- หน้าแรก
- จอมทัพครองสนาม ตำนานยอดการ์ดสะท้านโลก
- บทที่ 8: ผู้เล่นหมายเลข 10 คือใคร?
บทที่ 8: ผู้เล่นหมายเลข 10 คือใคร?
บทที่ 8: ผู้เล่นหมายเลข 10 คือใคร?
บทที่ 8: ผู้เล่นหมายเลข 10 คือใคร?
เป็นที่รู้กันดีว่า โรงเรียนเบเธลนั้นมีผู้เล่นที่คิดว่าตัวเองเป็น "มือสอง" ของทีมอยู่ถึง 11 คน
หลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ในที่สุดลุงแซม ไมค์ เบอร์นีย์ ก็ตัดสินใจส่ง "มือสอง" ทั้งห้าคนนี้ลงเป็นตัวจริง:
เซนเตอร์ ทาบีท: สูง 205 เซนติเมตร หนัก 100 กิโลกรัม ร่างใหญ่กำยำ เขาเป็นเพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของไอเวอร์สัน มีทักษะการกันตำแหน่งและสกรีนบอลที่ใช้ได้ ส่วนเกมรุกนั้นเขามีอัตราการทำแต้มจากการเลย์อัพใต้แป้นสูงถึง 60% ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและมีประโยชน์ขนาดนี้ เขาคงไม่มีทางได้มาเฉียดใกล้กีฬาบาสเกตบอลเลย
เพาเวอร์ฟอร์เวิร์ด แฟรงค์: สูง 198 เซนติเมตร หนัก 76 กิโลกรัม เป็นมือปืนวงนอกที่หาความโดดเด่นไม่ได้ แถมยังแพ้ทางพวกที่ชอบเข้าปะทะ ถ้าเขาถูกเบียดหรือกระแทกแม้เพียงนิดเดียว ลูกที่ชูตออกไปก็เตรียมตัวเป็นแอร์บอลได้เลย
สมอลฟอร์เวิร์ด ลิตเติ้ล สมิธ: สูง 192 เซนติเมตร หนัก 84 กิโลกรัม ฉายา "จอร์แดนแห่งเวอร์จิเนีย" ร่างกายและสมรรถภาพทางกีฬาเป็นเลิศ ชอบการดังก์เป็นชีวิตจิตใจ แต่ทักษะพื้นฐานนั้นเข้าขั้นแย่ จังหวะไดรฟ์เข้าหาห่วงมักจะจบลงด้วยการวอล์คกิ้ง ส่วนลูกกระโดดถอยหลังชูตก็พึ่งพาไม่ค่อยได้ บางวันก็เทพจนน่าตกใจ บางวันก็กากจนน่าหดหู่
ชูตติ้งการ์ด อังเดร: ผู้เล่นผิวขาวเพียงคนเดียวในทีม สูง 180 เซนติเมตร หนัก 65 กิโลกรัม ตัวเล็กและบางมาก เกมรับแย่ แถมยังกลัวการเสียบอลเวลาเลี้ยงลูก แต่ข้อดีอย่างเดียวที่มีคือ การชูตที่แม่นยำอย่างเหลือเชื่อ
และตำแหน่งการ์ดจ่ายคือ ฟานเซี่ย
เมื่อเห็นรายชื่อผู้เล่นชุดนี้ ลุงแซมมีความคิดเดียวในใจคือ "ขอร้องล่ะไอเวอร์สัน รีบกลับมาเร็วๆ เถอะ!"
