เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 รางวัลนำจับแห่งโต๊ะดำ

บทที่ 5 รางวัลนำจับแห่งโต๊ะดำ

บทที่ 5 รางวัลนำจับแห่งโต๊ะดำ


บทที่ 5 รางวัลนำจับแห่งโต๊ะดำ

หานซู่พ่นลมหายใจออกเบาๆ อย่าเพิ่งรีบไป เขาหันไปมองชายสวมหมวกแก๊ป ภายใต้แว่นกันแดดนั้นไม่อาจคาดเดาสีหน้าได้ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า "ผมมีเพื่อนนิสัยห่ามๆ คนหนึ่งเคยบอกว่า การทำร้ายร่างกายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยเฉพาะตอนที่มีกล้องวงจรปิดถ่ายอยู่"

ชายสองคนที่ยืนขวางหน้าหลังหานซู่ทำเพียงแสยะยิ้มไร้เสียง ราวกับคำพูดของหานซู่เป็นเรื่องตลกขบขัน

ส่วนชายสวมหมวกแก๊ปที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หัวเราะพลางเอ่ย "คิดอะไรอยู่น่ะน้องชาย พวกเราไม่ได้มาทำร้ายร่างกายใคร แค่อยากให้ความร่วมมือในการสอบสวนนิดหน่อย"

"อย่างมากก็น้องชายอารมณ์ร้อนเกินไป ผลักอกลูกน้องฉันจนเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด น้องชายอย่าไปพูดซี้ซั้วล่ะ..."

"อีกอย่าง ฉันว่าน้องชายให้ความร่วมมือกับพวกเราดีกว่า"

"บางทีน้องชายอาจจะไม่รู้ มีคนตั้งค่าหัวในการสืบสวนคดีลักพาตัวของพวกนายไว้ที่ 'โต๊ะดำ' ราคาสูงถึง... สามล้าน..."

พอพูดถึงตัวเลขนี้ เขาก็ชะงักไปนิด แววตาที่หรี่ลงฉายความโลภออกมา "คนที่มาหานายน่ะ ไม่ได้มีแค่พวกฉันแน่ๆ และคงไม่คุยง่ายแบบพวกฉันด้วย เรื่องบางเรื่องมันปิดไม่มิดหรอก สุดท้ายนายก็ต้องพูดออกมาอยู่ดี"

"เฮอะ ถูกสัตว์ประหลาดจับตัวไป คิดออกมาได้นะ แต่คนสติดีที่ไหนเขาจะเชื่อเรื่องผีสางแบบนี้?"

"ตอนนั้นเรื่องมันเป็นยังไง บอกความจริงพวกฉันมาดีกว่า เราจะได้จบเรื่องกันแบบสันติ วิน-วิน กันทั้งคู่ เป็นผลดีกับตัวนายเองด้วยนะ..."

"......"

"สามล้าน?"

หานซู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยิน รางวัลนำจับจากโต๊ะดำ?

ในเส้นชีวิตนี้ เขาเป็นแค่คนระดับรากหญ้า ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องน่าสนใจในเมืองชิงกังมากนัก แต่ในเส้นชีวิตที่เขาได้เป็นลูกเศรษฐี ไม่ว่าจะเป็นมารยาทสังคมชั้นสูง ชีวิตความเป็นอยู่ หรือเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เขารู้จักมันดีเชียวล่ะ!

อย่าง "โต๊ะดำ" นี่ ดูเหมือนจะเป็นเว็บไซต์ใต้ดินที่ค่อนข้างอันตราย ขนาดสำนักงานบริหารยังสั่งปิดไม่ได้ ในนั้นมักจะมีประกาศรับจ้างวานลับๆ ทำธุรกรรมมืด ทั้งสืบสวน จ้างวานฆ่า ขนของเถื่อน ทำร้ายร่างกาย มีครบวงจร นักสืบเอกชน นักล่าค่าหัว หรือพวกอาชญากรหลายคน ก็หาเลี้ยงชีพด้วยการรับงานจากเว็บไซต์นี้แหละ

แต่ประเด็นคือ คดีลักพาตัวนี้สำหรับคนอื่นมันผ่านมาตั้งสิบปีแล้ว หนังสือพิมพ์ยังขี้เกียจเอามาพาดหัวข่าว ทำไมจู่ๆ ถึงมีคนทุ่มเงินตั้งค่าหัวสูงลิ่วขนาดนี้?

