เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 : ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าเข้าหากัน

บทที่ 6 : ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าเข้าหากัน

บทที่ 6 : ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าเข้าหากัน


ณ ที่ทำการนายกอง

สีหน้าของซุนเหยียนพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ฝ่ามือบีบถ้วยชาจนแหลกละเอียดคามือ

"เจ้าว่ากระไรนะ? หลิวเฉิงเล่อถูกเสิ่นชิงจับตัวไปแล้วรึ?"

"เป็นไปได้อย่างไร! วรยุทธ์ของหลิวเฉิงเล่อบรรลุถึงขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นสามแล้วนะ"

"เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นหลิวเฉิงเล่อที่ถูกจับ?"

ใบหน้าของเสี่ยวปินเองก็เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ แต่เขายังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ขอรับ สายข่าวที่แฝงตัวอยู่หน้าซุ้มประตูที่ทำการหมู่ของเสิ่นชิงแจ้งมาขัดเจนว่า เป็นชายสวมชุดคลุมสีม่วง ถือพัดเหล็กดำ นั่นเป็นอาวุธคู่กายที่หลิวเฉิงเล่อไม่เคยห่างตัว"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนเหยียนก็ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง

"เป็นอย่างที่คิด เจ้าเสิ่นชิงผู้นี้ต้องเป็นคนที่เบื้องบนส่งมาแน่ แต่ข่าวรั่วไหลไปจากที่ใดกัน?"

เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าสิ่งที่ตนทำลงไปตลอดหลายปีมานี้แนบเนียนไร้ช่องโหว่ เหตุใดจึงเกิดความผิดพลาดขึ้นในจังหวะที่เขากำลังจะหนีไปได้เช่นนี้?

"บัดซบเอ๊ย!"

"เราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ?"

ซุนเหยียนสูดหายใจเข้าลึก

"ตอนนี้ในอำเภอไป๋อวิ๋น เราสามารถระดมคนได้กี่คน?"

เสี่ยวปินคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว

"ข้ากับหวงเค่อมีคนในสังกัดรวมยี่สิบคน ถ้ารวมคนของท่านนายกองด้วย ก็ราวสามสิบคนขอรับ"

ซุนเหยียนยืดตัวตรง แววตาฉายความอำมหิต

"เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"

"เหลือเฟือด้วยซ้ำ ไปกันเถอะ หลิวเฉิงเล่อจะตายไม่ได้เด็ดขาด!"

สีหน้าของเสี่ยวปินเปลี่ยนไป "ท่านนายกอง จะลงมือตอนนี้เลยหรือ? เงินของพวกเรายังไม่ได้ขนย้ายเลยนะขอรับ!"

"หากลงมือตอนนี้ ย่อมต้องเกิดเรื่องใหญ่โตแน่ แล้วเงินพวกนั้นเล่า?"

ซุนเหยียนปรายตามองเสี่ยวปินพลางกล่าวอย่างหงุดหงิด

"หากศัตรูของข้าเป็นเหมือนเจ้าทั้งหมดก็คงดี"

"เจ้ายังจะห่วงเงินอยู่อีกรึ? หากหลิวเฉิงเล่อตาย พวกเรานั่นแหละที่จะจบเห่"

"เขาเป็นคนเดินเรื่องในการเข้าร่วมลัทธิมังกรขาว หากเขาตาย ไม่เพียงเราจะเข้าลัทธิไม่ได้ แกองครักษ์เสื้อแพรก็จะตามล่าเราจนเจอ"

"ถึงเวลานั้น เจ้าจะมีเงินกองท่วมหัวไปเพื่ออะไร?"

...

รัตติกาลมาเยือน

เสียงกรีดร้องโหยหวนภายในที่ทำการหมู่ของเสิ่นชิงยังคงดังไม่ขาดสาย

เหล่าองครักษ์ใต้บังคับบัญชาของเสิ่นชิงและหลินจื่อข่ายไม่มีใครยอมกลับบ้าน ต่างสลับสับเปลี่ยนกันเข้าไปทรมานชายชุดม่วงราวกับคนคลุ้มคลั่ง

พวกเขางัดสารพัดวิธีทรมานเท่าที่จะนึกออกมาใช้

ทุกคนต่างกระหายที่จะสร้างความดีความชอบ

เสิ่นชิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ อาศัยแสงไฟอ่านสมุดเล่มเล็กในมือ มันคือวิชาท่าเท้าที่ชื่อว่า "ย่างก้าวสราญรมย์" ซึ่งยึดมาได้จากตระกูลหวงเช่นกัน