สิ่งที่ทำให้ลุงแซมรู้สึกเศร้าเล็กน้อยก็คือ เจ้าพวกเด็กใหม่ทั้งห้าคนนี้ยังคงเถียงกันไม่เลิกว่า "ฉันจะเป็นคนนำพวกนายไปสู่ชัยชนะเอง"
ในเวลาแบบนี้พวกนายยังจะมาแย่งกันเป็นขาใหญ่อีกเหรอ? ก่อนหน้านี้ลุงแซมพอจะทนได้กับการที่พวกนายแย่งกันเป็นมือสอง เพราะไอเวอร์สันนั้นโดดเด่นเกินไปจนใครจะเป็นที่สองก็ไม่ต่างกันนัก แต่ตอนนี้เมื่อไม่มีไอเวอร์สันมาคอยบังหน้าไว้แล้ว การที่พวกนายยังมาแย่งตำแหน่งเบอร์หนึ่งกันมันดูตลกสิ้นดี
"แจ็ค นายจะเป็นคนคุมเกมและรันแผนตามที่เราวางไว้" ในที่สุดลุงแซมก็ตัดสินใจยกหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ในสนามให้กับฟานเซี่ย
เพราะนอกจากไอเวอร์สันแล้ว ฟานเซี่ยเป็นคนเดียวในทีมที่สามารถเลี้ยงบอลข้ามเส้นครึ่งสนามไปได้โดยไม่เสียบอล
มือสองคนอื่นๆ ต่างก็ไม่คัดค้าน พวกเขาแค่สั่งฟานเซี่ยว่าให้จ่ายบอลให้พวกเขาให้เร็วที่สุด เหมือนกับที่เขาเคยจ่ายให้ไอเวอร์สันนั่นแหละ
แฟรงค์ยังคงพึมพำที่ข้างหูฟานเซี่ยไม่หยุดว่าเขาต้องชนะเพื่อมัดใจแฟนสาว และจะยอมให้ไอ้เวรจากทีมฟุตบอลมาทำคะแนนตีตื้นไม่ได้ ทีมบาสเกตบอลน่ะเสียเปรียบทีมฟุตบอลเรื่องจีบสาวอยู่แล้ว ถ้าวันนี้เขาโชว์ฟอร์มไม่เด่นแล้วจะมีหน้าไปสู้ใครได้ ส่วนอังเดรก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าวันนี้พ่อแม่เขามาดูนะ เขาต้องปล่อยของ... สรุปคือทุกคนต่างก็มีเหตุผลส่วนตัวกันทั้งนั้น
ก่อนจะลงสนาม ฟานเซี่ยกวาดสายตาไปรอบอัฒจันทร์ครู่หนึ่ง จนกระทั่งก่อนเสียงนกหวีดจะดังขึ้น เขาก็เห็นอาฟานเล่อนั่งอยู่ในมุมหนึ่ง พลางถือกระเป๋าให้ป้าวัง
อาฟานเล่อเห็นเขาก็โบกมือให้อย่างกระฉับกระเฉง ฟานเซี่ยจึงโบกมือตอบ ทั้งอาและหลานต่างรู้สึกฮึกเหิมไม่แพ้กัน
ขณะที่อาฟานเล่อหันไปโม้กับป้าวังว่าหลานชายของเขายอดเยี่ยมแค่ไหน... ปี๊ด! เสียงนกหวีดดังขึ้น การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อเหล่าหัวหน้าโค้ชและผู้ช่วยจากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต, แอริโซนา และนอร์ทแคโรไลนา เห็นว่าไอเวอร์สันไม่ได้ลงเป็นตัวจริง ความผิดหวังก็ฉายชัดบนใบหน้า สมาธิของพวกเขาเริ่มหลุดลอยไป
โดยเฉพาะเมื่อเห็นทาบีทใช้ร่างกายอันมหึมาเบียดเซนเตอร์ฝ่ายตรงข้ามออกไป แล้วปัดลูกบอลส่งให้ฟานเซี่ยดื้อๆ
คาลฮูนถึงกับส่ายหัวด้วยความสิ้นหวัง "นี่มันก็แค่ระดับมัธยมธรรมดาๆ ในรัฐที่แห้งแล้งเรื่องบาสเกตบอลอย่างเวอร์จิเนีย" เขาสาบานเลยว่าถ้าไม่ใช่เพราะไอเวอร์สัน เขาไม่มีทางยอมบินมาดูเกมแบบนี้เด็ดขาด
ทว่าในจังหวะที่เขาส่ายหัวด้วยความผิดหวังและกำลังจะละสายตาไปนั้นเอง ลิสเตอร์ ผู้ช่วยโค้ชจากนอร์ทแคโรไลนากลับตาเป็นประกายขึ้นมาทันที และหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ สนามในเวอร์จิเนียก็ระเบิดเสียงเชียร์ครั้งแรกของเกมออกมา
เหตุการณ์ในตอนนั้นคือ: ฟานเซี่ยรับลูกจากทาบีทแล้วพุ่งทะยานไปแดนหน้า ทอม การ์ดจ่ายตัวจริงของแฮมป์ตันที่กำลังอยากโชว์ฝีมือต่อหน้าเหล่าโค้ชมหาวิทยาลัย พลันพุ่งเข้ามากดดันอย่างรวดเร็ว เขามีความเร็วที่สูงมาก ตั้งใจจะใช้จังหวะทีเผลอฉกบอลจากมือฟานเซี่ยไปดื้อๆ
