- หน้าแรก
- รายงานสืบสวนทวยเทพ!
- บทที่ 6 สัตว์ประหลาดในปราสาทโบราณ
บทที่ 6 สัตว์ประหลาดในปราสาทโบราณ
บทที่ 6 สัตว์ประหลาดในปราสาทโบราณ
บทที่ 6 สัตว์ประหลาดในปราสาทโบราณ
จริงๆ แล้วแค่มองแวบแรก หานซู่ก็จำเขาได้ คนคนนี้ ก็เป็นหนึ่งในครอบครัวผู้เสียหาย เขาคือพี่ชายของเด็กหญิงผมหางม้าที่ตายในชั้นสองของปราสาท
หลายปีมานี้ นอกจากคู่สามีภรรยาเศรษฐีนั่นแล้ว เขาก็เป็นคนที่มาหาหานซู่บ่อยที่สุด แต่เป็นแค่ช่วงปีแรกๆ นะ หกเจ็ดปีหลังมานี้ หานซู่แทบไม่เห็นหน้าเขาเลย เหมือนหายสาบสูญไปดื้อๆ
หานซู่ไม่กล้าวางใจ ค่อยๆ เงยหน้ามองอีกฝ่าย มือกระชับสายกระเป๋าเป้แน่น "เรื่องที่ผมรู้ ผมบอกคุณไปหมดแล้ว"
"ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ผมไม่มีอะไรจะบอกพวกคุณแล้วครับ"
ซ่งฉู่สือสัมผัสได้ถึงความระแวดระวังของหานซู่ จึงล้มเลิกความคิดที่จะจับมือทักทาย พยักหน้าเบาๆ "ผมรู้"
"ครั้งนี้ที่ผมกลับมาชิงกัง ไม่ได้จะมาขอให้คุณหานรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แค่อยากถามว่าคุณหานพอจะมีเวลา หาที่นั่งคุยกันสักหน่อยไหม?"
"หือ?"
หานซู่ชะงักไปนิด เงยหน้ามองเขา
ไม่กี่นาทีต่อมา หานซู่กับเขาก็มานั่งอยู่ในร้านบะหมี่เกี๊ยวข้างๆ มีเกี๊ยวไส้ไข่เค็มสองชามวางอยู่ตรงหน้า
ซ่งฉู่สือถอดแว่นตาออก ดึงทิชชูมาเช็ดเบาๆ แล้วพูดกับหานซู่เสียงค่อย "สิบปีก่อนเกิดเรื่องนั้นขึ้น ไม่มีใครมีความสุขหรอก"
"ตอนนั้นหลายคนคิดว่าคุณโกหก หรือไม่ก็ความจำเสื่อม แล้วแทนที่ด้วยภาพหลอนไร้สาระ พวกเขาเลยรอให้คุณนึกเบาะแสที่มีประโยชน์ขึ้นมาได้"
"แต่ผมเชื่อคุณครับ คุณหาน"
"ตอนนั้นผมเห็นสภาพคุณตอนเพิ่งหนีออกมา ความกลัวบนหน้าคุณไม่ใช่ของปลอม หลังจากนั้นผมก็ดูวิดีโอตอนคุณโดนสอบปากคำหลายครั้ง ศึกษากำหนดการของชั้นเรียนพวกคุณ เวลาที่หายไป เวลาที่คุณหนีออกมา"
"ถึงจะไม่เจอสัตว์ประหลาดหรือปราสาทที่คุณว่า แต่ดูจากเวลาแล้ว จุดที่เกิดเรื่องน่าจะอยู่ไม่ไกลจากที่คุณบอกจริงๆ"
"และตลอดหลายปีมานี้ มีคนเข้าไปสืบสวน พลิกแผ่นดินหาทั่วบริเวณนั้น แต่กลับไม่เจอเบาะแสอะไรเลย นี่มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก"
"......"
