- หน้าแรก
- รายงานสืบสวนทวยเทพ!
- บทที่ 3 ก็แค่อยากมีชีวิตรอด
บทที่ 3 ก็แค่อยากมีชีวิตรอด
บทที่ 3 ก็แค่อยากมีชีวิตรอด
บทที่ 3 ก็แค่อยากมีชีวิตรอด
หานซู่ตอบกลับอย่างจริงจัง: [ใช่ ครั้งก่อนที่หนีออกมา ตาผมไม่ได้เจ็บ]
[แต่ครั้งนี้ ผมตาบอดไปข้างนึง แถมในหัวยังมีความทรงจำใหม่ๆ เกี่ยวกับความลำบากเพราะตาบอดโผล่เข้ามาอีกเพียบ]
[แต่รวมๆ แล้ว ชีวิตในเส้นเวลานี้ก็ไม่ได้ต่างจากชีวิตปกติที่ผมเคยใช้เท่าไหร่ ยังเป็นนักศึกษาชิงกัง มีเพื่อนมีฝูงคนเดิม เป็นเส้นชีวิตที่ผมคุ้นเคยที่สุด]
[และในเส้นเวลานี้ ผมกับคุณก็คุ้นเคยกันที่สุดด้วย]
[อย่างเช่น ผมจำได้ว่าเคยคุยเรื่องนี้กับคุณ จำได้ว่าคุณเคยช่วยวิเคราะห์ในมุมมองของไสยศาสตร์ แล้วก็ให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาด้วย]
ผ่านไปครู่หนึ่ง รูปโปรไฟล์ดอกกุหลาบสีดำก็ตอบกลับมา: [ใช่ ในฐานะผู้สนใจเรื่องลี้ลับ ฉันคิดว่าการที่คุณถูกสัตว์ประหลาดที่ไม่มีอยู่จริงลักพาตัวกลับไปในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันต้องมีตรรกะเหนือธรรมชาติบางอย่างที่ทำให้พวกมันระบุตัวตนคุณได้ตลอดเวลา]
[อย่างเช่น: ตอนที่พวกคุณถูกจับตัวไปพร้อมกันเมื่อสิบปีก่อน อาจจะโดนคำสาปอะไรบางอย่างเข้า]
[พวกคุณอาจจะเป็นเครื่องสังเวย หรือเป็นหนูทดลองที่สัตว์ประหลาดเลือก นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ในแง่สถานะ พวกคุณคือหนึ่งเดียวกัน]
[ดังนั้น คุณหนีออกมาคนเดียว มันถึงไม่มีประโยชน์]
[ต่อให้คุณหนีออกมาได้กี่ปี คุณก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ตราบใดที่เด็กคนอื่นยังติดอยู่ในปราสาทเก่าเมื่อสิบปีก่อน สัตว์ประหลาดพวกนั้นก็สามารถใช้พลังลึกลับดึงตัวคุณกลับไปได้]
[บางครั้ง พลังลึกลับก็ไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของเวลาและสถานที่]
[จากเหตุผลนี้ ฉันคิดว่าวิธีเดียวที่คุณจะหลุดพ้นจากฝันร้ายนี้ได้ คือต้องพาเด็กทุกคนออกมาให้ได้ ขาดใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว]
[......]
ข้อความที่เธอส่งมา ทำให้หานซู่รู้สึกท้อแท้อย่างบอกไม่ถูก เขานั่งนิ่งอยู่บนรถไฟใต้ดินที่ว่างเปล่า จ้องมองโทรศัพท์ในมืออยู่นาน
การหนีออกจากปราสาทมืดมิดนั่น มันง่ายซะที่ไหน?