หลังจากอ่านผ่านตาเพียงรอบเดียว เสิ่นชิงก็จับเคล็ดวิชาพื้นฐานได้แล้ว

เขาขยับเท้าก้าวเดินต่อเนื่องห้าก้าว ทำให้ใบไม้แห้งบนพื้นปลิวว่อนขึ้นมา

จังหวะนั้น หลินจื่อข่ายเดินออกมาจากคุก ชุดของเขายังเปรอะเปื้อนคราบเลือด เมื่อเห็นท่าเท้าสราญรมย์ของเสิ่นชิง เขาก็รีบเอ่ยปากชมเสียงดัง

"ใต้เท้า วรยุทธ์ล้ำเลิศยิ่งนักขอรับ"

เสิ่นชิงไม่สนใจหลินจื่อข่าย เพียงแค่พึมพำกับตัวเอง

"ดูเหมือนจะยังขาดเจตจำนงไปบ้าง"

"มันควรจะเป็นแบบนี้"

เสิ่นชิงก้าวเท้าออกไปอีกครั้ง ร่างทั้งร่างดูเหมือนจะทิ้งภาพติดตาเอาไว้เบื้องหลัง

คิ้วของหลินจื่อข่ายกระตุก นี่วิชาท่าเท้าเพิ่งจะเลื่อนระดับงั้นรึ?

สมกับเป็นใต้เท้า พรสวรรค์ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำเยินยอใดๆ สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาก็ทำให้โลกทัศน์ของหลินจื่อข่ายพังทลายลง

เขาจ้องมองเสิ่นชิงก้าวเท้าที่สอง 'ย่างก้าวสราญรมย์' ก็บรรลุสู่ขั้นต้น พอก้าวที่สาม ก็เข้าสู่ขั้นสูง

และเมื่อถึงก้าวที่สี่ เสิ่นชิงราวกับกลายเป็นสายลม พลิ้วไหวอิสระดุจเซียนผู้หลุดพ้น ไร้ร่องรอย ยากจะคาดเดา 'ย่างก้าวสราญรมย์' บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบ

นี่มันถูกต้องแล้วหรือ? การฝึกวิชาท่าเท้ามันฝึกกันง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ?

ไม่ใช่ว่าหลินจื่อข่ายไม่เคยฝึกวิชาท่าเท้า ในฐานะนายหมู่ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากระดับล่าง ท่าเท้าเป็นสิ่งจำเป็นในการเอาตัวรอด

เขาฝึกฝนมาเกือบเจ็ดแปดปี เพิ่งจะบรรลุเพียงแค่ขั้นต้นเท่านั้น

การฝึกฝนทั้งหมดของเขาคือความสูญเปล่ากระนั้นหรือ?

ทันใดนั้น ดวงตาของหลินจื่อข่ายก็เบิกกว้าง หรือว่าใต้เท้าของเขา... จะโกงกันเสียแล้ว?

เสิ่นชิงหยุดเท้าลง เพราะเสียงกรีดร้องในลานกว้างเงียบลงแล้ว

บรรทัดข้อความปรากฏขึ้นตรงหน้าเสิ่นชิง

[ลูกน้องของท่านสังหารยอดฝีมือขอบเขตโฮ่วเทียนขั้นสาม ช่วงชิงคุณสมบัติ: ผู้เชี่ยวชาญพัด (สีเขียว)]

เขาหันกลับไปมองหลินจื่อข่ายที่กำลังยืนเหม่อลอย "รีดความจริงเสร็จแล้วรึ?"

หลินจื่อข่ายได้สติ รีบตอบกลับละล่ำละลัก "อะ... ใช่ ใช่ขอรับ ข้ารับรองว่ามันคายความลับออกมาจนหมดไส้หมดพุง"

"ว่ามา"

"ขอรับใต้เท้า คนผู้นี้มาจากลัทธิมังกรขาวจริงๆ ชื่อว่า หลิวเฉิงเล่อ"

"มันตั้งใจจะมาปล้นท่านใต้เท้า..."

พูดถึงตรงนี้ หลินจื่อข่ายก็เงียบไป ปล้นเสิ่นชิงเนี่ยนะ?

ด้วยฝีมือระดับที่เสิ่นชิงเพิ่งแสดงให้เห็น ต่อให้มีหลิวเฉิงเล่อสักสิบคนก็ปล้นเขาไม่ได้

แล้วทำไมเมื่อคืนใต้เท้าถึงไม่จับหลิวเฉิงเล่อเสียตั้งแต่ทีแรก? ทำไมต้องอ้อมค้อมเสียเวลามาจัดการวันนี้?

หลินจื่อข่ายรู้สึกเหมือนสมองกำลังจะไหม้

หรือว่า... ใต้เท้าเสิ่นเพียงแค่กำลังปั่นหัวพวกมันเล่น?

หลินจื่อข่ายรู้สึกเหมือนจับประกายความคิดบางอย่างได้

ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ทุกอย่างสอดคล้องกันพอดี

ใต้เท้าเสิ่นคำนวณทุกย่างก้าวไว้หมดแล้ว ท่านเพียงแค่กำลังเล่นสนุกกับลัทธิมังกรขาว!

