- หน้าแรก
- รายงานสืบสวนทวยเทพ!
- บทที่ 7 หลักการสัมผัสลึกลับ
บทที่ 7 หลักการสัมผัสลึกลับ
บทที่ 7 หลักการสัมผัสลึกลับ
บทที่ 7 หลักการสัมผัสลึกลับ
คำตอบนี้ทำให้ซ่งฉู่สือชะงักไปครู่หนึ่ง เขาแยกแยะได้ว่าหานซู่พูดความจริง และสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ยากจะบรรยายในน้ำเสียงนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถอดแว่นตาออกมาเช็ดฝ้าที่จับบนเลนส์ แล้วพูดเสียงเบา "ขอบคุณครับ"
ไม่รู้ว่าขอบคุณความตั้งใจของหานซู่ที่อยากช่วยญาติพี่น้องของพวกเขา หรือขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ
หานซู่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงก้มหน้าก้มตากินเกี๊ยวในชามตรงหน้าที่เย็นชืดไปนานแล้ว
หลังจากนั้นทั้งคู่ไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียดอะไรกันอีก ซ่งฉู่สือเพียงแค่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงรายละเอียดของสัตว์ประหลาดพวกนั้น เขาจริงจังมาก แก้ไขภาพวาดไม่หยุด ราวกับอยากจะถามให้รู้ลึกไปถึงลวดลายบนตัว เนื้อผ้า หรือสีตาของสัตว์ประหลาด
และหานซู่ก็พยายามตอบให้ได้มากที่สุด เมื่อนึกถึงสถานะของอีกฝ่ายและเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เขาเพิ่งพูดถึง หานซู่ก็ไม่รังเกียจที่จะให้ข้อมูลเพื่อช่วยให้การสืบสวนราบรื่นขึ้น
ซ่งฉู่สือจดบันทึกทุกอย่างที่เขาเล่าอย่างละเอียด จนกระทั่งหานซู่เล่าจบ เขาถึงค่อยๆ วางปากกาลง
ขณะตรวจสอบผลลัพธ์ที่จดมา เขาก็ทำท่าครุ่นคิด แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า "คุณหานครับ ในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คุณสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ บ้างไหม?"
"?"
หานซู่คิดในใจ: 'เรื่องบ้าบอพวกนี้ มีตรงไหนไม่แปลกบ้างเหรอ?'
"สถานะ!"
ซ่งฉู่สือเงยหน้ามองหานซู่ช้าๆ "ตอนเกิดคดีลักพาตัว ทุกคนมัวแต่ตกตะลึงกับเรื่องสัตว์ประหลาด ปราสาทผีสิง และการสืบสวนที่ล้มเหลว"
"คดีลักพาตัวที่ไม่มีใครเชื่อ กลับกลายเป็นเรื่องสนุกปากของคนทั้งเมือง จนทำให้มองข้ามประเด็นสำคัญอีกเรื่องไป"
"อย่างเช่น ทำไมต้องเป็นคุณ?"
หานซู่เริ่มเข้าใจลางๆ แล้วว่าซ่งฉู่สือต้องการจะสื่ออะไร เขามองหน้าอีกฝ่ายเงียบๆ เป็นเชิงให้พูดต่อ
ซ่งฉู่สือเปิดหน้ากระดาษใหม่ แล้วเขียนรายชื่อลงไปช้าๆ "ลูกสาวประธานบริษัทเมจิกบ็อกซ์ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลหลินแห่งเมืองมั่นเฉิง หลานชายสมาชิกสภาสูงเมืองชิงกัง เด็กอัจฉริยะด้านโบราณคดีและรหัสลับ ปรมาจารย์หมากล้อมรุ่นเยาว์ อัจฉริยะเกมเมอร์..."
"ในบรรดาเด็กที่ถูกลักพาตัว ทุกคนที่ถูกเปิดเผยตัวตน รวมถึงน้องสาวผม ล้วนแต่เป็นลูกท่านหลานเธอ หรือไม่ก็มีชาติตระกูลที่ไม่ธรรมดา นี่คือสาเหตุที่คดีนี้กลายเป็นข่าวดังในชั่วข้ามคืน"
"ส่วนเด็กที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตน แต่สามารถไปทัศนศึกษาร่วมกับคนกลุ่มนี้ได้ ก็พอเดาได้ว่าสถานะคงไม่ธรรมดาเหมือนกัน"
"แต่ว่า..."
