ตบหน่วยกล้าตายกระเด็น ทำลายอาวุธวิเศษ และช่วยเย่เสวียนออกไป เกิดขึ้นในเวลาเพียงสองสามลมหายใจเท่านั้น!
เร็วเสียจนทุกคนไม่ทันได้ตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ!
“ขวางมันไว้! มันบาดเจ็บสาหัส ตบะตกลงมาเหลือแค่ขอบเขตตัดวิถี พลังเหลือไม่ถึงหนึ่งในหมื่น! อย่าให้มันพาสายเลือดจอมจักรพรรดิหวงเฉวียนไปได้!”
อินเทียนจื่อในที่สุดก็ได้สติกลับมาจากความตกตะลึง ตะโกนเสียงแหบแห้งสุดเสียง พร้อมกับสองมือประสานอินอย่างรวดเร็ว พื้นดินรอบแท่นบูชาแยกออกฉับพลัน มือผีสีดำทมิฬนับไม่ถ้วนยื่นออกมา คว้าจับไปที่เจ้าสุนัขดำ
เจียงฉางอินผู้อาวุโสผู้พิทักษ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูก็ได้สติแล้วเช่นกัน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา สุดท้ายก็กัดฟัน ในมือปรากฏแส้ปัดรังควานขึ้นมา ขนแส้กลายเป็นแสงสีเงินนับหมื่นพัน ปิดล้อมพื้นที่ด้านบนเอาไว้
เจ้าสุนัขดำก้มหน้า มองดูเย่เสวียนในอ้อมอกที่ลมหายใจรวยริน ใบหน้าซีดเผือด และหน้าอกยังคงมีเลือดไหล แววตาสีแดงฉานฉายแววเจ็บปวดและบ้าคลั่งที่ยากจะพรรณนา
มันไม่คิดจะสู้ยืดเยื้อ ไม่แม้แต่จะมองการโจมตีเหล่านั้นอีก
“พวกเจ้า... สมควรตายกันให้หมด!”
มันเค้นคำพูดไม่กี่คำนี้ออกมาจากไรฟัน จากนั้น ร่างกายอันใหญ่โตนั้นก็ย่อลงฉับพลัน ขาหลังระเบิดพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมา!
ครืน!!!
มันไม่ได้เลือกที่จะฝ่าแสงสีเงินของแส้ปัดรังควานขึ้นไปด้านบน และไม่ได้สนใจมือผีที่คว้ามาจากด้านล่าง แต่กลับพุ่งชนกำแพงหนาทึบด้านข้างแท่นบูชาที่ผสมเหล็กโลกันตร์และเสริมด้วยค่ายกล ซึ่งร่ำลือกันว่าสามารถกักขังนักบุญได้!
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เจ้าสุนัขดำใช้ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของมัน พุ่งชนเข้าไปดื้อๆ!
แสงบนกำแพงสว่างวาบอย่างบ้าคลั่ง อักขระนับไม่ถ้วนระเบิดออก เสียงแตกหักบาดหูดังสนั่นหวั่นไหว
กำแพงทั้งแถบ รวมไปถึงแท่นบูชาอีกครึ่งหนึ่ง ถูกมันชนจนเป็นรูโหว่ขนาดมหึมาอย่างป่าเถื่อน!
อิฐหินปลิวว่อน ฝุ่นควันตลบอบอวล
ร่างของเจ้าสุนัขดำกลายเป็นเส้นแสงสีดำที่เลือนราง ม้วนตัวเย่เสวียนในอ้อมอก พุ่งวูบเดียวออกจากรูโหว่นั้น กลืนหายไปในความมืดมิดไร้ขอบเขตของโลกภายนอกทันที หายวับไปกับตา
ทิ้งไว้เพียงความยุ่งเหยิงบนแท่นบูชา และผู้คนที่ยืนตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก
อินเทียนจื่อยืนอยู่ที่เดิม หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง มองดูเศษซาก “หน้ากากโลกันตร์” ที่แตกละเอียดในมือ แล้วมองดูรูโหว่ขนาดใหญ่บนกำแพง สัมผัสถึงแรงกดดันระดับกึ่งจักรพรรดิที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศซึ่งทำให้ใจสั่นสะท้าน สีหน้ามืดครึ้มจนแทบจะหยดออกมาเป็นน้ำได้
เป็ดที่ต้มจนสุกแล้ว... บินหนีไป?
ไม่ ไม่ใช่แค่บินหนีไป!
ยังกระโดดออกมาเป็นหมาแก่ที่น่ากลัวและไม่รู้ที่มาที่ไปตัวหนึ่งด้วย!
“ตรวจสอบ!” เขาหันขวับกลับมา น้ำเสียงแหลมสูงขึ้นเพราะความโกรธถึงขีดสุดและความหวาดกลัวลึกๆ ที่ยากจะสังเกตเห็น “ไปตรวจสอบมาให้ข้า! หมาตัวนั้นมันคือตัวอะไรกันแน่! แล้วก็ ปิดข่าวเดี๋ยวนี้ ไม่ ไม่ถูก...”
แววตาของเขาฉายประกายอำมหิต สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว ความคิดที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าผุดขึ้นมาในหัว
“ถ่ายทอดคำสั่งข้า คนของตี้ฟู่ทั้งหมด ออกปฏิบัติการ! แล้วก็ ส่งข่าวไปบอกแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู...” เขามองไปทางผู้อาวุโสผู้พิทักษ์แห่งไท่ชูที่สีหน้าย่ำแย่ไม่แพ้กัน น้ำเสียงเย็นเยียบ “บอกไปว่า มีปีศาจใหญ่ไม่ทราบที่มา ชิงตัวทายาทเพียงคนเดียวของจอมจักรพรรดิหวงเฉวียนไป ตี้ฟู่ของข้ากับไท่ชู สมควรจับมือกัน ‘ช่วย’ ทายาทกลับมา และสังหารปีศาจ!”
เจียงฉางอินเข้าใจความหมายของเขาในทันที ใบหน้าเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียมที่รู้กัน พยักหน้าช้าๆ “สมควรเป็นเช่นนั้น ไท่ชูของข้า ย่อมต้องให้ความร่วมมืออย่าง ‘เต็มที่’”
ราตรีดึกสงัดยิ่งขึ้น ลมหนาวพัดกรูเข้ามาจากรูโหว่ พัดธงเลือดบนแท่นบูชาจนส่งเสียงดังพั่บๆ
......
ข้างแท่นบูชา เจียงฉางอินยืนอยู่ที่เดิม สีหน้ามืดครึ้มจนน่ากลัว
“หมาดำ... กลิ่นอายนั้น...”
เขาพึมพำกับตัวเอง แววตาฉายแววสงสัยวูบหนึ่ง แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็นชา
“ต่อให้เป็นมันแล้วจะทำไม? สามพันกว่าปีผ่านไป มันจะยังเหลือฝีมือสักเท่าไรเชียว? วันนี้ดาวเป่ยโต่วแห่งนี้ ก็คือที่ตายของมัน!”