- หน้าแรก
- จ้าวแห่งยุทธภพเริ่มต้นด้วยการเป็นประมุขมาร
- บทที่ 86 กฎเกณฑ์
บทที่ 86 กฎเกณฑ์
บทที่ 86 กฎเกณฑ์
บทที่ 86 กฎเกณฑ์
นักฆ่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนเย็นชาและดุดันเสมอไป อย่างน้อยหวางกุ่ยโส่วที่อยู่ตรงหน้าชูซิ่วในตอนนี้ ใบหน้าของเขามักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดูตลกและไม่เป็นอันตราย แต่ชูซิ่วรู้ดีว่าเมื่อยามเขาลงมือสังหารผู้คน ใบหน้าของเขาย่อมต้องเปื้อนรอยยิ้มเช่นนี้อย่างแน่นอน
หวางกุ่ยโส่วอธิบายกฎเกณฑ์ของสมาคมมังกรครามอย่างละเอียดให้ชูซิ่วฟัง รวมถึงกฎบางอย่างของเรือนสาขาเทียนจุ้ยด้วย อันที่จริงชูซิ่วก็เคยรู้เรื่องนี้มาจากเนื้อเรื่องในชาติก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เขาได้รู้รายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นจากปากของหวางกุ่ยโส่ว
สมาคมมังกรครามแม้จะเป็นองค์กรนักฆ่า แต่ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายมารอย่างชัดเจน กล่าวโดยง่ายคือ คนของสมาคมมังกรครามก็สังหารทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร ตราบใดที่เจ้าสามารถจ่ายราคาที่สมเหตุสมผลได้ สมาคมมังกรครามย่อมกล้าที่จะสังหารใครก็ได้
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ กฎเกณฑ์การสังหารของสมาคมมังกรคราม
องค์กรนักฆ่าทั่วไป ก่อนจะสังหารใครจะต้องสืบสวนพลังฝีมือของเป้าหมายก่อน แล้วจึงกำหนดราคาค่าหัว แต่สมาคมมังกรครามกลับตรงกันข้าม
สมาคมมังกรครามไม่กำหนดราคาการสังหาร แต่ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดราคา ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินเท่าใด สมาคมมังกรครามก็จะส่งนักฆ่าในระดับนั้นไปสังหารเป้าหมาย
หากสำเร็จก็แล้วไป แต่หากล้มเหลว ทำให้นักฆ่าของสมาคมมังกรครามถูกสังหาร สมาคมมังกรครามจะไม่แก้แค้นคนที่สังหารนักฆ่าของตน แต่จะแก้แค้นผู้ว่าจ้างที่ทรยศตนเอง
ในมุมมองของสมาคมมังกรคราม ผู้ว่าจ้างเป็นคนที่ไม่สืบสวนพลังฝีมือของเป้าหมายให้ดี หรือไม่ก็เสียดายเงินที่ควรจ่าย ทำให้สมาคมมังกรครามส่งนักฆ่าที่มีพลังฝีมือไม่เพียงพอไปจนถูกสังหาร ดังนั้นผู้ที่สมาคมมังกรครามจะแก้แค้นจึงไม่ใช่ผู้สังหาร แต่กลับเป็นผู้ว่าจ้าง
กฎเกณฑ์ข้อนี้ในสายตาของชูซิ่วนับว่าชาญฉลาดอย่างยิ่ง คนที่กำหนดกฎเกณฑ์นี้ในอดีตย่อมเป็นอัจฉริยะโดยแท้
