เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ทะลวงสี่ขั้นรวด สู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่หก

บทที่ 15 ทะลวงสี่ขั้นรวด สู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่หก

บทที่ 15 ทะลวงสี่ขั้นรวด สู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่หก


รุ่งสาง เสิ่นชิงและคณะก็เดินทางกลับถึงอำเภอไป๋อวิ๋น

เหล่าองครักษ์เสื้อแพรต่างหาวกันหวอดๆ ด้วยความอ่อนเพลีย ด้วยพวกเขาเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตชำระกายเท่านั้น

เสิ่นชิงจึงอนุญาตให้ทุกคนหยุดพักหนึ่งวันเพื่อกลับไปนอนเอาแรง

ส่วนตัวเขาเองกลับมายังจวนนายกอง ให้หลินจื่อข่ายจัดเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบ แช่ตัวผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอย่างสำราญใจ

หลินจื่อข่ายผู้รู้ใจยังยกสุราชั้นดีพร้อมกับแกล้มสองสามอย่างมาวางให้ข้างกาย

ชีวิตของเสิ่นชิงช่างเปี่ยมสุขนัก

"ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ คนจากเมืองลั่วสุ่ยมาถึงแล้วขอรับ"

เสียงตื่นเต้นระคนยินดีของหลินจื่อข่ายดังมาจากหน้าประตู

เสิ่นชิงที่กำลังเอนกายพิงขอบถังค่อยๆ ลืมตาขึ้น

สามสี่วันแล้วสินะ... ในที่สุดก็มาถึงเสียที

ผลงานคราวนี้มิใช่เล็กน้อย

ทั้งจับกุมนายกองทรยศ ทวงคืนเงินหลวง และกวาดล้างรังลับลัทธิมังกรขาว

โดยเฉพาะเรื่องลัทธิมังกรขาว ราชวงศ์ต้าอู่มีนโยบายปราบปรามอย่างเด็ดขาดมาโดยตลอด ภารกิจใดที่เกี่ยวข้องกับลัทธินี้มักมีรางวัลตอบแทนอย่างงาม

เสิ่นชิงจึงอดคาดหวังมิได้ว่าเบื้องบนจะประทานสิ่งใดให้

แน่นอน หากของรางวัลไม่สมน้ำสมเนื้อ เขาก็พร้อมจะก่นด่าในใจโดยไม่ลังเล

เสิ่นชิงแต่งกายเรียบร้อยแล้วเดินออกมา ลานบ้านเงียบสงัด เหล่าองครักษ์เสื้อแพรยืนสงบนิ่งอยู่สองฝั่ง

ตรงกลางลานมีนายกองร้อยวัยกลางคนสวมชุดลายปลาบินสีเงินยืนตระหง่าน

เสิ่นชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ถึงขนาดให้นายกองร้อยเป็นผู้นำของรางวัลมามอบให้ ดูท่าของสิ่งนี้คงไม่ธรรมดา

เมื่อเห็นเสิ่นชิงเดินออกมา แววตาของนายกองร้อยจางซานก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขายกมือคารวะ

"ข้า จางซาน นายกองร้อยแห่งสำนักปราบปรามฝ่ายเหนือเมืองลั่วสุ่ย"

"ท่านคงเป็นนายกองเสิ่นชิงกระมัง"

"ช่างเป็นวีรบุรุษหนุ่มที่องอาจสมคำร่ำลือ ดำรงตำแหน่งนายกองตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตไกลแน่นอน"

จางซานมิได้วางมาดนายกองร้อยข่มผู้อื่น แม้จะไม่รู้ภูมิหลังของเสิ่นชิง แต่อายุของเสิ่นชิงนั้นเห็นได้ชัดเจน

อีกทั้งผลงานครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ได้ยินมาว่าเบื้องบนที่กองบัญชาการเมืองลั่วสุ่ยพึงพอใจในตัวเสิ่นชิงมาก

ด้วยผลงานอันโดดเด่นบวกกับความโปรดปรานจากเบื้องบน การเลื่อนตำแหน่งของเสิ่นชิงในอนาคตย่อมเป็นสิ่งที่แน่นอน

แทนที่จะวางอำนาจบาตรใหญ่ สู้ผูกมิตรไว้เสียแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่า

หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี จางซานก็โบกมือ องครักษ์เสื้อแพรด้านหลังก้าวออกมาพร้อมกล่องไม้แดงขลิบทอง

"นายกองเสิ่นคงรอคอยรางวัลชิ้นนี้มานานแล้ว"

องครักษ์ผู้นั้นค่อยๆ เปิดกล่องไม้ออก กลิ่นหอมสดชื่นโชยออกมา พร้อมประกายแสงสีแดงจางๆ

ภายในกล่องไม้มีผลไม้สีแดงชาดขนาดเท่ากำปั้นทารก ผิวใสแวววาวดุจแก้วผลึก

เสิ่นชิงหรี่ตามองและจำได้ทันที "ผลหยกโลหิต?"

"สายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก นายกองเสิ่น"

สมบัติล้ำค่าในใต้หล้ามีมากมายนับไม่ถ้วน และหลายอย่างเหมาะสำหรับขอบเขตโฮ่วเทียน แต่ที่เหมาะสมที่สุดเห็นจะเป็นผลหยกโลหิตนี้

ผลหยกโลหิตเติบโตบนเกาะหยกโลหิตทางตอนใต้สุดของราชวงศ์ต้าอู่

เกาะแห่งนั้นได้ชื่อมาจากผลไม้ชนิดนี้ เป็นเพียงแห่งเดียวในราชวงศ์ที่ปลูกผลหยกโลหิตได้ ผลผลิตต่อปีมีจำกัด และด้วยสรรพคุณอันเลิศล้ำ ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างมาก แม้แต่องครักษ์เสื้อแพรยังต้องได้รับสิทธิ์จองเป็นกรณีพิเศษ

สรรพคุณของมันคือช่วยทะลวงจุดชีพจรในขอบเขตโฮ่วเทียนอย่างได้ผลชะงัด

ทว่าสิ่งที่ทำให้มันล้ำค่ายิ่งกว่าคืออีกหนึ่งสรรพคุณ นั่นคือหลังจากกินผลหยกโลหิตแล้ว จะช่วยขยายเส้นชีพจรและเพิ่มความยืดหยุ่นแข็งแกร่งให้กับเส้นลมปราณ

จางซานหัวเราะร่า "พูดตามตรง รางวัลชิ้นนี้น่าอิจฉาจริงๆ"

"แต่สมบัติย่อมคู่ควรกับวีรบุรุษ ผลหยกโลหิตนี้เป็นของท่านแล้ว นายกองเสิ่น"

เสิ่นชิงโบกมือ หลินจื่อข่ายรีบก้าวออกมารับกล่องไม้ไปทันที

"นายกองร้อยจางเดินทางมาไกล อยู่ทานข้าวด้วยกันสักมื้อก่อนกลับดีหรือไม่"

จางซานโบกมือปฏิเสธ

"ข้ามีภารกิจสำคัญต้องรีบกลับไปรายงานที่เมืองลั่วสุ่ย"

"อีกอย่าง นายกองเสิ่นเพิ่งได้รับผลไม้วิเศษ ข้าไม่รบกวนเวลาฝึกฝนของท่านจะดีกว่า"

"วันหน้าหากนายกองเสิ่นมีโอกาสไปเยือนเมืองลั่วสุ่ย ข้าขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน"

"ได้เลย"

จางซานประสานมือลา แล้วพาคนเดินออกจากจวนนายกองไป

เมื่อจางซานกลับไปแล้ว เสิ่นชิงก็นำผลหยกโลหิตกลับเข้าห้อง กำชับหลินจื่อข่ายไม่ให้ใครมารบกวน

ขณะนี้เขาอยู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่สอง

ทะลวงจุดชีพจรไปแล้วแปดจุด

เขานั่งขัดสมาธิบนเตียง หยิบผลหยกโลหิตขึ้นมากัดกินจนหมดในสามคำ แล้วโคจรเคล็ดวิชาทะลวงชีพจรทรราชเต็มกำลัง

ผลหยกโลหิตถูกย่อยอย่างรวดเร็ว พลังงานบริสุทธิ์มหาศาลทว่าอ่อนโยนหลั่งไหลเข้าสู่แขนขาและกระดูก

เสิ่นชิงรีบชักนำพลังนั้นไปทะลวงจุดชีพจรและเชื่อมต่อเส้นลมปราณ

ดั่งสายน้ำหลาก เสิ่นชิงทะลวงจุดชีพจรแปดจุดรวด ก้าวเข้าสู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่สามได้อย่างราบรื่น

ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นชิงยิ่งแสดงความเหนือชั้นออกมา ความเร็วในการเชื่อมต่อจุดชีพจรไม่เพียงไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลง่ายนิดเดียว

ผลของคุณสมบัติสีแดง 'รู้แจ้งกระจ่างใจ' ยิ่งจิตใจปลอดโปร่งเท่าใด ผลของ 'จิตเต๋าใสกระจ่าง' ก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น