ตอนแรกที่เขาหนีออกมาได้ เพราะปราสาทมันเก่าผุพัง สัตว์ประหลาดพวกนั้นก็หยิ่งผยอง เด็กๆ แค่ใจกล้าหน่อย มุดเข้าไปในซอกหลืบ ก็หนีออกมาได้แล้ว
แต่ตอนนี้ ปราสาทมืดมิดนั่นมันซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอด ช่องโหว่ที่เขาใช้ประโยชน์ได้ก็น้อยลงเรื่อยๆ
ถึงพวกสัตว์ประหลาดจะไม่มีความทรงจำว่าเขาย้อนกลับไปหลายครั้งแล้ว แต่ยิ่งยืดเยื้อ พวกมันก็ยิ่งดุร้าย ยิ่งโกรธง่ายขึ้น ชีวิตของพวกเด็กๆ ดูเหมือนจะมีค่าน้อยลงทุกทีในสายตาพวกมัน
ถ้าไม่มีประตูประหลาดบานนั้นอยู่ การที่ตัวเขาเองจะหนีออกมาได้ อาจเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันไปแล้ว
ยิ่งตอนนี้กุญแจมีการเปลี่ยนแปลง เขาต้องหาเส้นทางหนีใหม่ทุกครั้ง แถมยังต้องกระเตงเด็กๆ ที่ทั้งไม่รู้เรื่องรู้ราวและหวาดกลัวไปด้วยอีก?
ขณะที่กำลังครุ่นคิด รูปโปรไฟล์ดอกกุหลาบสีดำก็เด้งขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูแปลกไป: [แน่นอน ฉันยังยืนยันความคิดเดิมว่า จริงๆ แล้วคุณแค่เป็นบ้า]
[เพราะถึงฉันจะเป็นแค่มือสมัครเล่นด้านเรื่องลี้ลับ แต่ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาตัวจริงเสียงจริงนะ]
[ในสายตาของฉัน ไม่ใช่ว่าคุณช่วยพวกเขาออกมาไม่ได้ในรอบนี้ ชีวิตเลยเปลี่ยนไปจนตาบอด แต่เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ตำรวจไปเจอคุณ คุณก็ตาบอดไปข้างนึงแล้วต่างหาก]
[นี่คือชีวิตของคุณ]
[หลักฐานก็คือแชทที่ฉันมีอยู่นี่ไง คุณมักจะทักมาคุยเรื่องโดนลักพาตัว แล้วก็พูดถึงเรื่องที่ชีวิตจะเปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์ในปราสาท]
[แต่ความจริงล่ะ?]
[ทุกครั้งที่คุณทักมาคุยกับฉัน คุณก็อยู่ในสภาพเสียโฉมอยู่แล้ว ไม่เคยมีเวอร์ชั่นขาไม่เป๋ หรือเวอร์ชั่นครบสามสิบสอง หรือเวอร์ชั่นตาบอดข้างเดียวให้เห็นความแตกต่างเลย!]
เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ต่อ: [ในความเห็นของฉัน สิ่งที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณที่สุดคือ เมื่อสิบปีก่อน คุณหนีออกมาคนเดียว แล้วก็บอกตำแหน่งที่ถูกลักพาตัวผิดๆ ให้กับตำรวจและทีมกู้ภัย ทำให้เสียเวลาอันมีค่าในการค้นหา]
[สื่อในตอนนั้นประโคมข่าวว่า เพราะคำโกหกแบบเด็กๆ ของคุณ ทำให้เด็กกว่ายี่สิบคนต้องจบชีวิตลง ตำรวจก็สอบปากคำคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า บวกกับคำถามกดดันจากครอบครัวผู้เสียหาย ทำให้คุณเกิดปมในใจอย่างรุนแรง]
[หลายปีผ่านไป คุณดูเหมือนคนปกติ แต่อาการทางจิตกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง คุณก็เริ่มสร้างภาพหลอนขึ้นมาว่าตัวเองถูกลักพาตัวกลับไปในอดีตอีกครั้ง]
[ในภาพหลอนนั้น คุณพยายามจะช่วยเด็กคนอื่นออกมา หนึ่งเพื่อลดความรู้สึกผิดในใจ สองคือจะได้มีคนมาช่วยแบกรับความกดดันนี้]
[และนี่คือเหตุผลที่ในทางจิตวิทยา ฉันยังสนับสนุนให้คุณช่วยเด็กคนอื่นออกมา]
[......]
"เป็นงั้นเหรอ?"
หานซู่อ่านข้อความของเธอ เขารู้ว่าเธอพยายามจะเกลี้ยกล่อมอะไร ไม่คิดจะเถียง แถมยังอยากจะหัวเราะออกมา
สิบปีก่อน เขาเล่าเรื่องถูกสัตว์ประหลาดจับตัวไป ตำรวจรวมถึงผู้เชี่ยวชาญและหนังสือพิมพ์ไม่มีใครเชื่อ ตอนนี้เขามาบอกว่าจะถูกจับกลับไปในอดีต จะไปหวังให้ใครเชื่อได้ยังไง?
