- หน้าแรก
- เปิดประตูมิติข้ามภพ ผมพาคนทั้งชาติบุกโลกเซียน
- บทที่ 3: ช่างมันเถอะ รายงานไปก่อนค่อยว่ากัน...
บทที่ 3: ช่างมันเถอะ รายงานไปก่อนค่อยว่ากัน...
บทที่ 3: ช่างมันเถอะ รายงานไปก่อนค่อยว่ากัน...
“นี่... นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?”
สีหน้าของฉีเยว่แปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุด แต่ทุกคนในที่นั้นต่างก็สังเกตเห็นได้ชัดเจน... บนใบหน้าของเขาที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและไร้รอยยิ้ม บัดนี้กลับฉายแววปิติยินดีออกมา?
ฉีเยว่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า คอขวดระดับปรมาจารย์ขั้นกลางที่ติดขัดมาเนิ่นนานของเขา ดูเหมือนจะ... เริ่มมีการสั่นคลอนแล้ว?
ไม่ใช่เพราะพลังงานที่เขาได้รับในขณะนี้มีปริมาณมหาศาล แต่เป็นเพราะมันบริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด!
ฉีเยว่เคยใช้ทรัพยากรบ่มเพาะมาไม่น้อย แต่ไม่มีข้อยกเว้น ทุกชิ้นล้วนต้องใช้เวลาในการกลั่นกรองสิ่งเจือปน
ทว่าพลังงานที่หินก้อนนี้มอบให้ กลับไหลเวียนหล่อเลี้ยงไปทั่วแขนขาและเส้นชีพจรอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเสียเวลากลั่นกรองเลยแม้แต่น้อย!
บริสุทธิ์... มันบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด!
แต่สิ่งที่ทำให้ฉีเยว่ตกใจที่สุดไม่ใช่เรื่องนี้
แต่เป็นเพราะเขาโคจรเคล็ดวิชามาสักพักแล้ว พลังงานในหินก้อนเล็กๆ นี้กลับดูเหมือนจะหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ไม่เห็นวี่แววว่าจะแห้งเหือดเลยแม้แต่นิดเดียว
นี่มันของดีชัดๆ!
ฉีเยว่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมว่า ของสิ่งนี้อย่าว่าแต่จะอยู่ในมือนักเรียนคนหนึ่งเลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งสหพันธรัฐต้าเซี่ย ก็ยังจัดว่าเป็นทรัพยากรระดับไฮเอนด์!
ฉีเยว่หยุดโคจรเคล็ดวิชา
เขาเดินกลับไปหาฉินเซวียนอีกครั้ง ยัดหินวิญญาณกลับใส่กระเป๋าเสื้อของอีกฝ่ายเบาๆ แล้วตบไหล่ฉินเซวียน
“นี่เป็นของดี เธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ”
การเปลี่ยนแปลงของสีหน้าฉีเยว่ ทุกคนในที่นั้นต่างเห็นกันอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ฉินเซวียนยิ้ม “ผอ.ฉี ถ้าคุณชอบ คุณก็เก็บไว้สิครับ”
“นี่นายจะติดสินบนฉันเหรอ?”
ฉีเยว่หัวเราะออกมาคำหนึ่ง แต่ไม่มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด
เดิมทีเขายังรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาทำงานน่าเบื่อแบบนี้ แถมยังต้องมาเจอกับ “คนสติไม่ดี” อย่างฉินเซวียนก็ยิ่งพาลหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
แต่ในตอนนี้ เมื่อสัมผัสได้ว่าระดับพลังมีการขยับเขยื้อน อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นเป็นกอง!
ทว่าฉีเยว่หันกลับมามองฉินเซวียน แววตาซับซ้อนขึ้นหลายส่วน “ของสิ่งนี้ นายไปเอามาจากไหน?”
ฉีเยว่พอจะเดาได้ว่า หินวิญญาณก้อนนี้ต้องเป็นแร่ธาตุพิเศษชนิดหนึ่งแน่ๆ
แต่ประการแรก ในเมืองฐานทัพไม่มีทางมีเหมืองแร่ เหมืองแร่ล้วนอยู่นอกเมือง นักเรียนคนหนึ่งจะเข้าออกเมืองฐานทัพตามใจชอบไปขุดของล้ำค่าแบบนี้มาได้อย่างไร?
ประการที่สอง แร่ธาตุที่ทรงพลังขนาดนี้ ทางสหพันธรัฐต้องส่งคนไปควบคุมการขุดเจาะนานแล้ว ของดีที่สหพันธรัฐยังไม่ค้นพบกลับถูกนักเรียนคนหนึ่งค้นพบ นี่มันไม่เท่ากับตบหน้าพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นหรอกหรือ?