และสถานะปัจจุบันของเสิ่นชิงคือ ยิ่งทะลวงผ่านได้เร็วเท่าไร ความเข้าใจก็ยิ่งกระจ่างแจ้งขึ้น

และยิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้ง ก็ยิ่งทะลวงขอบเขตได้เร็วขึ้น

มันเหมือนกับการก้าวเท้าซ้ายสลับเท้าขวาที่ส่งเสริมกันและกันเป็นวัฏจักรไม่รู้จบ

เพียงชั่วเวลาจิบชา เขาชำระเส้นชีพจรได้อีกเส้นและเชื่อมต่อจุดชีพจรอีกแปดจุด ทะลวงสู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่สี่

ชั่วธูปหมดดอก เขาเข้าสู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่ห้า

ครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาบรรลุขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่หก

จนกระทั่งพลังโอสถเฮือกสุดท้ายของผลหยกโลหิตจางหายไปจนหมดสิ้น

สรรพคุณในการขยายเส้นชีพจรของผลหยกโลหิตถูกเสิ่นชิงรีดเร้นออกมาใช้อย่างเต็มที่ เส้นชีพจรแต่ละเส้นขยายกว้างขึ้นถึงสี่ส่วน

เสิ่นชิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกถึงพลังอำนาจที่เอ่อล้นจนน่ากลัว

เขาดีดนิ้วเบาๆ ปราณภายในสายหนึ่งพุ่งออกมาที่ปลายนิ้ว

นี่คือการปลดปล่อยลมปราณออกสู่ภายนอก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่อยู่เหนือขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่สาม โดยรูปแบบจะแตกต่างกันไปตามเคล็ดวิชาที่ฝึกฝน

ความน่าเกรงขามที่แท้จริงของเคล็ดวิชาทะลวงชีพจรทรราชประจักษ์ชัดในเวลานี้

ลมปราณทรราชที่บ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชานี้มีความรุนแรงเกรี้ยวกราด สร้างความเสียหายสูงสุด และสามารถบดขยี้ลมปราณของคู่ต่อสู้ได้อย่างราบคาบ

ลมปราณทรราชที่ไร้ผู้ต้านทานมอบพลังทำลายล้างมหาศาล เส้นชีพจรที่ขยายกว้างขึ้นสี่ส่วนช่วยให้การโคจรลมปราณรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และสภาวะจิตเต๋าใสกระจ่างช่วยให้ควบคุมลมปราณได้อย่างแม่นยำดั่งจับวาง

เสิ่นชิงรู้สึกว่าตัวเขาในตอนนี้แข็งแกร่งจนน่าขนลุก

ถ้ารู้อย่างนี้ น่าจะรั้งจางซานให้อยู่กินข้าวด้วยกัน จะได้ถือโอกาสลองวิชาเสียหน่อย

เสิ่นชิงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินออกจากห้อง

ในลานบ้าน หลินจื่อข่ายและคนอื่นๆ กำลังนั่งเล่นหมากรุกแก้เบื่อ

ประการแรก พวกเขาต้องเฝ้าหน้าห้องให้เสิ่นชิง ประการที่สอง องครักษ์เสื้อแพรในเมืองเล็กๆ ไม่ค่อยมีงานยุ่งนัก คดีเล็กน้อยก็ให้ทางการท้องถิ่นจัดการไป

จะมีก็แต่คดีใหญ่ๆ เท่านั้นที่ถึงมือองครักษ์เสื้อแพร แต่คดีแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน

หลินจื่อข่ายเห็นเสิ่นชิงเดินออกมาก็รีบลุกขึ้น "ใต้เท้า ท่านดูดซับผลหยกโลหิตเสร็จแล้วหรือขอรับ"

เสิ่นชิงพยักหน้าแล้วโบกมือ "ไปเรียกพวกเจ้าหมาดำมา เจอกันที่ภัตตาคารชุ่ยซง"

"ตอนเข้าเมืองมาข้าเห็นป้ายบอกว่าภัตตาคารชุ่ยซงมีเมนูใหม่"

ในเมื่อมีสูตรโกงแล้ว เรื่องอะไรจะต้องทนลำบาก

กินแต่น้ำข้าวต้มเพื่อฝึกตนอย่างยากลำบากหรือ?

เจ้าหนูเอ๋ย เราไม่ทำเรื่องหาเหาใส่หัวพรรค์นั้นหรอก

จบบทที่ บทที่ 15 ทะลวงสี่ขั้นรวด สู่ขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นที่หก

คัดลอกลิงก์แล้ว