เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 เข้าร่วมวงสนุก

บทที่ 27 เข้าร่วมวงสนุก

บทที่ 27 เข้าร่วมวงสนุก


ที่ทำการกองพันตอนนี้ว่างเปล่า เหลือคนอยู่เพียงหยิบมือ

ท่ามกลางแสงแดดยามสาย พิราบสื่อสารบินเข้าออกเป็นระยะๆ

ตั้งแต่เมื่อแปดชั่วยามที่แล้ว เสิ่นชิงได้ส่งองครักษ์เสื้อแพรทั้งหมดออกไปเป็นคู่ เพื่อเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของสำนักยุทธภพต่างๆ และให้รายงานสถานการณ์กลับมาทุกครึ่งชั่วยาม

ถึงแม้พวกมันจะไล่ต้อนผู้ฝึกตนอิสระคนนั้นเข้ามาในเขตตะวันตกได้ แต่เขตตะวันตกก็ใช่ว่าจะเล็ก การตามหาคนคนเดียวด้วยกำลังคนเพียงไม่กี่สิบจากกองพัน ก็ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข็มเล่มนั้นเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตเซียนเทียนที่ตั้งใจหลบซ่อนตัว

สู้ปล่อยให้สำนักพวกนี้ลงแรงงมเข็มแทนเขาดีกว่า หน้าที่ของเสิ่นชิงมีเพียงฉกเข็มเล่มนั้นมาหลังจากพวกมันหาเจอแล้ว

ยังไงซะ การลงมือหาเองก็สู้การปล้นเอาดื้อๆ ไม่ได้หรอก

ฟางหมิงรับพิราบสื่อสารและรายงานความเคลื่อนไหวให้เสิ่นชิงทราบอย่างต่อเนื่อง

"เวลาเจ็ดโมงสิบห้านาที เกิดการปะทะขนาดเล็กระหว่างพรรควารีทมิฬและพรรคทรายเหลือง ไม่มีเหตุผิดปกติอื่นขอรับ"

"เวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที พรรคเมฆาโลหิต..."

หลายชั่วโมงผ่านไป สำนักเหล่านี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญใดๆ

จนกระทั่งเที่ยงวัน ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้น

ฟางหมิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องของเสิ่นชิง พร้อมกับถือม้วนจดหมายลับในมือ

"ใต้เท้า! เกิดเรื่องแล้วขอรับ ดูเหมือนคนของพรรคทรายเหลืองจะยกพวกออกมากันหมด และกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก"

บัณฑิตรีบกางแผนที่และเปรียบเทียบตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

"หัวหน้า ทางทิศตะวันออกของฐานที่มั่นพรรคทรายเหลืองมีถนนเพียงสองสาย คือถนนหนีผิงและถนนฉางสุ่ย"

"มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพวกมันจะได้กลิ่นของผู้ฝึกตนอิสระคนนั้นแล้ว"

เสิ่นชิงหลับตาพริ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ไม่ต้องรีบ สืบให้แน่ชัดก่อนแล้วค่อยมารายงาน"

ไม่กี่นาทีต่อมา

"ใต้เท้า ยืนยันแล้วขอรับ ผู้ฝึกตนอิสระคนนั้นน่าจะอยู่ที่ถนนฉางสุ่ย ตอนนี้ทั้งพรรคทรายเหลืองและพรรควารีทมิฬต่างมุ่งหน้าไปที่นั่นกันหมด"

มุมปากของเสิ่นชิงยกขึ้นเล็กน้อย

"เฮยโกว เอาดาบข้ามา"

"ไปร่วมวงสนุกกับพวกมันหน่อยดีกว่า"

...

เวลานี้ ถนนฉางสุ่ยและถนนหนีผิงกำลังโกลาหลวุ่นวายถึงขีดสุด

เหล่าสำนักยุทธภพล็อกเป้าหมายที่ซ่อนของผู้ฝึกตนอิสระได้แล้ว

ชาวบ้านร้านตลาดบนถนนทั้งสองสายต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน เห็นมือปราบจากศาลากลางคอยไล่ต้อนฝูงชนเป็นระยะ

เห็นได้ชัดว่าสำนักยุทธภพบางแห่งได้ไปขอความร่วมมือจากทางศาลากลางไว้แล้ว

ถนนเฟยอวิ๋นเนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่ถูกต้อนมารวมกัน

