- หน้าแรก
- รายงานสืบสวนทวยเทพ!
- บทที่ 4 นักสืบเอกชน
บทที่ 4 นักสืบเอกชน
บทที่ 4 นักสืบเอกชน
บทที่ 4 นักสืบเอกชน
'ระยะห่างเป็นศูนย์เหรอ?'
หานซู่นิ่งคิด: 'นั่นหมายความว่าตัวเองจะติดอยู่ในปราสาทตลอดไป ต่อให้หนีออกมาได้ ก็จะถูกจับกลับไปทันทีงั้นเหรอ?'
ไม่อยากจะคิด
ตอนนี้แค่ทุกครึ่งเดือนโดนจับกลับไปที ก็ทำเอาเขาอกสั่นขวัญแขวนทุกวันแล้ว
ถ้าระยะเวลามันสั้นลงอีก หรือกลายเป็นศูนย์จริงๆ หานซู่คิดว่าเขาไปหาตึกสูงๆ โดดลงมา สัมผัสประสบการณ์การบินสักรอบคงดีกว่า
"ติ๊ง สถานีหอสมุดจงเฉิง ถึงแล้วครับ"
ตอนหานซู่เดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ก็เป็นเวลาทุ่มนึงแล้ว
ด้านนอกสถานีเต็มไปด้วยแสงสีนีออน ฝนปรอยๆ เริ่มตกลงมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ทำให้ทุกอย่างดูมัวหมองและชื้นแฉะ
เขาไม่มีอารมณ์มาชื่นชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองใหญ่ รีบเดินเบียดเสียดฝูงชนที่เพิ่งเลิกงาน นักเรียนมัธยมที่หัวเราะหยอกล้อกัน และคนแก่เก็บของเก่า ข้าวเย็นก็แค่ซื้อขนมปังข้างทางกินรองท้อง
เขาเดินจ้ำอ้าวมาถึงหอสมุดจงเฉิง หอสมุดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงกัง ตรงโซนศาสนาและวัฒนธรรม มีชั้นหนังสือเรียงรายยาวเหยียดจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เขาดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมา แล้วเริ่มเปิดหาอย่างใจเย็น
ในหัวของเขายังจำตราประทับแปลกๆ บางอย่างในปราสาทมืดได้ ทุกครั้งที่กลับมาปัจจุบัน เขาก็มักจะมาหาที่มาของตราประทับพวกนี้ หวังว่าจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง
แม้การสืบหาเรื่องคดีลักพาตัวจะไม่ราบรื่นเลยสักนิด แต่เขาก็ไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ
ทุกวันคิดอยากจะเทมันทิ้งซะ แต่ทุกครั้งก็ฝืนใจฮึดสู้ต่อ
หาดูอีกหน่อยน่า เผื่อจะเจอเบาะแสก็ได้?
เวลาผ่านไปทีละนาที โซนนี้เงียบเหงาไม่ค่อยมีคน ที่ม้านั่งยาวว่างเปล่า มีแค่เสียงพลิกหน้ากระดาษของหานซู่
"สวัสดีจ้ะ เพื่อนนักศึกษา..."
ขณะที่กำลังอ่านอยู่ ก็มีเสียงดังขึ้นข้างๆ หานซู่หันไปมอง เห็นหญิงสาวผมยาวอุ้มหนังสืออยู่คนหนึ่ง
หน้าเธอแดงระเรื่อ เมื่อกี้ตอนเลือกหนังสืออยู่หลังชั้น หันมาเห็นหานซู่เข้าพอดี
แม้ในเส้นเวลานี้ หานซู่จะเสียโฉม แต่เวลาออกไปข้างนอก เขามักจะใส่แว่นกันแดดปิดรอยแผลเป็นไว้ มองจากไกลๆ ท่าทางตั้งใจอ่านหนังสือของเขาก็ดูเพลินตาดี เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอุ้มหนังสือเดินเข้ามาทักทาย:
"เมื่อกี้เห็นเธอเปิดดูข้อมูลยุคกัมมันตภาพรังสีอยู่ตลอด เธอสนใจประวัติศาสตร์ยุคนั้นเหมือนกันเหรอ?"