ฟังเขาพูด หานซู่เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ
ตั้งแต่เขาบอกตำรวจเรื่องปราสาทมืด หนังสือพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญ ครอบครัวผู้เสียหาย ไม่มีใครเชื่อเขาสักคน นอกจากสวีจีที่เชื่อทุกอย่างที่เขาพูดแล้ว คนคนนี้เป็นคนแรกเลยมั้ง
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง วางช้อนลง ถามเสียงเบา "แล้วที่คุณมาหาผม หมายความว่า..."
"ก่อนน้องสาวผมจะเกิดเรื่อง ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติหรือผีสางเทวดาหรอกครับ ผมเป็นด็อกเตอร์จบจากชิงกัง เป็นนักวิจัยการประยุกต์ใช้ซากอารยธรรมยุคกัมมันตภาพรังสี ผมเชื่อในวิทยาศาสตร์และตรรกะ ไม่ใช่เรื่องงมงายพวกนั้น"
ซ่งฉู่สือถอนหายใจยาว นวดขมับตัวเองเบาๆ พูดช้าๆ "แต่สิบปีมานี้ เพื่อสืบหาความจริงเรื่องน้องสาว ผมสืบมาเยอะมาก รวมถึงเรื่องที่ฟังดูไร้สาระด้วย"
"ผม..."
เขาเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ก็หยุดไป แล้วหันมาพูดกับหานซู่ว่า "ความเชื่อผมเริ่มสั่นคลอนแล้วครับ คุณหาน"
หานซู่ฟังเขาพูดอย่างตั้งใจ ในใจเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา
ตัวตนของคนตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา
ในโลกนี้ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับยุคกัมมันตภาพรังสี ไม่ว่าจะเป็นซากปรักหักพังหรือบันทึก ล้วนอันตรายและเข้าถึงยากที่สุด ขนาดสำนักงานบริหารยังออกกฎหมายห้ามเข้าถ้าไม่ได้รับอนุญาต การที่คนคนนี้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแวดวงนี้ได้ แสดงว่าต้องมีฝีมือพอตัว
"ผมพบว่าโลกใบนี้ดูเหมือนจะมีอะไรหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามตรรกะความจริง"
ซ่งฉู่สือพูดช้าๆ "ที่ผมมาครั้งนี้ ก็แค่อยากขอร้องคุณ ช่วยทบทวนความทรงจำเหตุการณ์ในปีนั้นอีกสักครั้งได้ไหมครับ?"
"รวมถึง เรื่องสัตว์ประหลาดที่คุณเห็นในปราสาทมืดนั่นด้วย?"
"......"
ตอนที่ซ่งฉู่สือขอร้อง สีหน้าของเขาดูรู้สึกผิด เหมือนเขาก็รู้ตัวว่าการบังคับให้คนที่หนีรอดจากนรกมาได้ต้องมารื้อฟื้นความทรงจำอันเจ็บปวด เป็นเรื่องที่เสียมารยาท
เมื่อเผชิญกับคำขอร้อง หานซู่รู้สึกแปลกใจ
เขาครุ่นคิดในใจ แล้วพยักหน้าช้าๆ "ได้ครับ"
อันที่จริง ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อน ตอนเพิ่งหนีออกมา ให้หานซู่อธิบายเรื่องพวกนี้ เขาคงพูดไม่รู้เรื่อง เพราะตอนนั้นตกใจกลัวเกินไป ไม่มีเวลาสังเกตรายละเอียดในปราสาท
แต่ตอนนี้ การได้กลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า หนีออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ทุกอย่างฝังแน่นอยู่ในหัวเขา
อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก รีบหยิบสมุดโน้ตกับดินสอเหลาแหลมออกมา
"สาเหตุของเรื่อง คงไม่ต้องพูดซ้ำแล้วมั้งครับ"
"ก็คือตอนนั้นพวกเราไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พวกเรายังเด็ก ไม่รู้ทาง ไม่รู้ว่าไปโผล่ที่นั่นได้ยังไง"
"ที่นั่น น่าจะเป็นปราสาท หรือกรงขัง หรือจะเรียกว่าหอคอยก็ได้ เพราะมันมีหลายชั้น มีบันไดวนเชื่อมกัน แต่ละชั้น มีสัตว์ประหลาดอยู่ตัวหนึ่ง..."