เขาเงยหน้ามองหานซู่ "คุณเป็นใคร?"
"ผม..."
หานซู่นั่งนิ่ง ไตร่ตรองคำพูดของซ่งฉู่สือ
"ในกลุ่มเด็กที่มีชาติตระกูลสูงส่ง หรือไม่ก็เป็นอัจฉริยะ ทำไมจู่ๆ ถึงมีคุณโผล่มาคนหนึ่ง..."
ซ่งฉู่สือพูดช้าๆ "ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ นะครับคุณหาน ฐานะทางบ้านของคุณไม่ได้ดีเลย ผลการสืบสวนของตำรวจระบุว่า คุณถูกเลี้ยงดูโดยผู้หญิงตัวคนเดียว"
"เพียงแต่ หลังจากเกิดคดีนี้ ผู้หญิงคนนั้นก็หนีออกจากเมืองไป"
"แม้แต่ตำรวจก็หาเธอไม่เจอ และไม่พบทรัพย์สินใดๆ ในชื่อของเธอ สุดท้ายคุณเลยต้องถูกส่งไปสถานสงเคราะห์..."
"เดิมทีคุณไม่ใช่เด็กกำพร้า แต่ต่อให้ไม่ใช่ ชาติตระกูลและความเป็นอยู่ของคุณก็ต่างจากเด็กคนอื่นราวฟ้ากับเหว แล้วทำไมคุณถึงไปอยู่บนรถบัสคันนั้นได้?"
"......"
คำถามของเขาตรงจุดมาก และเป็นเรื่องที่หานซู่คิดทบทวนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็หาคำตอบไม่ได้
ตอนนั้น เพราะสถานะของเขาที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานมากมาย
บางคนคิดว่าเขาเป็นคนขององค์กรอาชญากรรม ที่แฝงตัวขึ้นรถบัสไปเพื่อเป็นสายให้คนร้าย ส่งข้อมูลและระบุตำแหน่ง
บางคนก็คิดว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ถูกลักพาตัวด้วยซ้ำ
แค่พอมีคนตามหาเยอะเข้า เด็กอย่างเขาอยากจะอวด ก็เลยแต่งเรื่องถูกสัตว์ประหลาดจับตัวไปเพื่อเรียกร้องความสนใจ
น่าเสียดาย ที่เขาจำอะไรไม่ได้
ความทรงจำก่อนเกิดคดี มีแค่ภาพผู้หญิงรูปร่างผอมสูง ผมยาวประบ่าที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ในความทรงจำ เธออารมณ์ร้าย ชอบตีเขา แต่พอตีเสร็จ ก็จะกอดเขาร้องไห้
นอกเหนือจากนั้น ทุกอย่างเลือนรางไปหมด
แม้แต่เรื่องที่เขาไปอยู่บนรถบัสคันนั้น ก็จำได้ลางๆ แค่ว่า ก่อนเกิดเรื่อง ผู้หญิงคนนั้นทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้เขา
และหลังจากเกิดเรื่อง เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งเมือง ต้องเผชิญกับคำถามและการบีบคั้นจากผู้ใหญ่รอบตัว แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับหายสาบสูญไป
ตำรวจหาเบาะแสเธอไม่เจอ ได้แต่เดาว่าเพราะเขาก่อเรื่องใหญ่ เธอเลยกลัวติดร่างแห หนีออกจากเมืองไปแล้ว
หานซู่หน้านิ่ง ผ่านไปนานถึงเงยหน้ามองซ่งฉู่สือ "แล้วคุณสันนิษฐานว่ายังไง?"