ก่อนหน้านี้เขาเคยคุยเรื่องนี้กับเธอ ไม่ได้หวังให้เธอเชื่อ แต่เธอสามารถให้คำแนะนำที่ดูเข้าท่าในฐานะผู้สนใจเรื่องลี้ลับได้
แต่ถ้าจะเถียงกันจริงๆ เขาเถียงเธอไม่ชนะหรอก
ทุกครั้งที่ถูกจับกลับไปอดีต สำหรับเขามันคือการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ในสายตาคนรอบข้าง เหมือนเขาแค่เผลอหลับไปงีบเดียว
บางทีเรื่องทั้งหมดที่เขาเล่าให้เธอฟัง ในสายตาเธอคงเป็นแค่เขาเผลอหลับ ฝันร้าย แล้วก็มาละเมอเพ้อเจ้อให้ฟังล่ะมั้ง?
แต่จะให้เขาพูดยังไงล่ะ?
ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นจริงๆ ตาขวามองไม่เห็นแล้ว
ต่อให้นี่เป็นแค่ฝันประหลาดหรือภาพหลอนจริงๆ แต่มันก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาในความจริง และบิดเบือนชีวิตทั้งชีวิตของเขาไปแล้ว
[คุณจะยืนกรานว่าผมบ้าก็ได้ ไม่ขัดข้อง]
หานซู่คิดพลางพิมพ์ข้อความทีละตัว แก้ไขแค่ประเด็นเดียวที่เขาใส่ใจ: [แต่ผมอยากบอกคุณไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้รู้สึกผิดกับเด็กที่ถูกลักพาตัวคนอื่นๆ เลยสักนิด]
[ตอนนั้นพวกเราถูกจับตัวไป ในเมื่อผมมีโอกาสหนีออกมา ผมก็ต้องคว้าโอกาสนั้นไว้สิ]
[คนอื่นจะหนีออกมาได้ไหม ครอบครัวพวกเขาจะเจ็บปวดยังไง มันไม่เกี่ยวกับผมสักนิด]
[......]
คำพูดของเขาทำเอากุหลาบดำเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบกลับ: [แต่ก่อนหน้านี้คุณดูไม่ได้เย็นชาขนาดนี้นะ คุณดูตั้งใจจะพาเด็กคนอื่นออกมามากๆ]
หานซู่ตอบ: [นั่นเพราะในนั้นมีเด็กบางคนที่เคยช่วยผม]
[พวกเขาเคยช่วยผม ผมก็ต้องตอบแทนน้ำใจ และถ้ามีโอกาสก็จะช่วยพวกเขาออกมา นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำ]
[แต่ผมไม่รู้สึกผิดที่ตัวเองอยากมีชีวิตรอด!]
[ผมต้องมั่นใจว่าตัวเองรอดก่อน ถึงจะคิดช่วยคนอื่น และถ้าจำเป็นจริงๆ ผมก็ไม่รังเกียจที่จะสละใครสักคน เพื่อสร้างโอกาสให้ผมและเด็กคนอื่นที่มีโอกาสรอด]
[ตอนนี้ ผมแค่อยากถามว่า ต้องช่วยเด็กคนอื่นออกมาให้ครบทุกคนจริงๆ เหรอ ผมถึงจะหลุดพ้นจากคำสาปนี้ได้?]
[......]
คราวนี้กุหลาบดำตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว: [คำถามนี้ เราคุยกันไปตั้งแต่แรกแล้วนี่ ในทางไสยศาสตร์ ถ้าคุณอยากหลุดพ้นจากคำสาป มีแค่สองวิธี:]
[หนึ่ง คือฆ่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นให้หมด]
[สอง คือสืบให้รู้ว่า สัตว์ประหลาดพวกนั้นมาจากไหน คดีลักพาตัวมันเป็นยังไงกันแน่ หาต้นตอเพื่อแก้ปัญหา]
[แต่คุณก็รู้แล้วนี่ ว่าสองทางนี้มันเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ?]
[......]