หานซู่เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สัตว์ประหลาดที่เฝ้าประตูเป็นผู้ชายหน้าขาวเหมือนเครื่องเคลือบ ใส่สูทสีดำ ตัวสูงมาก น่าจะ... สามเมตรได้ ผอมแห้ง มีเถาวัลย์แห้งเหี่ยวพันอยู่รอบตัว..."
ขณะที่หานซู่เล่า ดินสอในมือซ่งฉู่สือก็ขีดเขียนลงบนกระดาษเสียงดัง แกรกๆ เขาถึงกับสเก็ตช์ภาพสัตว์ประหลาดออกมาเลย
ฝีมือไม่เลว คล้ายกับตัวจริงที่เขาเคยเห็นอยู่บ้าง
น่าเสียดาย ต่อให้วาดเหมือนแค่ไหน แรงกดดันที่เด็กสิบขวบต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวนั้น ก็วาดออกมาไม่ได้หรอก
"ตอนนั้นพวกเรานั่งอยู่บนรถบัสโรงเรียน รู้สึกแค่ว่ารถสั่น แล้วฟ้าก็มืด พอตื่นมาอีกที ก็มาอยู่ในลานที่มีแต่กลิ่นเหม็นเน่านั่นแล้ว"
หานซู่นั่งตรงข้ามซ่งฉู่สือ เล่าเรื่องอย่างช้าๆ "ผู้ชายที่ผิวเหมือนเครื่องเคลือบคนนั้น พาพวกเราเข้าไปในปราสาท"
"มีสัตว์ประหลาดมากมายนั่งอยู่ข้างโต๊ะยาว เหมือนกำลังกินเลี้ยง พวกมันพูดภาษาที่เราฟังไม่ออก หรือจะบอกว่านั่นไม่ใช่การพูด แต่เป็นเสียงเห่าหอนของสัตว์ประหลาด เป็นภาษาของพวกมัน"
"......"
ซ่งฉู่สือฟังถึงตรงนี้ คิ้วกระตุก สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นชัดเจน
หานซู่เล่าต่อ "พวกมันจ้องมองพวกเรา เหมือนมองของเล่น หรือไม่ก็มองอาหาร แล้วพวกมันก็เลือกเด็กที่ถูกใจพาขึ้นไปข้างบน"
"มีเด็กดื้อร้องไห้ขึ้นมา ก็โดนสัตว์ประหลาดใส่ผ้ากันเปื้อนสีดำทุบจนตาย เลือดกระเด็นใส่หน้าพวกเรา เด็กทุกคนเลยลืมร้องไห้ ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวเด็กคนหนึ่งถึงแตกเละเหมือนแตงโมได้ แล้วเขาก็ไม่ร้องไห้อีกเลย"
"พวกมันพอใจที่พวกเราเงียบ ก็เลยเลือกอย่างละเอียดขึ้น ดูตา ดูฟัน ดูลายมือ ดูคิ้ว ดูหู สัตว์ประหลาดบางตัวดูตื่นเต้น บางตัวน้ำลายไหลย้อย"
"มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งคลุมร่างด้วยผ้าคลุมสีดำ เหมือนคุณนายไฮโซ เลือกเด็กผู้หญิงถักเปียไปคนหนึ่ง..."
"มีสัตว์ประหลาดผู้หญิงที่มีแค่ครึ่งตัวบน หัวเราะเสียงเหมือนแพะ เลือกเด็กผู้ชายใส่แว่นไปคนหนึ่ง..."
"แล้วก็มีสัตว์ประหลาดใส่เสื้อโค้ท ร่างกายบวมฉุเหมือนศพยักษ์ อุ้มเด็กผู้หญิงหน้าตาเหมือนตุ๊กตา ใส่กระโปรงสีขาว บนหัวใส่มงกุฎวันเกิดไป..."
"อ้อ เธอชื่อลี่เสี่ยวหม่าน ลูกสาวประธานบริษัทเมจิกบ็อกซ์ สิบปีมานี้ พ่อแม่เธอมาถามหาเบาะแสจากผมบ่อยๆ"
"......"