"ข้อสันนิษฐานมีเยอะครับ"
ซ่งฉู่สือพูดช้าๆ "การที่เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากคุณเกิดเรื่อง ทั้งที่มีคนใหญ่คนโตตั้งมากมายพยายามตามหาตัวเธอ นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลกมากแล้ว"
ประเด็นนี้ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ความหมายชัดเจน
หานซู่รู้ดี แม้ผู้หญิงคนนั้นจะทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตเขาน้อยมาก แต่หลายปีมานี้เขาก็จินตนาการถึงความเป็นไปได้มากมาย
เธอเป็นใครกันแน่ แม่ของเขาเหรอ?
แล้วทำไมเธอถึงหายตัวไปทันทีที่เขาเกิดเรื่อง?
ทิศทางความเป็นไปได้มีเยอะเกินไป ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีทางหายตัวไปได้อย่างไร้ร่องรอยภายใต้การจับตามองของคนใหญ่คนโตในเมืองชิงกังได้หรอก เว้นแต่ว่า ตัวเธอเองจะมีความลึกลับซับซ้อน มีความลับที่บอกใครไม่ได้
หรือไม่ก็ จริงๆ แล้วหลังจากเขาเกิดเรื่อง มีคนไปหาเธอ จัดการเธอ และจัดการได้อย่างหมดจด
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หัวใจที่ด้านชาของหานซู่ก็อดสั่นไหวด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้
เขาไม่พูดอะไร แค่หยิบช้อนพลาสติกขึ้นมา ก้มหน้ากินเกี๊ยวที่เกือบจะเย็นชืดแล้วต่อ
"อย่าคุยเรื่องเครียดๆ เลยครับ"
ซ่งฉู่สือที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากพูดข้อสันนิษฐานของตัวเองจบ ทั้งสองคนก็นั่งเงียบกันไปพักหนึ่ง ซ่งฉู่สือจึงยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง "ผมไม่ได้กลับชิงกังมานานแล้ว ครั้งนี้กลับมา ก็แค่อยากเจอคุณ อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม"
"นอกจากนี้ ผมยังมีความคิดบ้าๆ อยู่อีกอย่าง..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า "คุณหาน คุณอยากพิสูจน์ไหมว่าตัวเองไม่ได้โกหก?"
หานซู่ขมวดคิ้ว
ซ่งฉู่สือถามต่อ น้ำเสียงดูเหมือนจะตั้งข้อสงสัย แต่แววตากลับจริงใจ "ผมอยากถามว่า ตาข้างนี้ของคุณ ก็ถูกสัตว์ประหลาดในปราสาทนั่นทำบอดเหมือนกันใช่ไหม?"
สีหน้าหานซู่เริ่มไม่ดี เงยหน้ามองเขาอย่างเย็นชา "แล้วจะให้เป็นไง? ผมควักเล่นเองรึไง?"
"คุณหานอย่าเพิ่งเข้าใจผิด..."
ซ่งฉู่สือรีบยิ้มอธิบาย "ช่วงสองสามปีมานี้ ผมได้สัมผัสกับเรื่องลี้ลับมาพอสมควร เลยนึกคำถามที่น่าสนใจขึ้นมาได้"
"ผมพยายามสืบหาความจริงของคดีนี้มาตลอด แต่ก็เจอทางตัน เบาะแสที่เกี่ยวข้องเหมือนถูกใครบางคนจงใจลบหายไป รู้สึกเหมือนจะเจออะไรเข้าแล้ว แต่จู่ๆ เบาะแสก็ขาดหายไปทุกที"
"คุณเองก็เหมือนกัน ผมศึกษาเรื่องของคุณมา รู้ว่าคุณลำบากใจกับการถูกรบกวนจากครอบครัวผู้เสียหาย ต้องตอบคำถามตำรวจซ้ำๆ พยายามจะบอกความจริง แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ"
"ผมเลยคิดว่า หรือพวกเราจะเข้าใจผิดกันมาตลอด?"
"พวกเราพยายามใช้ตรรกะของโลกความจริงหาคำตอบ ซึ่งมันอาจจะเป็นการเดินผิดทางตั้งแต่แรก?"
"ผมหมายความว่า..."
เขาแบมือออกเบาๆ "ถ้าคดีลักพาตัวที่ขัดกับตรรกะความจริงอย่างสิ้นเชิงนี้ ต้องใช้ตรรกะของ 'โลกใบอื่น' ในการหาเบาะแสล่ะ?"