"......"
"ยุคกัมมันตภาพรังสี?"
หานซู่ชะงักไปนิดหน่อย ถึงสังเกตเห็นว่า หนังสือที่ตัวเองกำลังอ่าน คือคัมภีร์ทางศาสนาโบราณของยุคที่สูญหายไปก่อนยุคฟื้นฟู
โลกนี้เคยผ่านประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสงคราม รังสี โรคระบาด และภัยพิบัติ ก่อนจะสร้างขึ้นใหม่บนซากปรักหักพัง ขยายเผ่าพันธุ์ พัฒนา จนมีความเจริญรุ่งเรืองสุดลูกหูลูกตาอย่างทุกวันนี้
โดยใช้อารยธรรมสมัยใหม่เป็นจุดอ้างอิง ยุคสมัยที่เลือนรางก่อนหน้านั้น ถูกเรียกว่า ยุคเปลวสุริยะ ยุคกัมมันตภาพรังสี และยุคฟื้นฟู
เพียงแต่ แม้จะมีชื่อเรียกหลงเหลืออยู่ แต่ยุคสมัยเหล่านั้นมันห่างไกลจากปัจจุบันเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงที่มีการขาดตอนของอารยธรรมอย่างรุนแรง ภาษา ตัวอักษร บันทึก ล้วนขาดวิ่นไม่สมบูรณ์ แถมยังมีตำนานเทพเจ้าเวอร์วังอลังการโผล่มาอีกเพียบ
คนสมัยนี้มองบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนั้น ก็จะรู้สึกว่ามันเพี้ยนๆ ไม่สมจริง
หานซู่พลิกหนังสือในมือ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่กลับถามด้วยความสงสัย: "เธอลงเรียนวิชาเลือกประวัติศาสตร์ช่วงนั้นเหรอ?"
เขาค้นกระดาษออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่เกรงใจ ยืมปากกาจากหญิงสาว แล้วตั้งใจวาดสัญลักษณ์ลึกลับที่อยู่ในหัวลงบนกระดาษ
ถามอย่างกระตือรือร้น: "งั้นเธอช่วยดูหน่อย รู้จักสัญลักษณ์นี้ไหม?"
นักศึกษาสาวผมยาวนั่งลงอย่างดีใจ ดูอย่างละเอียด แล้วบอกว่า: "ดูเหมือนสไตล์ของชนเผ่าบางเผ่าในยุคกัมมันตภาพรังสีเลย..."
"คนยุคนั้น อารยธรรมยังไม่ฟื้นฟู อยู่ในสภาวะเคว้งคว้างงมงาย พวกเขาเชื่อว่าโลกนี้มีเทพเจ้า ก็เลยออกแบบโทเทมและพิธีกรรมของตัวเอง หวังว่าเสียงของพวกเขาจะส่งไปถึงเทพเจ้า"
"แน่นอนว่าต้องไม่ซับซ้อนเกินไป กลัวเทพเจ้าดูไม่รู้เรื่อง"
"แต่เพราะมันง่ายเกินไป ก็เลยซ้ำกันง่าย เขาว่ากันว่าสงครามชนเผ่าหลายครั้ง ก็เริ่มมาจากเรื่องนี้นี่แหละ..."
หานซู่ทำหน้าสงสัย: "เทพเจ้า มีอยู่จริงเหรอ?"
"ประวัติศาสตร์ที่มันนานเกินไป ก็มักจะเพี้ยนและถูกบิดเบือนทั้งนั้นแหละ ยิ่งตอนนั้นเกิดภัยพิบัติ สงคราม อะไรต่อมิอะไร ทำให้อารยธรรมขาดตอน ภาษา ตัวอักษร บันทึกประวัติศาสตร์ก็เสียหายหนัก"
นักศึกษาสาวผมยาวโบกมือ "ถ้าตามคัมภีร์ศาสนาที่หลงเหลืออยู่บันทึกไว้ ตอนนั้นโลกไม่ได้มีเทพเจ้าแค่องค์เดียวนะ..."
"เครื่องจักร อสูรทะเล ความโกลาหล ภัยพิบัติ โรคระบาด..."