บนชั้นสองของโรงน้ำชา ดรุณีน้อยในชุดขาวกำลังค่อยๆ ละเลียดขนมและจิบชาอย่างใจเย็น

นางคือ ซูจิ่วเตี๋ย บุตรสาวของประมุขพรรคเมฆาโลหิต

ข้างกายมีชายหนุ่มชุดดำมองไปทางถนนฉางสุ่ยด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด

"ศิษย์น้อง เราจะไม่ไปดูจริงๆ หรือ? พวกเขาอยู่ที่ถนนฉางสุ่ยกันหมดแล้วนะ"

ซูจิ่วเตี๋ยรินชาให้ชายหนุ่มอีกถ้วย

"ศิษย์พี่จงฟาง เรื่องสมบัติน่ะอย่าไปหวังเลย"

"แม้แต่ผู้อาวุโสสามยังกลับไปแล้ว ลำพังพวกเราสองคนที่มีวรยุทธ์แค่ขอบเขตโฮ่วเทียน จะไปแย่งชิงสมบัติอะไรกับเขาได้?"

จงฟางเดินงุ่นง่านไปมา แล้วกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามซูจิ่วเตี๋ย คว้าถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดราวกับวัวกระหายน้ำ

"ก็จริงอยู่ แต่สมบัติอยู่ตรงหน้าแท้ๆ จะให้พลาดไปเฉยๆ มันเจ็บใจนัก"

ซูจิ่วเตี๋ยมองบน "พลาดแล้วจะเป็นไรไป? หรือว่าถ้าได้สมบัติชิ้นนี้มา พรรคเมฆาโลหิตของเราจะได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในยุทธภพหยงหนิงกระนั้นหรือ?"

"ศิษย์พี่ ท่านยังจำคำสอนของท่านผู้อาวุโสใหญ่ได้หรือไม่?"

"ความรุ่งเรืองของพรรค..."

จงฟางขัดจังหวะซูจิ่วเตี๋ย

"จำได้ จำได้"

"ความรุ่งเรืองของพรรคไม่ได้อยู่ที่จำนวนสมบัติ แต่อยู่ที่คน"

จากนั้นจงฟางก็พึมพำกับตัวเองเบาๆ

"เอาแต่พร่ำบอกให้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้าน เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง แล้วมันมีประโยชน์อะไร? พรรคเมฆาโลหิตสืบทอดมากว่าเก้าร้อยปี ก็ยังไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำยุทธภพหยงหนิงเสียที..."

ทันใดนั้น เสียงระเบิดตูมดังสนั่นมาจากถนนเฟยอวิ๋น ตามด้วยเสียงตะโกนด่าทอ

จงฟางรีบวิ่งไปที่หน้าต่างแล้วชะโงกดู

"ดูเหมือนจะเป็นคนของพรรควารีทมิฬ พวกมันเริ่มตีกับพรรคทรายเหลืองแล้ว"

"คนนำขบวนคือ 'นักดาบคลั่ง' หวังซิว... หึหึ เจ้าบบ้านั่นอีกแล้ว"

"มันบ้ากำเริบอีกแล้วรึไง มาอาละวาดอะไรกลางถนนแบบนี้?"

"เฮ้ย ศิษย์น้อง เจ้าจะไปไหน? รอข้าด้วย..."

จงฟางหันกลับมาก็พบว่าซูจิ่วเตี๋ยเดินลงบันไดไปแล้ว เขารีบคว้าดาบแล้ววิ่งตามไป

บนถนน หวังซิวใช้ดาบเดียวซัดศิษย์พรรคทรายเหลืองสามคนจนล่าถอย ปราณดาบอันรุนแรงยังกวาดไปโดนชาวบ้านแถวนั้นจนได้รับบาดเจ็บ

เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วถนน ชาวบ้านแตกตื่นหนีตายกันจ้าละหวั่น

แต่หวังซิวไม่แยแส กลับหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง

"นี่หรือผู้นำรุ่นใหม่ของพรรคทรายเหลือง? ฝีมือดาดดื่นสิ้นดี"

สีหน้าของศิษย์พรรคทรายเหลืองฉายแววโกรธแค้น

"หวังซิว แกจะอวดดีอะไรนักหนา? เก่งแต่รังแกพวกข้า เมื่อครึ่งปีก่อนแกยังแพ้ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกข้าอยู่เลยไม่ใช่รึ?"

ดูเหมือนคำพูดนี้จะแทงใจดำหวังซิวเข้าอย่างจัง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ

"ครึ่งปีก่อนก็ส่วนครึ่งปีก่อน ตอนนี้ก็ส่วนตอนนี้ บอกมันมาลองใหม่สิวะ"

"อีกอย่าง พวกแกมีสิทธิ์มาวิจารณ์ข้าด้วยรึ?"