ชายสามคนที่ล้อมหานซู่อยู่ เห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปก็นึกว่าเขารู้ซึ้งถึงความร้ายแรงของสถานการณ์แล้ว เลยไม่รีบลงมือ ส่งสายตาให้กัน ให้สองคนนั้นประคองหานซู่นั่งลงก่อน

'ถ้าฉันบอกไปแล้วมีคนเชื่อ ไอ้ค่าหัวสามล้านเนี่ย ฉันก็อยากรับงานเองเหมือนกันแหละว้า...'

หานซู่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เงยหน้ามองพวกมันด้วยรอยยิ้มสุภาพ "ในห้องสมุด ห้ามสูบบุหรี่ครับ"

"หือ?"

ทั้งสามคนชะงัก โดยเฉพาะไอ้คนที่คาบบุหรี่อยู่

ยังไม่ทันที่พวกมันจะตั้งตัว หานซู่ก็เหวี่ยงกระเป๋าเป้ใส่หน้าชายร่างกำยำข้างหน้า แล้วหมุนตัวตบหน้าชายที่คาบบุหรี่เต็มแรง

"เฮ้ยๆ?"

ชายคนนั้นโดนตบจนมึน มีดในมือค้างกลางอากาศ ทำอะไรไม่ถูก ไหนบอกว่าจ้างมาสองร้อยแค่ให้มายืนขู่เฉยๆ ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วยฟะ?

ความคิดยังไม่ทันแล่น หานซู่ก็ไม่รอช้า ตบหน้ามันเสร็จก็ก้าวเท้าเข้าไป คว้าแขนข้างที่ถือมีดไว้

บิดสวนทาง กร๊อบ เสียงกระดูกลั่นดังสนั่น

ชายคนนั้นร้องลั่น มีดร่วงลงพื้น หานซู่เตะมันเข้าไปใต้ตู้หนังสืออย่างไม่ไยดี แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับชายร่างกำยำที่ปัดกระเป๋าเป้ออกแล้ว แววตาฉายแววอำมหิต ก้าวสามขุมเข้ามาหาหานซู่

ขาหลังถีบส่ง หมัดพุ่งตรง ท่าทางดุดันรวดเร็ว ชัดเจนว่าเป็นมวย เคยฝึกมา หรืออาจจะเป็นนักสู้ระดับมืออาชีพเลยก็ได้

แต่มันคงคิดไม่ถึงว่า ต่อหน้าหมัดหนักๆ นั้น หานซู่กลับไม่กะพริบตา

ตาข้างดีเพียงข้างเดียวจ้องมองอย่างเย็นชา พอมันเข้ามาในระยะโจมตี หานซู่ก็เบี่ยงตัวหลบหมัด พร้อมกางนิ้วโป้งกับนิ้วทั้งสี่ออก กระแทกเข้าที่ลูกกระเดือกของมันอย่างแรง

ชายร่างกำยำตกใจกับปฏิกิริยาอันรวดเร็วของหานซู่ รีบชักตัวกลับ แต่หานซู่เหมือนเงาตามตัว ติดหนึบไม่ปล่อย คว้าแขนไว้ ยกเข่ากระแทกเป้า หมุนตัวใช้ไหล่กระแทกศอก

กร๊อบ เสียงกระดูกลั่นดังอีกครั้ง

"อ๊ากกก!"