"ตำนานเล่าว่า เทพเจ้าเหล่านี้เคยปกครองยุคกัมมันตภาพรังสีอยู่นับพันปี แต่ก่อนจะเริ่มยุคฟื้นฟู ก็ถูกบรรพบุรุษอารยธรรมสมัยใหม่ผนึกไว้ในเถ้าธุลีแห่งประวัติศาสตร์"
"ขนาดตอนนี้ พวกคลั่งศาสนาบางกลุ่มยังประกาศปาวๆ ว่าเทพเจ้าที่ถูกทอดทิ้งพวกนี้ จะกลับมาล้างแค้นอารยธรรมมนุษย์!"
"......"
เห็นหานซู่ฟังอย่างตั้งใจ เธอก็เขินขึ้นมา: "ฉันก็แค่ฟังเขามาอีกที นิทานปรัมปราพวกนี้เชื่อไม่ได้หรอก ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์บอกว่ายุคนั้นรังสีมันแรง มนุษย์เลยมักจะเกิดภาพหลอนหมู่เฉยๆ"
หานซู่พยักหน้า ตำนานพวกนี้เขาเคยค้นเจอเหมือนกัน ทุกครั้งที่ได้ยินก็จะสนใจเป็นพิเศษ แต่พอเจาะลึกไป ก็พบว่ามันกระจัดกระจายเกินไป
เขาชี้ไปที่สัญลักษณ์บนกระดาษ จ้องหน้านักศึกษาสาวอย่างมีความหวัง: "สรุปว่า ดูออกไหม?"
นักศึกษาสาวส่ายหน้าอย่างเขินๆ "ตอนนี้ยังดูไม่ออก..."
พูดพลางหันตัวไปอย่างร่าเริง "กาแฟตรงนั้นรสชาติดีนะ เราไป..."
หานซู่ก้มหน้าลงอย่างเย็นชา ถอดแว่นกันแดดวางไว้ข้างๆ อย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่ากลัวบนใบหน้า จ้องมองนักศึกษาสาวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ น่ากลัวฝุดๆ
"กินกาแฟตอนดึกๆ ไม่กลัวนอนไม่หลับเหรอ?"
"......"
นักศึกษาสาวผมยาวเห็นตาข้างสีขาวขุ่นของหานซู่เข้าจังๆ ก็สะดุ้งโหยง
เอามือปิดปาก ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง พอเห็นหานซู่ไม่คิดจะพูดอะไรต่อ ก็เก็บของใส่กระเป๋าด้วยความกระอักกระอ่วน เดินหนีไปนั่งถัดไปสองแถว สักพักก็แอบหิ้วกระเป๋าหนีไปเลย...
หานซู่ไม่รู้สึกอะไรสักนิด
ถูกจับกลับไปอดีตครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตเขาถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ไม่มั่นคง การเรียน การงาน สาวสวยถุงน่องดำ ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว
สิ่งที่มีประโยชน์กับเขา มีแค่เบาะแสเกี่ยวกับปราสาทมืด และวิธีช่วยเด็กคนอื่นออกมา...
หลังจากนักศึกษาสาวจากไป โซนนี้ของห้องสมุดก็เหลือแค่หานซู่คนเดียว แม้จะอ่านจนมึนหัวตาลาย เขาก็ยังอดทนเปิดหาต่อไป
เวลาผ่านไป รอบข้างเงียบสงัดราวกับอยู่ในสุสานที่สะอาดสะอ้าน
"สวัสดีครับ คุณนักศึกษา..."
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก หานซู่ชะงัก เงยหน้าขึ้นมองด้วยความรำคาญเต็มพิกัด
ผิดคาด ไม่ใช่นักศึกษาสาวผมยาว แต่เป็นชายวัยกลางคนสวมสูท ใส่หมวกแก๊ปสีดำ ดูท่าทางมีการศึกษา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์แบบพ่อค้า
เขามองหานซู่ ยิ้มพลางผงกหัวให้ พร้อมยื่นมือมา "ผมแซ่เฉิน ทำงานอยู่สำนักงานนักสืบ..."