หานซู่ได้แต่พยักหน้า
ฆ่าพวกสัตว์ประหลาดในปราสาทเก่า ที่บ้าบอคอแตกไม่ควรมีอยู่จริงนั่นน่ะเหรอ?
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยลอง เมื่อกี้ตอนหนีออกมา เขาก็พยายามเอามีดแทงหัวใจไอ้ตัวขาวซีดนั่นไปแล้ว
แต่น่าเสียดาย ทำอะไรไม่ได้เลย แค่ทำให้มันบาดเจ็บบ้างยังทำไม่ได้ จะไปฆ่ามันได้ยังไง?
ส่วนเรื่องสืบหาที่มาของสัตว์ประหลาดและคดีลักพาตัว? เขาตามสืบมาตลอด ถึงขั้นยืมชีวิตในเส้นเวลาต่างๆ มาลองสืบดู แต่ทั้งหมดกลับทำให้เขายิ่งงง ยิ่งมืดแปดด้าน
บางที ความหวังเดียวอาจจะเป็นการช่วยเด็กพวกนั้นออกมาทีละคนจริงๆ ก็ได้?
เพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาเคยทำสำเร็จ
ตอนถูกจับไปครั้งที่ห้า เขาเคยช่วยเด็กออกมาคนหนึ่ง
เพียงแต่เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เขาช่วยเด็กคนนั้นออกมา ผลก็คือคนสองคนหนีออกจากปราสาท คนสองคนเผชิญหน้ากับการสอบสวนของตำรวจ
ความจริงคือ พอช่วยเจ้านั่นออกมาได้ มันก็ลืมเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้น หรือจะพูดให้ถูกคือ สังคมทั้งสังคมก็ลืมไปแล้วว่ามันเคยถูกลักพาตัว
เพียงแต่ เขาได้เป็นเพื่อนกับมัน
ในดันเจี้ยนใต้ดิน เด็กที่ถูกลักพาตัวหายไปหนึ่งคน แล้วก็มีประตูบานนั้นที่โผล่ไปได้ทุกที่เพิ่มเข้ามา
ประตูบานนั้น กลายเป็นความหวังเดียวในการหนีออกจากปราสาทของเขาในตอนนี้
ครั้งนี้ เขาหวังว่าจะช่วยเด็กออกมาได้อีกสักคน ขอแค่คนเดียวก็ยังดี อย่างน้อยจะได้ดูว่าในปราสาทแห่งความสิ้นหวังจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง
น่าเสียดาย มันยากเกินไป
ตอนบังเอิญช่วยสวีจีออกมา มันดูง่ายดายมาก แต่พอเขาตั้งใจจะช่วยเด็กคนไหนสักคน ไม่ว่าจะวางแผนรอบคอบแค่ไหน ระวังตัวยังไง ก็มักจะล้มเหลวในตอนท้ายเสมอ
แค่จะช่วยอีกสักคนยังยากขนาดนี้ แล้วจะให้ช่วยทุกคนออกมา มันจะเป็นไปได้ยังไง?
ความกดดันและความสิ้นหวังในใจมันท่วมท้นจนอธิบายไม่ถูก แถมยังคุยกับคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ หานซู่ทำได้แค่คิดเงียบๆ คนเดียว
แต่ขณะที่เขากำลังคิด กุหลาบดำก็เด้งข้อความมาอีกครั้ง:
[แน่นอน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องลี้ลับมือสมัครเล่น ฉันต้องเตือนให้คุณระวังอีกเรื่องที่สำคัญมาก:]
[นั่นคือ ระยะห่างในการถูกจับกลับไปของคุณ มันสั้นลงเรื่อยๆ]
[จากตอนแรกครึ่งปีครั้ง มาเป็นสามเดือน มาเป็นหนึ่งเดือน จนตอนนี้ แทบจะทุกครึ่งเดือน...]
[นี่อาจจะหมายความว่า คำสาปที่ลงไว้กับพวกคุณ มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ]
[สักวันหนึ่ง ระยะห่างจะกลายเป็นศูนย์]
[ถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่สืบหาความจริง อย่าว่าแต่ช่วยเด็กคนอื่น อย่าว่าแต่เลือกทางเดินชีวิตใหม่เลย แม้แต่ "ปัจจุบัน" คุณก็จะไม่มี...]
[......]