มือที่วาดรูปของซ่งฉู่สือดูเหมือนจะสั่นเทา
ผ่านไปนาน เขาถึงมองภาพที่วาดออกมา แล้วพูดเสียงเบา "พวกนี้ คือตัวที่หนังสือพิมพ์เคยลงข่าว พ่อบ้านเถาวัลย์ คุณนายเขาเนื้อ นักบวชหนอน และ... ยักษ์ขาวซีด..."
หานซู่แค่นหัวเราะ "ใช่"
ตอนหานซู่เพิ่งออกมา ตำรวจถามซ้ำไปซ้ำมา นักข่าวที่ดักรอก็หาทางเอาบันทึกการสอบสวนไปได้ แล้วเอาไปพาดหัวข่าวใหญ่โต
ถึงจะไม่มีใครเชื่อคำพูดหานซู่ แต่คดีนี้มันดังมาก
พวกเขาก็เลยลงรายละเอียดที่หานซู่เล่า รวมถึงตั้งฉายาให้สัตว์ประหลาดพวกนั้นด้วย
เพียงแต่ตอนนั้นข่าวครึกโครม แต่ก็เงียบไปเร็ว ไม่นึกว่าซ่งฉู่สือจะยังจำได้
เงียบกันไปนาน ซ่งฉู่สือถึงเงยหน้าขึ้น "แล้วไงต่อครับ?"
หานซู่มองเขาตรงๆ พูดช้าๆ "ต่อมา ผมก็หนีออกมาได้"
"เด็กผู้หญิงผมเปียคนนั้นกล้าหาญมาก หรือจะเรียกว่าอวดดีก็ได้ อายุไม่เท่าไหร่แต่น่าจะฝึกมาดี ฝีมือใช้ได้ เธอกระโดดออกมา ผลักเชิงเทียนล้ม ทำให้เกิดไฟไหม้ เด็กๆ ที่ตกใจกลัวก็ร้องไห้จ้า"
"......"
พูดถึงตรงนี้ หานซู่หยุดไปครู่หนึ่ง มองสีหน้าซ่งฉู่สือ เขาไม่ได้แสดงความเสียใจอะไรออกมาชัดเจน แต่สีหน้ากลับดูเลือนรางไป
นั่นคือน้องสาวของเขา
หานซู่ถอนหายใจเบาๆ "เพราะไฟไหม้ หรือเพราะเด็กๆ ไม่เชื่อฟัง สัตว์ประหลาดพวกนั้นเลยหงุดหงิด ผมอาศัยช่วงชุลมุนวิ่งออกจากประตูที่ยังไม่ปิด มุดเข้าไปในพุ่มกุหลาบข้างๆ"
"จำได้แค่ว่าปีนผ่านขวากหนามและเถาวัลย์มาเยอะมาก แล้วก็วิ่งไม่หยุด ไม่กล้าหันหลังกลับ จนกระทั่งเจอหน่วยกู้ภัย"
"หลังจากนั้น ผมก็ชี้ทิศทางของปราสาทให้คนอื่นรู้ แต่ผลลัพธ์คุณก็รู้ ไม่มีอะไรเลย"
"......"
หานซู่พยายามตอบสนองความต้องการของซ่งฉู่สือ บอกทุกรายละเอียดที่เขารู้ รวมถึงวาดสัญลักษณ์ลึกลับในความทรงจำให้ และยืนยันว่านี่คือเบาะแส
ซ่งฉู่สือจดบันทึกอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยผ่านแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย แต่พอการสนทนาใกล้จบ จู่ๆ เขาก็หยุดมือ
แววตาเปลี่ยนเป็นเฉียบคมในพริบตา ไม่เหมือนคนเหนื่อยล้าเมื่อครู่นี้เลย "คุณหาน สิบปีผ่านไป คุณยังจำรายละเอียดได้แม่นขนาดนี้เลยเหรอครับ?"
มองแววตาจับผิดของอีกฝ่าย หานซู่แสยะยิ้ม
พูดเสียงเบาว่า "สิบปีมานี้ ผมฝันถึงนรกนั่นบ่อยๆ น่ะครับ"