หานซู่ชะงัก ขยับตัวเล็กน้อย "ว่ามาสิ"
ซ่งฉู่สือจ้องมองตาข้างที่บอดของหานซู่ แล้วพูดเสียงเบา "ผมแค่เคยได้ยินมาทฤษฎีหนึ่ง"
"พลังลี้ลับจะไม่หายไปไหน แต่มันจะถูกถ่ายทอดผ่านการสัมผัสทางตรรกะ และการสัมผัสนี้ จะไม่มีวันลบเลือน และจะคงอยู่ตลอดไป"
"เช่น สำหรับสิ่งลี้ลับ การที่คุณรู้ว่ามีมันอยู่ ก็ถือเป็นการสัมผัสแล้ว"
"การนึกถึงมัน ก็เป็นการสัมผัสอีกรูปแบบหนึ่ง"
"การมองเห็นมัน ก็ถือเป็นการสัมผัสที่ลึกซึ้งในระดับหนึ่งแล้ว"
"และคุณ..."
เขาหยุดพูด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลึกลับ "คุณถูกสัตว์ประหลาดพวกนั้นทำร้ายจนตาบอด นี่... จะถือเป็นการสัมผัสในระดับไหน?"
หานซู่ฟังประโยคนี้แล้วถึงกับตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนวิเคราะห์ปัญหาจากมุมนี้
"คุณหาน ถ้าทุกอย่างที่คุณพูดเป็นเรื่องจริง สัตว์ประหลาดพวกนั้นมีตัวตนจริง และไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในโลกความจริง..."
ซ่งฉู่สือโน้มตัวเข้ามา กระซิบเสียงเบา "งั้นเราก็มีเหตุผลที่จะสงสัยได้ว่า พลังประหลาดของพวกมัน อาจจะยังตกค้างอยู่ในดวงตาของคุณ"
"และถ้าอยากพิสูจน์เรื่องนี้ มันง่ายนิดเดียว!"
พูดพลางเขาก็ยกกระเป๋าหนังสีเงินที่พกติดตัวขึ้นมา หยิบปากกาอัดเสียงออกมาด้ามหนึ่ง "ของสิ่งนี้ ถือว่าเป็นคำขอโทษจากผมแล้วกันครับ"
"ยังไงซะ หลายปีมานี้ ครอบครัวผู้เสียหายหลายคนก็สร้างความลำบากให้คุณเพราะความเข้าใจผิดและความเป็นห่วงลูกหลาน"
"แต่จริงๆ แล้ว พวกเราที่เป็นครอบครัวผู้เสียหาย ควรจะขอบคุณคุณด้วยซ้ำที่นำเบาะแสกลับมา"
หานซู่ไม่รับของ ได้แต่มองหน้าเขา
ซ่งฉู่สือสบตาที่เต็มไปด้วยการพิจารณาของหานซู่ แล้วยิ้มบางๆ "หลายปีมานี้ เพื่อสืบหาความจริงของคดีลักพาตัว ผมไปมาหลายที่ สัมผัสกับเรื่องลึกลับมาเยอะ บางทีก็ถลำลึกจนแยกแยะจริงเท็จไม่ออกเหมือนกัน"
"คาถาในนี้ ผมได้มาจากชาวประมงที่ท่าเรือเจี่ยว"
"พวกเขาเชื่อว่าในทะเล มีภูตผีปีศาจที่ไม่รู้จัก คอยสร้างคลื่นลม คว่ำเรือ กลืนกินปลาที่จับได้ หรือแม้แต่... ฆ่าเพื่อนฝูงญาติพี่น้องของพวกเขา..."
"ดังนั้น ก่อนออกเรือ พวกเขาจะท่องคาถาโบราณนี้ เพื่อขอพรจากพลังลี้ลับให้คุ้มครอง"
"ว่ากันว่าคาถานี้ มีพลังในการกระตุ้นพลังลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของบางคน หรือขับไล่เงามืดบางอย่าง..."
"คุณ... อาจจะลองดูหน่อยก็ได้..."