ชายร่างกำยำร้องเสียงหลง เส้นเลือดปูดโปนที่หน้าผาก กุมแขนที่หักเดินโซซัดโซเซถอยหลัง ขาสั่นพับๆ

ส่วนหานซู่กลับทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก้มเก็บกระเป๋าเป้ขึ้นมา คนอื่นอาจเห็นเขาเป็นแค่นักศึกษาหน้าติ๋ม แต่คนที่ต้องหาทางหนีตายในปราสาทมืดมิด ท่ามกลางความกดดันมหาศาลอย่างเขา ถูกเคี่ยวกรำจนมีสัญชาตญาณและการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม

ขนาดโค้ชที่ยิมยังบอกว่าเขาเป็นพรสวรรค์ในการชกมวย

บวกกับ เพื่อให้หนีรอดออกมาได้ทุกครั้งที่ถูกจับกลับไป หานซู่ในปัจจุบันก็ออกกำลังกายอย่างหนักเสมอมา เพราะถึงแม้พอกลับไปที่ปราสาท ร่างกายจะกลายเป็นเด็กสิบขวบที่แรงน้อยนิด แต่ความเร็วในการตอบสนองและเทคนิคการใช้แรง สามารถช่วยให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกอย่าง เพราะการทรมานในดันเจี้ยน หานซู่เคยผ่านชีวิตมาหลายรูปแบบ ตาบอด เสียโฉม พิการ ป่วยหนัก... นั่นทำให้เขาเชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากส่วนดีๆ ของร่างกายที่มีอยู่อย่างเต็มที่

และที่สำคัญที่สุดคือ คนในโลกความจริงพวกนี้ ต่อให้ทำท่าดุร้ายแค่ไหน ก็ยังห่างชั้นกับสัตว์ประหลาดพวกนั้นลิบลับ

กูโดนสัตว์ประหลาดไล่ล่าในปราสาทร้องจ๊ากๆ ทุกวัน แต่ในโลกความจริง จะยอมให้พวกมึงมารังแกได้ไง?

สะพายเป้ขึ้นหลัง หานซู่หันไปมองชายสวมหมวกแก๊ป เดินเข้าไปหาสองก้าว "เอาแขนมา"

ชายสวมหมวกแก๊ปหน้าซีดเผือด ความขี้เล่นเมื่อกี้หายวับไป เหลือแต่ความตื่นตระหนกสุดขีดในแววตา ไอ้คนที่จ้างมาสองร้อยนั่นช่างมันเถอะ แต่อีกคนนี่จ้างมาตั้งห้าพัน เป็นมือดีที่ทำงานด้วยกันมานาน ทำไมถึงโดนไอ้นักศึกษาบ้านนี่จัดการคว่ำได้ในสองท่า?

เหงื่อแตกพลั่ก ฝืนยิ้มแห้งๆ "นะ... น้องชาย ไม่ต้องถึงขนาดนี้มั้ง? ทำร้ายร่างกายมันผิดกฎหมายนะ..."

"แกบอกเองนี่ว่าที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด"

หานซู่ไม่พูดพล่ามทำเพลง ง้างมือทำท่าจะตบ ชายสวมหมวกแก๊ปยกมือกันตามสัญชาตญาณ แต่กลับโดนคว้าแขนไว้ ตัวแข็งทื่อทันที

หานซู่มองมันด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก "ในเมื่อแกเป็นนักสืบเอกชน ไม่รู้เหรอว่าในเมืองนี้ มีคนอย่างน้อยสองประเภทที่พวกแกห้ามไปแหยมด้วย?"

"หนึ่งคือคนรวย พวกแกแตะไม่ได้"

"สอง คือคนแบบฉัน ที่ชีวิตแม่งจะไปไม่รอดอยู่แล้ว..."

"......"

"อย่าเพิ่ง..."

ชายสวมหมวกแก๊ปตกใจจนเหงื่อเย็นไหลพราก ตะโกนลั่น "นายสอบติดชิงกัง อนาคตยังอีกไกล..."

"แต่ทุกวันนี้กูอารมณ์เสียฉิบหายเลยว่ะ..."

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น หานซู่จับแขนมันกระแทกกับขอบโต๊ะอย่างแรง หนึ่งที สองที สามที ครั้งที่สามแขนของชายสวมหมวกแก๊ปก็ส่งเสียงดัง กร๊อบ ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ

"โอ๊ยยยยยย..."