องค์กรนักฆ่าทั่วไปยังต้องต่อรองราคากับผู้ว่าจ้าง บางคนยังคิดว่าแพง แต่สมาคมมังกรครามกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ว่าจ้างต่างเกรงว่าตนเองจะจ่ายเงินน้อยเกินไป ทำให้นักฆ่าของสมาคมมังกรครามที่ถูกส่งไปมีพลังฝีมือไม่เพียงพอ จนเกิดความผิดพลาดในการสังหาร ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามจ่ายเงินให้มากที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาการสังหารของสมาคมมังกรครามจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในยุทธภพ
ส่วนค่าตอบแทนหลังการสังหาร โดยส่วนใหญ่สำนักงานใหญ่ของสมาคมมังกรครามจะรับสามส่วน นักฆ่าที่ลงมือรับห้าส่วน เจ้าเรือนรับสองส่วน
แต่เนื่องจากสมาคมมังกรครามกระจายอยู่ทั่วทั้งยุทธภพ สถานการณ์จึงแตกต่างกัน อำนาจของเจ้าเรือนยิ่งแตกต่างกัน ดังนั้นบางพื้นที่ สำนักงานใหญ่ของสมาคมมังกรครามจะรับส่วนแบ่งที่ไม่น้อย แต่ส่วนที่นักฆ่าได้รับจะน้อยลง ส่วนเจ้าเรือนก็จะได้รับมากขึ้น
แน่นอนว่าเรือนสาขาเทียนจุ้ยของพวกเขายังคงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสมาคมมังกรครามอย่างเคร่งครัด เดิมทีเรือนสาขาเทียนจุ้ยมีคนไม่มาก เจ้าเรือนเทียนจุ้ยย่อมต้องการผูกมิตรกับนักฆ่าที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเอง
หลังจากอธิบายกฎเกณฑ์ของสมาคมมังกรครามจบแล้ว หวางกุ่ยโส่วก็เล่าประวัติความเป็นมาของเรือนสาขาเทียนจุ้ยให้ชูซิ่วฟังต่อ
เรือนสาขาเทียนจุ้ยทั้งหมดมีเพียงร้อยกว่าคน ดูเหมือนจะลำบากเกินไป นอกจากเจ้าเรือนเทียนจุ้ยที่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับสวรรค์มนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่งแล้ว ที่เหลือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพียงระดับปราณเกราะภายนอกเท่านั้น
อันที่จริงเรือนสาขาเทียนจุ้ยเดิมแข็งแกร่งมาก มีสมาชิกนับพัน ผู้แข็งแกร่งระดับรวมสามบุปผาและหลอมรวมปราณห้าธาตุยังมีไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่สามปีก่อนเรือนสาขาเทียนจุ้ยถูกใครบางคนทำลายอย่างราบคาบ นักฆ่าในเรือนสาขาเกือบถูกสังหารจนหมดสิ้น สำนักงานใหญ่ของสมาคมมังกรครามจึงส่งเจ้าเรือนเทียนจุ้ยมา เพื่อให้เขาก่อตั้งเรือนสาขาเทียนจุ้ยขึ้นใหม่ในพื้นที่นี้
หวางกุ่ยโส่วเป็นคนเก่าของเรือนสาขาเทียนจุ้ย ตอนที่เรือนสาขาเทียนจุ้ยถูกทำลาย เขากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ข้างนอก จึงรอดชีวิตมาได้
หวางกุ่ยโส่วไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำลายเรือนสาขาเทียนจุ้ย แต่เขาก็มีความสงสัยอยู่บ้าง แต่ไม่กล้าพูดออกมา
อันที่จริงต่อให้เขาไม่บอก ชูซิ่วก็พอจะคาดเดาได้ สมาคมมังกรครามแม้จะเป็นเพียงเรือนสาขาเดียว แต่พลังฝีมือก็ไม่ธรรมดา ผู้ที่สามารถทำลายเรือนสาขาของสมาคมมังกรครามได้ ย่อมต้องเป็นราชวงศ์รัฐเยี่ยน หรือไม่ก็กองกำลังชั้นนำในยุทธภพ เช่นคฤหาสน์จู้อี้ หรือนครเพียวเสวี่ยแห่งแดนเหนือสุด ที่มีชื่อเสียงก้องยุทธภพ
หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดจบ หวางกุ่ยโส่วกล่าวว่า “อันที่จริงกฎเกณฑ์ของเรือนสาขาเทียนจุ้ยของข้านั้นง่ายยิ่งนัก เจ้าเพียงต้องรู้เพียงข้อเดียว นั่นคือการเชื่อฟังคำสั่งของท่านเจ้าเรือนอย่างเคร่งครัด ตราบใดที่จำข้อนี้ได้ ที่เหลือย่อมไม่มีปัญหาอันใด”
ชูซิ่วเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วพยักหน้า
เขารู้เพียงว่าเจ้าเรือนเทียนจุ้ยผู้นี้ในเนื้อเรื่องเดิมไม่ใช่คนรักสงบ ตอนนี้เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว การควบคุมที่อีกฝ่ายมีคงแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
หวางกุ่ยโส่วกล่าวต่อ “ในเรือนสาขา สามารถเรียกชื่อกันและกันได้ แต่เมื่อออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอก น้อยคนนักที่จะบอกชื่อจริง ดังนั้นพวกเราจึงมีรหัสลับเพื่อความสะดวกในการสื่อสารกันในขณะปฏิบัติภารกิจ
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีรหัสลับ ระดับของนักฆ่าสมาคมมังกรครามมีทั้งหมดเก้าระดับ เจ้าปฏิบัติภารกิจระดับใดสำเร็จสูงสุด เจ้าก็คือนักฆ่าระดับนั้น สำหรับเรือนสาขาเช่นเรา ภารกิจระดับเจ็ดก็คือขีดสุดแล้ว สูงกว่านั้นย่อมทำไม่ได้
นักฆ่าระดับหนึ่ง ระดับสอง และระดับสามไม่มีรหัสลับ มีเพียงหมายเลขรหัสเท่านั้น มีเพียงผู้ที่ทำภารกิจระดับสี่สำเร็จ จึงจะมีสิทธิ์มีรหัสลับ และสามารถวาดลวดลายบนหน้ากากของตนเองได้”
หวางกุ่ยโส่วสะบัดหน้ากากที่เอวของตนเองให้ชูซิ่วดู บนนั้นวาดลวดลายของตัวตลก
“รหัสลับของข้าคือหวางกุ่ยโส่ว(ราชันย์หัตถ์ภูต) ส่วนชื่อจริงน่ะเหรอ ไม่สำคัญแล้ว ถูกคนอื่นเรียกหวางกุ่ยโส่วมานานกว่าสิบปี ข้าจึงลืมชื่อจริงของตนเองไปแล้ว”
กล่าวจบ หวางกุ่ยโส่วก็ชี้ไปยังบุรุษหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่รูปงาม แต่ใบหน้าไม่มีสีหน้าใดๆ สะพายกระบี่หนักไว้ด้านหลัง ยืนอยู่ข้างสนามฝึกยุทธ์ “คนผู้นั้นคือ 'กระบี่พิการ' เหยียนปู้กุย ระดับปราณเกราะภายนอก เป็นหนึ่งในนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในเรือนสาขาเทียนจุ้ยตอนนี้
เจ้าคนนี้ชอบยืนเหม่อลอยอยู่ในมุม แต่เมื่อยามลงมือ บัดซบ! ข้าไม่อยากนึกถึงจริงๆ ฉากสังหารของเขาน่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หมอนี่มีปัญหาทางจิต อย่าไปยุ่งกับเขามากนัก”
ชูซิ่วเลิกคิ้ว ผู้ที่สามารถเข้าร่วมสมาคมมังกรครามและเป็นนักฆ่าได้ มีสักกี่คนกันที่ไม่มีปัญหาทางจิต?