พอลองคิดดูดีๆ ฉีเยว่ก็แทบจะมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด
ฉินเซวียนส่ายหน้า “ผมบอกไปแล้ว ของสิ่งนี้ ผมได้มาจากอีกโลกหนึ่ง”
“อันที่จริง ของแบบนี้ ผมยังมีอีกกว่าสิบก้อน”
สิบกว่าก้อน...
พอได้ยินคำนี้ ฉีเยว่ก็ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคอ
จำนวนขนาดนี้ เกรงว่าจะทำให้เขาทะลวงไปถึงระดับปรมาจารย์ขั้นปลายได้เลย หรือเผลอๆ อาจจะแตะขอบเขตของระดับขุนพลได้ด้วยซ้ำ!
ทรัพยากรระดับนี้ นักเรียนธรรมดาคนหนึ่งไปเอามาจากไหนกัน?
ยิ่งคิดฉีเยว่ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อ จนในหัวเริ่มเผลอคิดถึงความสมเหตุสมผลของคำพูดก่อนหน้านี้ของฉินเซวียนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“คงไม่ถึงกับเวอร์ขนาดนั้นมั้ง” ฉีเยว่ยังคงรักษาความมีเหตุผลไว้ส่วนหนึ่ง
ฉีเยว่กดความสงสัยในใจลง แล้วพูดว่า “ฉันบอกตามตรงนะ ของแบบนี้ ต่อให้วางไว้ในระดับสหพันธรัฐก็ถือว่าเป็นของที่ล้ำค่ามากๆ ในเมื่อนายบอกว่าได้มาจากอีกโลกหนึ่ง คนในอีกโลกหนึ่ง มีเหตุผลอะไรต้องมอบมันให้นาย?”
ฉินเซวียนยักไหล่ “ผมบอกแล้ว ระบบพลังของอีกโลกหนึ่ง แข็งแกร่งกว่าที่นี่มาก”
“หินวิญญาณแบบนี้แม้จะมีค่า แต่สำหรับคนในอีกโลกหนึ่ง มันก็ไม่ได้ล้ำค่าขนาดนั้น คร่าวๆ ก็คล้ายกับสกุลเงินโลหะมีค่าที่ใช้หมุนเวียนทั่วไป... ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ก็คงคล้ายกับสถานะของตำลึงเงินในสมัยโบราณล่ะมั้ง?”
“ชาวเมืองไม่น้อยชอบใช้เจ้านี่ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย”
หนังตาของฉีเยว่กระตุกวูบ
สกุลเงิน?
เอาไอ้นี่มาใช้แทนเงินเนี่ยนะ?
หินก้อนนี้ มันไร้ค่าขนาดนั้นเลยเหรอ?
ฉีเยว่กดความตกตะลึงในใจ แล้วโยนคำถามสุดท้ายออกไป “งั้น นายได้มันมายังไง? ในเมื่อนายบอกว่าของสิ่งนี้คือสกุลเงิน นายก็ต้องมีของไปซื้อขาย เขาถึงจะยอมให้มาใช่ไหม?”
ฉินเซวียนพยักหน้า “ถูกต้อง”
“ผมเอาไปแลกกับนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่ง”
“นาฬิกาข้อมือ?”
“ใช่ครับ คนในโลกนั้นยังอยู่ในยุคเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไม่เคยเห็นสินค้าอุตสาหกรรม” ฉินเซวียนกล่าว “ผมใช้นาฬิกาดิจิทัลที่ซื้อจากแผงลอยราคาไม่กี่สิบหยวน แลกหินวิญญาณกลับมาได้สิบกว่าก้อน”
ไม่ใช่แค่ฉีเยว่ เจ้าหน้าที่อีกหลายคนที่เหลือก็หน้ากระตุกอย่างแรงเช่นกัน
พลังงานที่แฝงอยู่ในหินวิญญาณนี้ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหรือความบริสุทธิ์ จะเอาไปเป็นของรางวัลหรือของขวัญก็ถือว่าเชิดหน้าชูตาได้สบายๆ
ผลปรากฏว่าถูกไอ้หนูนี่ ใช้นาฬิกาเกรดต่ำเรือนเดียวแลกกลับมาได้ตั้งสิบกว่าก้อน?!