แต่ในวินาทีที่ทอมพุ่งเข้ามาเหมือนสายฟ้า ฟานเซี่ยกลับใช้ปลายนิ้วสะกิดบอลไปข้างหน้า ลูกบาสพุ่งผ่านข้างตัวทอมไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับที่ฟานเซี่ยหมุนตัวอ้อมผ่านทอมไปอีกด้านหนึ่ง... มันคือท่า "ตัวไปทางบอลไปทาง" ที่สวยงามและพริ้วไหวอย่างที่สุด
จังหวะการแยกตัวจากบอลในเสี้ยววินาทีนั่นเองที่ทำให้ลิสเตอร์จากนอร์ทแคโรไลนาถึงกับตาค้าง
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หลังจากผ่านทอมมาได้ ฟานเซี่ยก็พุ่งเข้าหาเส้นลูกโทษทันที เมื่อแนวรับของแฮมป์ตันเริ่มรวนและหุบเข้ามาช่วยป้องกัน เขากลับสะบัดข้อมือจ่ายบอลแบบกระดอนพื้นไปทางซ้ายอย่างแนบเนียน หลอกล่อแนวรับทั้งแผงจนเสียกระบวน
ลิตเติ้ล สมิธ ที่วิ่งเติมขึ้นมาได้รับบอลพอดี เขาจัดระเบียบร่างกายและกระโดดขึ้นฟ้า... ตูม! เขาดังก์ลงไปอย่างรุนแรง! แฟนบาสในสนามต่างตะลึงกับการดังก์ด้วยมือเดียวครั้งนี้ ลิตเติ้ล สมิธ ชูมือขึ้นสูงด้วยความสะใจ ปลดปล่อยพลังวัยรุ่นออกมาอย่างเต็มที่
แต่ลิสเตอร์กลับจดจำสิ่งที่ฟานเซี่ยทำในเพลย์นี้ได้แม่นยำ เขารู้สึกได้ว่าการ์ดผิวเหลืองคนนี้มีพรสวรรค์ในการเป็นพอยต์การ์ดที่ยอดเยี่ยม ทั้งความเร็วในการตอบสนอง ทักษะการคุมบอล และจังหวะการจ่ายที่แม่นยำราวกับวางไว้... ความแม่นยำที่พอเหมาะพอดีแบบนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าลูกดังก์ของลิตเติ้ล สมิธ เสียอีก
ตอนนี้นอร์ทแคโรไลนามี ราชีด วอลเลซ และเพิ่งได้ตัวดาวรุ่งเบอร์หนึ่งของรุ่นปีนี้อย่าง จอห์น สแต็คเฮาส์ มาเข้าทีมแล้ว การจับคู่ของผู้เล่นระดับห้าดาวทั้งวงในและวงนอกคือสิ่งที่นอร์ทแคโรไลนาทำสืบต่อกันมาหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนเดียวที่มีคือการขาดตัวเลือกที่ดีในตำแหน่งการ์ดจ่าย นี่คือเหตุผลที่ลิสเตอร์ต้องถ่อมาส่องฟอร์มไอเวอร์สันด้วยตัวเอง
แต่ตอนนี้ เมื่อไอเวอร์สันไม่ได้ลง ฟานเซี่ยกลับกลายเป็นคนที่ดึงดูดสายตาของลิสเตอร์แทน เขาจรดปากกาเขียนว่า "หมายเลข 10" ลงในสมุดบันทึก เขาพึมพำกับตัวเอง "หวังว่าสิ่งที่หมอนี่ทำเมื่อกี้จะไม่ใช่แค่โชคช่วยนะ"
จิม คาลฮูน โค้ชจากคอนเนตทิคัต เห็นลิสเตอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังจดบันทึกยิกๆ รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปาก ความรู้สึกเหนือกว่าเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ "ผู้ช่วยโค้ชก็คือผู้ช่วยโค้ชวันยังค่ำ ต้องคอยจดทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไอ้เบอร์ 9 ที่ดังก์เก่งๆ นั่นมันมีอะไรพิเศษให้ต้องจดขนาดนั้นกัน?" เด็กมัธยมที่ดังก์ได้ในอเมริกาน่ะ มีให้เห็นเกลื่อนกราดไปหมด
"เรย์ อัลเลน ที่ฉันเลือกมาปีนี้ ดังก์หมุนตัว 360 องศาได้ด้วยซ้ำ" จิม คาลฮูน เป็นคนหยิ่งทะนง เขาคิดว่าลิสเตอร์เป็นแค่คนทำงานระดับกลางที่ขาดความเฉียบคมและรู้แต่เรื่องพื้นๆ เท่านั้น
คาลฮูนหันไปอีกทาง และพบว่าโอลสัน โค้ชจากแอริโซนา คู่ปรับคนสำคัญของเขา ก็กำลังจ้องมองไปที่สนามอย่างไม่วางตาเช่นกัน เขารู้สึกสงสัยมาก "เกิดอะไรขึ้น? ไอเวอร์สันไม่อยู่แล้วแท้ๆ ยังจะมีผู้เล่นคนไหนในสนามที่คู่ควรกับความสนใจของโค้ชแอริโซนาอีกเหรอ?"