หวางกุ่ยโส่วชี้ไปยังผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มที่นั่งสมาธิอยู่กลางสนามฝึกยุทธ์ ใบหน้าของเขาสวมหน้ากากที่มีลวดลายทองคำประหลาด “คนนี้ถังหยา ชื่อของเขาคือถังหยา รหัสลับก็คือถังหยา ช่างเป็นคนประหลาดนัก ในเรือนสาขาแห่งนี้ ไม่มีใครนอกจากท่านเจ้าเรือนที่รู้ที่มาของเขา เขาก็อยู่ในระดับปราณเกราะภายนอกเช่นกัน”
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณเกราะภายนอกในเรือนสาขาเทียนจุ้ยมีเพียงสองคนนี้เท่านั้น ส่วนที่เหลือรวมหวางกุ่ยโส่วแล้ว มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณเกราะภายในอีกสามคน คนทั้งสามนั้นคือ 'ราชาหมาป่า' รูปร่างศีรษะเป็นหมาป่า และ 'หนูเพลิง' รูปร่างไม่เหมือนคนจากจงหยวนภาคกลาง ราวกับคนจากซีอวี้ ใบหน้าวาดลวดลายเพลิง
สองระดับปราณเกราะภายนอก สามระดับปราณเกราะภายใน พลังฝีมือเช่นนี้ในอำเภอหลินจงนับว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่ง กระทั่งแข็งแกร่งกว่าตระกูลเยว่ที่ไล่ล่าเขาเสียอีก แต่น่าเสียดายที่สำหรับเรือนสาขาของสมาคมมังกรครามแล้ว นับว่าลำบากเกินไป
หลังจากอธิบายสถานการณ์โดยรวมให้ชูซิ่วฟัง หวางกุ่ยโส่วกล่าวว่า “การเข้าร่วมสมาคมมังกรคราม ย่อมมีของต้อนรับ
โอสถวิญญาณมังกรครามที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมมังกรครามปรุงขึ้นเป็นโอสถระดับหก เจ้าสามารถได้รับสองเม็ดด้วยพลังฝีมือในตอนนี้
และเสื้อผ้าหน้ากากของสมาคมมังกรคราม ข้าก็จะส่งไปยังห้องของเจ้าเอง หลังจากเจ้าพักผ่อนสักสองสามวันแล้ว ค่อยมารับภารกิจเพื่อกำหนดระดับนักฆ่า”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หวางกุ่ยโส่วก็จ้องมองชูซิ่วอย่างลึกซึ้ง “หากข้าคาดเดาไม่ผิด พลังของเจ้าใกล้จะถึงระดับปราณเกราะภายในแล้วสินะ? อายุยังน้อยแต่ก็สามารถบรรลุถึงระดับปราณเกราะภายในได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ในทำเนียบรายนามมังกรพยัคฆ์ เจ้าก็แข็งแกร่งกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชูซิ่วก็เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร
ท่าทีของหวางกุ่ยโส่วต่อชูซิ่วดีมาก แต่ตาเฒ่าคนนี้เป็นนักฆ่าที่มีประสบการณ์มากกว่าสิบปีในสมาคมมังกรคราม สังหารคนมานับไม่ถ้วน หากเขาสุภาพอ่อนโยนเช่นนี้จริงๆ เขาก็คงถูกคนอื่นสังหารไปนายแล้ว
ตอนนี้เขาทำดีกับชูซิ่วอย่างสุภาพ อธิบายอย่างละเอียด เหตุผลมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือพลังฝีมือของชูซิ่ว
เรือนสาขาเทียนจุ้ยของสมาคมมังกรครามแม้จะเล็ก แต่เห็นได้ชัดว่าแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ได้บรรลุถึงระดับปราณเกราะภายในและไม่มีรหัสลับเป็นกลุ่มหนึ่ง ส่วนหวางกุ่ยโส่วและนักฆ่าที่มีรหัสลับเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง
มังกรไม่ยุ่งเกี่ยวกับอสรพิษ เมื่อพลังฝีมือไม่ถึงระดับของหวางกุ่ยโส่ว พวกเขาย่อมไม่สนใจที่จะรับคนเหล่านั้นเข้ากลุ่ม
แต่ชูซิ่วแตกต่างกัน ชูซิ่วมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ข้างนอกก่อนแล้ว และตอนนี้พลังฝีมือของเขายังถึงจุดสูงสุดของขั้นเสียนเทียนอีกด้งวย ใกล้จะทะลวงสู่ระดับปราณเกราะภายในเต็มที เมื่อชูซิ่วบรรลุถึงระดับปราณเกราะภายใน ก็จะเป็นตัวตนในระดับเดียวกับพวกเขา การทำดีกับชูซิ่วในตอนนี้ ก็คือการทำดีกับสหายร่วมรบของตนเองในอนาคต
เมื่อเข้าใจความคิดของหวางกุ่ยโส่ว ชูซิ่วก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอันใด ในทางกลับกัน เขากลับคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ
มีพลังแบบไหนก็ได้รับปฏิบัติแบบนั้น หากไม่มีพลัง แต่ต้องการให้คนอื่นปฏิบัติกับตนเองอย่างเท่าเทียม ชูซิ่วย่อมไม่คิดว่าตนเองจะได้รับปฏิบัติแบบตัวเอกเช่นนั้น