ฉีเยว่รู้สึกถึงความไร้สาระอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่าของที่เขาเห็นเป็นสมบัติล้ำค่า ในสายตาคนอื่นกลับเป็นแค่ก้อนกรวดไร้ค่าเสียอย่างนั้น
ฉีเยว่พูดว่า “เหตุผลน่ะฉันเข้าใจ แต่นักเรียนฉิน... ของล้ำค่าขนาดนี้ หรือจะเรียกว่าความลับที่สำคัญขนาดนี้ นายควรจะเก็บซ่อนไว้ให้ดีไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงเลือกที่จะบอกพวกเรา?”
ฉินเซวียนถอนหายใจ “ง่ายมากครับ ผมเจอปัญหาหน่อยในอีกโลกหนึ่ง ผมต้องการยืมพลังของสหพันธรัฐไปจัดการกับปัญหานั้น!”
“และอีกอย่าง” แววตาของฉินเซวียนแน่วแน่ “มนุษยชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย ประเทศอื่นผมคงสุดปัญญาจะช่วย ผมสนแค่สหพันธรัฐต้าเซี่ยเท่านั้น”
“พูดแบบเห็นแก่ตัวหน่อย ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ในเมืองฐานทัพเจียงเฉิง ผมอยากให้พวกเขาได้ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ แต่ถ้าพูดแบบเห็นแก่ส่วนรวม...”
“ความรุ่งโรจน์หรือล่มสลายของแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของทุกคน ผมไม่อยากให้สหพันธรัฐต้าเซี่ยต้องล่มสลาย ผมอยากเข้าร่วม 【โครงการทะยานสู่เทพ】 ผมอยากให้คนต้าเซี่ยทุกคนผงาดดั่งมังกร!”
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ฉีเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ พยักหน้าอย่างหนักแน่น ในดวงตาเหมือนมีประกายแสงเจิดจ้า
ฝ่ามือหนาของเขาตบลงบนไหล่ของฉินเซวียนอย่างแรง “เจ้าหนู สหพันธรัฐต้าเซี่ยมีคนรุ่นหลังอย่างนายนี่แหละถึงจะไม่สิ้นชาติ!”
“นายนั่งรอตรงนี้สักครู่ ใจเย็นๆ พวกเราขอไปหารือกันหน่อย”
ฉีเยว่และคนอื่นๆ เดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ด้านหลัง แล้วปิดประตู
“ผอ.ฉี... นี่เราจะเอายังไงดีครับ? ท่านเชื่อจริงๆ เหรอ?”
“ซี๊ด... ผมรู้สึกว่าผมเชื่อไปแล้วนะ คำพูดของเขาแทบจะหาจุดจับผิดไม่ได้เลย ตรรกะก็สมเหตุสมผลมาก!”
สายตาของฉีเยว่เคร่งขรึมลง เขาถอนหายใจแล้วชูนิ้วแรกขึ้นมา “ข้อแรก แร่ธาตุวิเศษชนิดนี้... เอ่อ น่าจะเรียกว่าหินวิญญาณ มันมีอยู่จริงในเชิงวัตถุวิสัย”
“ฉันทำงานในสหพันธรัฐมาตั้งหลายปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเรื่องทรัพยากรชนิดนี้มาก่อน นั่นแสดงว่า สหพันธรัฐเองก็ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของสสารชนิดนี้”
“ข้อสอง เจ้าหนูนี่ดูเหมือนจะรู้วิธีเอาหินวิญญาณพวกนี้มา แถมยังยินดีส่งมอบให้สหพันธรัฐ... เจตนานี้ถือว่าดี”
ฉีเยว่นวดขมับแล้วพูดว่า “เรื่องที่ว่ามีอีกโลกหนึ่งหรือไม่ มันฟังดูเพ้อเจ้อเกินไป ฉันเองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ตัดสินใจไม่ได้หรอก”
“แต่ถ้าตัดเรื่องนี้ออกไป ฉันมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เจ้าหนูนี่กำความลับสำคัญอย่างหินวิญญาณเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหพันธรัฐต้าเซี่ยไม่รู้ ในขณะเดียวกัน เขายินดีที่จะแบ่งปันออกมา นี่ถือเป็นผลดีต่อสหพันธรัฐอย่างมาก”
“และตามที่เขาบอก เขาเจอปัญหาบางอย่าง... ในเมื่อเจ้าหนูนี่ยินดีทำเพื่อสหพันธรัฐ งั้นสหพันธรัฐก็ไม่ควรทำให้เขาเสียน้ำใจ ไม่ว่าจะยังไง ถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบ ก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น!”
“สรุปสั้นๆ ก็คือ...”
เจ้าหน้าที่สองคนยืดครอรอฟัง “สรุปว่า?”