"ทำไมฉันไม่เคยได้ยินชื่อผู้เล่นหมายเลข 10 คนนี้มาก่อนเลยล่ะ?" ในตอนนี้ ราล์ฟ แซมป์สัน ตำนาน NBA ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของสนาม กระซิบถามดิกเกอร์สัน โค้ชของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเบาๆ เขาเองก็ประทับใจในตัวฟานเซี่ยเช่นกัน... ฟานเซี่ยในสนามตอนนี้ดูโดดเด่นเหมือนหิ่งห้อยในคืนที่มืดมิด
ดิกเกอร์สันเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน เขาไม่คาดคิดเลยว่า ทอม การ์ดความเร็วสูงที่เขาตั้งใจจะดึงเข้าทีม จะถูกฟานเซี่ยประกบติดจนเล่นไม่ออก แถมในจังหวะบุกก่อนหน้านี้ ฟานเซี่ยยังใช้ท่า "ตัวไปทางบอลไปทาง" หลอกทอมจนเสียหน้าไปเลย
ในความทรงจำของเขา ผู้เล่นหมายเลข 10 คนนี้ไม่เคยมีผลงานโดดเด่นมาก่อนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะแสงของไอเวอร์สันมันจ้าเกินไป จนไปบดบังรัศมีของเขาไว้กันแน่?
ดิกเกอร์สันเริ่มเปลี่ยนจุดสนใจจากทอมในเกมรุก มาจ้องมองฟานเซี่ยในเกมรับแทน หากจะพูดกันตามตรง ในเวลานี้ ฟานเซี่ยเองก็ไม่คิดว่าเขาจะสามารถรับมือกับทอมได้ดีขนาดนี้
ทอมคือดาวเด่นของโรงเรียนแฮมป์ตัน ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและเกมรุกที่ดุดัน จนได้รับการจัดลำดับให้เป็นผู้เล่นสี่ดาวจากนิตยสารชื่อดัง
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ระบบเริ่มทำงานเมื่อวานและเขาได้รับพรสวรรค์ด้านความคล่องตัวระดับ S จากไอเวอร์สัน พละกำลังของฟานเซี่ยก็พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่าหลายท่าที่เขาไม่เคยกล้าทำมาก่อน ตอนนี้เขาสามารถทำมันออกมาได้อย่างง่ายดาย
ตัวอย่างเช่น ท่า "ตัวไปทางบอลไปทาง" เมื่อครู่ เขาทำมันออกมาได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ฟานเซี่ยเคยลองทำท่านนี้มาหลายครั้ง แต่เพราะพรสวรรค์ด้านความคล่องตัวยังไม่ถึงขั้น มันจึงดูขัดหูขัดตาเสมอ ไม่เหมือนกับความนุ่มนวลที่เขาแสดงออกมาในตอนนี้เลย
ส่วนในเกมรับ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวิญญาณที่คอยตามหลอกหลอน ความคล่องตัวอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มันทำให้เขาเคลื่อนที่ในเกมรับได้อย่างรวดเร็ว เขาสามารถใช้ความเร็วจำกัดวงการเคลื่อนที่ของทอมได้ตลอดเวลา จนเหมือนเป็น "ตังเม" ที่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
ทอมกำลังถูกไล่ต้อนอย่างหนัก...