เมื่อคิดได้ดังนี้ แววตาที่หลินจื่อข่ายมองเสิ่นชิงก็เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาลึกซึ้ง

"ว่าต่อสิ"

"รับทราบขอรับ!"

"เมื่อคืนเป็นเจ้าหลิวเฉิงเล่อที่นำคนมาล่วงเกินใต้เท้า นอกจากหวงจื่อคุนแล้ว ยังมีสมาชิกลัทธิมังกรขาวอีกสี่คนร่วมด้วย อ้อ... นายหมู่เสี่ยวปินและหวงเค่อก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วยขอรับ"

"ตอนนี้เงินทั้งหมดถูกซ่อนไว้ที่เขาฝูอวิ๋น"

"นอกจากนี้ คนที่ปล่อยข่าวเรื่องที่อยู่ของท่านคือท่านนายกองซุน... เอ้ย ซุนเหยียน"

หลินจื่อข่ายเดิมทีอยากจะเรียกว่า 'ใต้เท้าซุน' แต่ในเมื่ออีกฝ่ายพัวพันกับลัทธิมังกรขาว ซุนเหยียนก็ไม่ใช่นายกองอีกต่อไป แต่กลายเป็นผลงานความดีความชอบของเสิ่นชิงและตัวเขาแทน

จิตสังหารสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของเสิ่นชิง "ดูท่าคืนนี้ข้าจะมีเรื่องให้ทำอีกแล้วสินะ?"

"ใต้เท้า ฟ้ามืดแล้ว เราจะไปกันคืนนี้เลยหรือขอรับ? วันนี้ท่านกวาดล้างไปถึงสองกลุ่มอำนาจแล้ว ไยไม่พักผ่อนสักหน่อย?"

เสิ่นชิงแค่นหัวเราะ คว้าดาบขนห่านจากบนโต๊ะขึ้นมา คมดาบสะท้อนแสงวาววับ

"หากไม่ได้สังหารซุนเหยียน คืนนี้ข้าคงข่มตานอนไม่หลับ"

หลินจื่อข่ายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

ทันใดนั้น หูของเขาก็กระดิก พลางหันขวับไปมองนอกกำแพง

"ใต้เท้า ท่านได้ยินเสียงอะไรไหมขอรับ?"

มุมปากของเสิ่นชิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

"ดูเหมือนว่าใจเราจะตรงกันเสียด้วย"

สิ้นเสียง เขาเดินก้าวออกไปกลางลานกว้างใต้แสงจันทร์ สายลมพัดกรรโชกจนชุดคลุมสีดำของเสิ่นชิงสะบัดพลิ้ว

หลินจื่อข่ายตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาเคาะวงกบประตูเสียงดังแล้วหันกลับไปตะโกนสั่งการ

"ไอ้หมาดำ! ผู้เฒ่าหลี่! เรียกทุกคนออกมา เรามีงานต้องทำแล้ว!"

เสียงเกือกม้าดังใกล้เข้ามา องครักษ์เสื้อแพรกว่าสามสิบนายปรากฏกายขึ้น ควบม้าอ้อมหัวมุมถนนมา โดยมีซุนเหยียนเป็นผู้นำขบวน

ในขณะเดียวกัน หมาดำและพรรคพวกก็กรูกันออกมาจากด้านหลัง ชักดาบเตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อขบวนม้าหยุดลง ซุนเหยียนจึงเอ่ยขึ้น

"เสิ่นชิง เจ้านี่ซ่อนคมได้มิดชิดดีจริงๆ"

"เรามาคุยกันหน่อยดีหรือไม่"

เสิ่นชิงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ "คุยรึ? เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาคุยกับข้า? เจ้าวางกับดักเล่นงานข้า แต่พอเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็จะมาขอเจรจา?"

"คางคกอยากกินเนื้อหงส์"

"ฝันไปเถอะ!"

ใบหน้าของซุนเหยียนทะมึนลงเรื่อยๆ

"เสิ่นชิง เรื่องนี้พวกข้าผิดก็จริง แต่หากยังดึงดันจะสู้กันต่อไป ก็มีแต่จะพินาศกันไปทั้งสองฝ่าย..."

เสิ่นชิงระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

"พินาศกันทั้งสองฝ่ายงั้นรึ? ...เพียงชั่วจิบชา หากพวกเจ้ายังมีผู้ใดหยัดยืนอยู่ได้..."

"...เมื่อนั้นเรื่องในวันนี้ข้าจะให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ ว่าอย่างไร?"

จบบทที่ บทที่ 6 : ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าเข้าหากัน

คัดลอกลิงก์แล้ว