“รายงานให้เบื้องบนที่สูงกว่าทราบเถอะ อย่าให้เสียการเสียงานเลย”
......
เหนือท้องฟ้าสูงหมื่นเมตร เครื่องบินโดยสารลำหนึ่งกำลังพุ่งทะยานผ่านไป
เมื่อมองลงมาจากหน้าต่างสู่ผืนดิน ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่เคยมีประเทศกว่าสองร้อยประเทศ บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายเพียงใด
เมืองนับไม่ถ้วนกลายเป็นซากปรักหักพัง ฝูงสัตว์อสูรขนาดมหึมาวิ่งกันเป็นกลุ่มก้อน ราวกับนรกบนดิน
“ฟิ้ว——”
เงาดำขนาดมหึมาพุ่งผ่านทะเลเมฆ ปีกที่กางออกมีความยาวกว่าร้อยเมตร ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมาที่เครื่องบินโดยสาร แล้วพุ่งเข้ามาหา!
“วูบ——”
ปากกระบอกปืนที่ซ่อนอยู่หมุนตัวออกมาทันที ลำแสงเลเซอร์ฉีกกระชากอากาศ เจาะทะลุหน้าอกของนกยักษ์ตัวนั้น!
ในยุคสมัยนี้ ท้องฟ้าและมหาสมุทร ต่างก็กลายเป็นสวนสนุกของเหล่าสัตว์อสูรไปแล้ว
ยานพาหนะทุกชนิดล้วนต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกสัตว์ประหลาดโจมตี ดังนั้น การออกจากเมืองฐานทัพ จึงถือเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่ง
แม้แต่เครื่องบินที่มีเกราะหนาและอาวุธเลเซอร์ ก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยได้ตลอดไป ต้องรู้ไว้ว่า บนความสูงหมื่นเมตร หากเกิดเรื่องขึ้นมา ก็มีแต่ตายไม่เหลือซากสถานเดียว!
บนตัวเครื่องบินสลักตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า:
【สหพันธรัฐต้าเซี่ย จะไม่มีวันล่มสลาย】!
ภายในเครื่องบิน
“สัตว์อสูรโจมตีเครื่องบินอีกแล้วเหรอ? แค่สามวันสั้นๆ ก็โดนโจมตีไปยี่สิบกว่าครั้งแล้วนะ” ชายคนหนึ่งถอนหายใจ
“ช่วยไม่ได้ รถไฟมันช้าเกินไป 【โครงการทะยานสู่เทพ】 จะล่าช้าไม่ได้ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงคัดเลือกพอดี” อีกคนหนึ่งยิ้มขื่นๆ “ต่อให้พวกเราถูกสอยร่วงจริงๆ ก็จะมีคนรุ่นหลังมารับช่วงต่อจากพวกเราอยู่ดี”
“ถุย ปากเสีย อย่าพูดจาอัปมงคลสิ”
เสียงหยอกล้อจากด้านหลัง ดูเหมือนจะไม่ได้เข้าหูคนที่นั่งอยู่หน้าสุดเลยแม้แต่น้อย เธอกำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านเอกสารที่ลูกน้องส่งมาให้
นั่นคือผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอมีใบหน้างดงาม ผิวขาวผ่อง บุคลิกเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม บรรยากาศรอบตัวเย็นชาดุจภูเขาน้ำแข็ง
แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุด กลับเป็นดวงตาของเธอ
นัยน์ตาสองสี
ข้างหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกข้างหนึ่งเป็นสีฟ้าอมม่วง ตัวเธอไม่เพียงแค่งดงาม แต่ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันตราย
สายตาที่ลูกน้องด้านข้างมองมาที่เธอ เต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างที่สุด
หญิงสาวพลิกหน้าเอกสาร ใบหน้าที่เย็นชากลับมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
“พลังพิเศษธาตุมิติ? สามารถข้ามไปอีกโลกหนึ่งได้?”
“อีกโลกหนึ่ง... มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตร หรือทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียร ล้วนเหนือกว่าโลกของเราอย่างเทียบไม่ติด!”
“เพื่อการนี้ นักเรียนคนดังกล่าวยังได้แสดงหลักฐานบางอย่าง เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขอเชิญท่านเดินทางมาตรวจสอบ...”
หญิงสาวปิดแฟ้มเอกสาร บนใบหน้าปรากฏแววสนใจใคร่รู้ “น่าสนใจดีนี่”
“ตอนนี้เปลี่ยนเส้นทาง ไปที่เจียงเฉิงก่อน”