"รับดาบ!"

ยังไม่ทันสิ้นเสียง หวังซิวก็พุ่งเข้าใส่ศิษย์ทั้งสาม

รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ ศิษย์พรรคทรายเหลืองทั้งสามจึงหันหลังวิ่งหนี แต่การหนีของพวกเขากลับนำหายนะมาสู่ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลัง

ดูเหมือนว่าปราณดาบกำลังจะพุ่งทะลุร่างชาวบ้านกลุ่มนั้น

ในวินาทีวิกฤต พัดจีบสีเขียวเล่มหนึ่งยื่นเข้ามาขวางกั้นปราณดาบไว้ได้อย่างมั่นคง แรงปะทะรุนแรงจนฝุ่นตลบอบอวล

ศิษย์พรรคทรายเหลืองที่กำลังหนีชะงักฝีเท้า หวังซิวเอ่ยเสียงเย็น

"ใคร?"

"ศิษย์พี่หวัง เหตุใดต้องมาต่อสู้กันที่นี่? การทำร้ายชาวบ้านตาดำๆ คงอธิบายกับราชสำนักได้ยากนะเจ้าคะ" เสียงของซูจิ่วเตี๋ยดังออกมาจากม่านฝุ่น

วินาทีต่อมา ซูจิ่วเตี๋ยโบกพัดเบาๆ เพื่อไล่ฝุ่นควัน

"ข้าว่า วันนี้เลิกรากันแค่นี้ดีหรือไม่?"

หวังซิวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

"ถ้าข้าบอกว่าไม่ล่ะ?"

"ศิษย์น้องซูแห่งพรรคเมฆาโลหิต ข้าได้ยินชื่อเสียงเจ้ามานาน อยากจะประลองฝีมือดูสักครั้งพอดี"

ซูจิ่วเตี๋ยถอนหายใจ นางรู้ดีว่าลำพังคำพูดคงหยุดคนอย่างหวังซิวไม่ได้

หวังซิวผู้นี้อารมณ์ฉุนเฉียวมาแต่กำเนิด วันไหนมีเรื่องชกต่อยกับเด็กวัยเดียวกันแค่วงเดียวถือว่าเป็นวันที่ดีแล้ว

แต่โชคร้ายที่ดันมีพรสวรรค์ จึงถูกพรรควารีทมิฬรับไปเป็นศิษย์

เวลานั้น ศิษย์พรรคทรายเหลืองหันกลับมาตะโกน

"ศิษย์พี่ซู พวกเราร่วมมือกันสั่งสอนมันหน่อยเป็นไร?"

ซูจิ่วเตี๋ยไม่ตอบรับ

นางมาเพื่อหยุดการต่อสู้และปกป้องชาวบ้าน ไม่ได้มาเพื่อร่วมวงตะลุมบอน

น้ำเสียงของซูจิ่วเตี๋ยเย็นชา นางค่อยๆ โคจรลมปราณ สีหน้าเย็นเยียบลงอีกหลายส่วน

"ศิษย์พี่จงฟาง คุ้มกันชาวบ้าน"

"ข้าจะหยุดหวังซิวเอง"

จงฟางอยากจะลองประมือกับหวังซิวใจจะขาด แต่เห็นท่าทีเด็ดขาดของซูจิ่วเตี๋ยจึงไม่กล้าขัด

เขาหันไปช่วยพยุงชาวบ้านที่ล้มอยู่

"ทะลวงวายุ!" หวังซิวตะโกนก้อง แทงดาบใส่ซูจิ่วเตี๋ยด้วยพลังทำลายล้างรุนแรง

ซูจิ่วเตี๋ยใช้ปลายเท้าแตะพื้น ใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกปราณดาบอย่างงดงาม นางสะบัดพัดจีบเบาๆ คลื่นลมกระแทกเข้าใส่หน้าอกของหวังซิว

ซูจิ่วเตี๋ยเลือกใช้วิชาอ่อนสยบแข็ง การปะทะซึ่งหน้าย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด

ทั้งสองผลัดกันรุกรับ สูสีกันอย่างไม่น่าเชื่อ

หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่ห้าสิบปีที่จงฟางช่วยพยุงขึ้นมา มองดูซูจิ่วเตี๋ยในสนามต่อสู้แล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น

"แม่หนู ระวังตัวด้วยนะ"