หมวกแก๊ปหลุดกระเด็น กลายเป็นชายหัวมันแผล็บ หานซู่ปล่อยแขนมัน ยืดตัวขึ้นอย่างสดชื่น ค้นหาในกองหนังสือ หยิบกระดาษที่วาดสัญลักษณ์ให้สาวผมยาวดูเมื่อกี้ขึ้นมา คิดนิดหนึ่งแล้ววาดทับให้ชัดเจนขึ้น

ตบกระดาษแผ่นนั้นลงตรงหน้าชายหัวมันแผล็บ ทำท่าจุ๊ปากบอกให้เงียบ แล้วพูดว่า "ไม่ให้แกเสียเที่ยวหรอก อยากได้เบาะแสใช่ไหม สัญลักษณ์นี่แหละเบาะแส ไปสืบดูสิ!"

"ถ้าเจออะไรจริงๆ ฉันให้สามสิบล้านเลย!"

"......"

พูดจบก็ไม่รอช้า เดินออกจากห้องสมุดไปดื้อๆ ถึงพวกนักสืบเอกชนกับนักล่าค่าหัวระดับล่างพวกนี้จะไม่มีฝีมืออะไร แต่หานซู่ก็ไม่รังเกียจที่จะหว่านแหไว้ เผื่อฟลุคถูกรางวัลที่หนึ่ง สืบเจออะไรขึ้นมาจริงๆ

แน่นอน เงินสามสิบล้านน่ะ เขาไม่มีหรอก

"ใครกันที่ออกประกาศจับ? แล้วใครกันที่มีเงินถุงเงินถังขนาดจ่ายตั้งสามล้าน?"

หลังออกจากห้องสมุด หานซู่พยายามสงบสติอารมณ์ ระหว่างเดินไปป้ายรถเมล์ ในหัวก็ครุ่นคิดไม่หยุด

ยุคนี้เงินสองแสนก็จ้างฆ่าคนได้แล้ว แสนเดียวก็ทำให้คนพิการได้ เงินสามล้านนี่ถือว่ามหาศาลมาก แต่ประเด็นสำคัญคือ สำหรับเขา คดีลักพาตัวนี้ยังตามหลอกหลอนไม่จบสิ้น แต่สำหรับคนอื่น มันเป็นคดีเก่าเมื่อสิบปีก่อนไปแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงมีคนทุ่มเงินไม่อั้นขนาดนี้?

"ปัจจุบัน" ของเขาไม่แน่นอน ทำให้หานซู่ไม่ค่อยสนใจเรื่องราวในชีวิตปัจจุบันมานานแล้ว สิ่งเดียวที่เขาคิดได้ตอนนี้คือ ประกาศจับนี้คงนำความวุ่นวายมาให้เขาอีกเพียบ แต่ก็ช่างมันเถอะ อย่างมากที่สุดอีกครึ่งเดือน เขาก็จะถูกจับกลับไปในอดีตอีกแล้ว จะได้กลับมาหรือเปล่ายังไม่รู้เลย!

คิดพลางเดินมาถึงป้ายรถเมล์ ดึงปกเสื้อขึ้นปิดหน้าเงียบๆ

"คุณหานครับ..."

แต่ขณะที่หานซู่กำลังรอรถเมล์อยู่นั้น ก็มีเงาร่างหนึ่งมายืนขวางหน้า

เงยหน้าขึ้นมอง ผู้มาเยือนเป็นชายรูปร่างผอมสวมเสื้อกันฝนสีดำ เห็นแค่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครา เขาดูอายุราวๆ สามสิบกว่า แต่แววตาฉายแววเหนื่อยล้า ในมือถือกระเป๋าสีเงินเปื้อนฝุ่น ดูเหมือนนักเดินทางที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน

วันนี้วันดีอะไรวะเนี่ย มาหากันไม่หยุดหย่อน...

หานซู่เริ่มหงุดหงิดในใจ แต่เห็นว่าตรงนี้มีกล้องวงจรปิด เลยฝืนทำตัวสุภาพ หรี่ตามองอีกฝ่าย "ขอโทษนะครับ คุณคือ..."

จบบทที่ บทที่ 5 รางวัลนำจับแห่งโต๊ะดำ

คัดลอกลิงก์แล้ว