หานซู่ไม่จับมือ เลิกคิ้วถาม: "มีธุระ?"
ชายคนนั้นนั่งลงเองโดยไม่ต้องเชิญ ยิ้มตอบ: "มีเรื่องเล็กน้อยครับ"
"เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานเรารับงานว่าจ้าง มีคนวานให้ผมสืบคดีลักพาตัวเมื่อสิบปีก่อน"
"ได้ยินว่า คุณหานเป็นคนเดียวที่หนีรอดมาจากคดีนั้น ผมคงหาคนไม่ผิดใช่ไหม?"
ฟังจบ หานซู่ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายทำอาชีพอะไร เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ "แล้วสืบไปถึงไหนแล้วล่ะ?"
ชายสวมหมวกแก๊ปชะงักไปนิด ก่อนจะยิ้ม "เพิ่งเริ่มครับ นี่ไงถึงได้ถือวิสาสะมาหา..."
"ผมมีคำถามอยากถามคุณหาน หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนเกินไป... วางใจได้ ถ้าคุณให้เบาะแสที่มีค่า ผมจะตอบแทนให้อย่างงาม..."
หานซู่ข่มอารมณ์ ยิ้มตามมารยาท: "รบกวนแล้วครับ"
"แถมเรื่องที่ควรพูดผมก็พูดไปหมดแล้ว ตั้งหลายรอบ ตำรวจก็มีบันทึกไว้ เบาะแสตั้งเยอะแยะ คุณไปสืบดูรึยัง?"
ชายคนนั้นฟังแล้วยิ้ม "คุณหาน เรื่องสัตว์ประหลาดจับตัวไปเนี่ย มันเหลือเชื่อเกินไป นายจ้างผมคงไม่พอใจหรอกครับ"
"ผมคิดว่า ตอนนั้นคุณอาจจะมีเหตุผลที่พูดไม่ได้ เลยพูดส่งเดชไป?"
"แต่ตอนนี้ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว คุณน่าจะ..."
หานซู่ขัดขึ้น พูดเสียงเรียบ: "คุณจะไสหัวไปไหม?"
ชายคนนั้นงง: "ฮะ?"
หานซู่ลุกขึ้น "งั้นผมไปเอง!"
เขาหงุดหงิดเต็มทนแล้ว
คดีลักพาตัวเมื่อสิบปีก่อน สร้างปัญหาให้เขาเยอะมาก
ตำรวจมั่นใจว่าเขาจำอะไรไม่ได้ ก็ปล่อยเขาออกมาใช้ชีวิตตามระเบียบ แต่ครอบครัวผู้เสียหายกลับไม่ยอมเลิกรา
พวกที่คุยรู้เรื่อง แค่อยากให้เขาช่วยนึกเบาะแส ยังพอรับได้
แต่ยังมีครอบครัวผู้เสียหายอีกเยอะ ที่ทุ่มเงินจ้างนักสืบเอกชน หรือพวก "คนมีของ" ให้สืบหาความจริงเมื่อสิบปีก่อนไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน
พวกที่มีของจริง หรือของเก๊ มักจะเลือกพุ่งเป้ามาที่เขา พวกนี้ดูจะปักใจเชื่อว่าตอนนั้นตำรวจโดนเขาหลอก ขอแค่พวกตัวเองออกโรง ก็จะเค้นความจริงออกมาได้
สะกดรอย แอบถ่าย ก่อกวน ดักฟัง ช่วงแรกๆ ถึงขั้นพยายามลักพาตัวเขาไปศาลเตี้ย
สารพัดวิธี ทำเอาเขารำคาญไม่รู้จบ
พอเห็นหานซู่เก็บของคล่องแคล่ว รอยยิ้มบนหน้าชายสวมหมวกแก๊ปก็ค่อยๆ จางหายไป
เขาไม่ได้เอ่ยปากห้าม เพียงแต่เอนตัวไปข้างหลัง ดีดนิ้วเบาๆ
จังหวะที่หานซู่สะพายเป้จะเดินออกไป หลังชั้นหนังสือก็มีชายรูปร่างกำยำสวมแว่นกันแดดเดินออกมา ยืนกอดอกขวางทางเขาไว้