จงฟางหัวเราะ "ป้าไม่ต้องห่วง นั่นศิษย์น้องข้า ลูกสาวประมุขพรรคเมฆาโลหิต นางเก่งมาก"

จากนั้นเขาก็กระซิบข้างหูป้า "คนที่สู้อยู่กับน้องสาวข้าคือนักดาบคลั่งพรรควารีทมิฬ ส่วนอีกสามคนที่รุมกินโต๊ะนั่นมาจากพรรคทรายเหลือง"

จงฟางจงใจพูดเช่นนี้ พลังการกระจายข่าวของมนุษย์ป้าเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก อีกไม่นานเรื่องราววีรกรรมของพรรคเมฆาโลหิตที่ช่วยเหลือชาวบ้าน กับความเลวทรามของพรรคทรายเหลืองและพรรควารีทมิฬ จะแพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมของป้าคนนี้แน่นอน

การต่อสู้แย่งชิงมวลชนระหว่างสำนัก บางครั้งก็เรียบง่ายและตรงไปตรงมาเช่นนี้แล

ทั้งสองปะทะกันหลายสิบเพลง ซูจิ่วเตี๋ยเริ่มรู้สึกตึงมือ

ยังไงเสีย อายุและระดับวรยุทธ์ของนางก็ยังด้อยกว่าหวังซิวอยู่เล็กน้อย

มิหนำซ้ำ ยิ่งสู้หวังซิวยิ่งบ้าคลั่ง

เพลงดาบของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาคารบ้านเรือนพังพินาศไปทุกครั้งที่เขาฟาดฟัน

ไม่ว่าจะเป็นแผงลอยข้างทาง หรือกำแพงและเสาบ้านเรือน

หากตอนแรกหวังซิวยังพอมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง ตอนนี้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือเอาชนะซูจิ่วเตี๋ยตรงหน้า ฆ่านาง และฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ

กลางอากาศ เส้นเลือดบนร่างหวังซิวปูดโปนชัดเจน สีแดงประหลาดปรากฏขึ้นตามเส้นลมปราณ ค่อยๆ ไหลรวมไปที่มือขวา

รอยยิ้มวิปลาสปรากฏบนใบหน้าของหวังซิว

"ได้ตายด้วยท่านี้นับเป็นเกียรติของเจ้าแล้ว"

"ดาบโลหิตผลาญวิญญาณ!"

สิ้นเสียงแทงดาบ ปราณดาบสีเลือดขนาดมหึมาพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของซูจิ่วเตี๋ย บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก

อีกด้านหนึ่ง จงฟางไม่สนชาวบ้านอีกแล้ว เขาพุ่งตัวเข้าไปกระแทกซูจิ่วเตี๋ยให้พ้นทาง แต่ตัวเขาเองกลับหลบไม่พ้น

เสียงฉีกกระชากเนื้อดังขึ้น ปราณดาบเจาะรูเลือดขนาดเท่ากำปั้นที่หน้าท้องของจงฟาง

ทว่าปราณดาบสีเลือดนั้นกลับยังพุ่งต่อไปหลังจากทะลุร่างจงฟาง

และในวิถีของปราณดาบนั้น ชายผิวดำคล้ำคนหนึ่งยืนตัวสั่นด้วยความสับสนและหวาดกลัว

เขาเป็นเพียงกรรมกรท่าเรือที่เพิ่งทำงานได้เดือนเดียว หลังจากถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ในที่สุดก็ได้รับค่าจ้างอันน้อยนิด ตั้งใจจะกลับบ้านไปซื้อของฝากให้ลูกเมีย

พอรู้ตัวว่าทำถุงเงินหล่นหายจึงเดินย้อนกลับมาหา ไม่นึกว่าจะต้องมาเจอเคราะห์กรรมที่ไม่สมควรได้รับเช่นนี้

ปราณดาบพุ่งเข้ามาใกล้ทุกที แม้พลังจะลดลงไปมาก แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างเขาจะต้านทานไหว

ในวาระสุดท้าย กรรมกรหนุ่มหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง กอดถุงเงินแนบอกแน่น หวังเพียงว่าจะมีใครสักคนนำมันไปให้ภรรยาของเขาหลังจากเขาตาย

แต่ผ่านไปเนิ่นนาน ความตายที่จินตนาการไว้กลับมาไม่ถึง เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือชุดคลุมลายปลาบินปักดิ้นเงิน และดาบยาวที่เปล่งประกายแสงสีเขียวจางๆ

จบบทที่ บทที่ 27 เข้าร่วมวงสนุก

คัดลอกลิงก์แล้ว