- หน้าแรก
- หยุดก่อนเจ้าหนุ่ม ชะตาเจ้ายังไม่จบ
- บทที่ 22 หนานกงจั๋ว
บทที่ 22 หนานกงจั๋ว
บทที่ 22 หนานกงจั๋ว
บทที่ 22 หนานกงจั๋ว
จวนผู้ว่าการมณฑลชิงโจว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากห้องหนังสือ โจวหนิงผู้ว่าการมณฑลชะงักพู่กันในมือ เงยหน้าจากภาพวาดบนโต๊ะพลางเอ่ยเสียงขรึม
“เข้ามา...”
แอ๊ด—
“ใต้เท้า”
ผู้ที่เดินเข้ามาคือหลี่เฟิง นายกองที่เพิ่งนำกำลังทหารไปกวาดล้างพรรคดาบโลหิตเมื่อไม่นานนี้ ทว่าวันนี้เขาไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่กลับแต่งกายด้วยชุดลำลองของบ่าวไพร่
“ใต้เท้าเรียกหาข้าน้อยมีธุระอันใดหรือขอรับ?”
“ไม่มีอะไรมาก แค่จะถามว่าเรื่องพรรคดาบโลหิตคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
“เรียนใต้เท้า ข่าวที่ทหารมณฑลชิงโจวของเรากวาดล้างพรรคดาบโลหิตจนสิ้นซากได้แพร่สะพัดไปทั่วยุทธภพแล้วขอรับ หอหนิงเซียงของสำนักเทียนเหอ หรือแม้แต่หอสดับพิรุณของราชสำนัก ต่างแย่งกันเชิญนักเล่านิทานมาบรรยายเรื่องราวอย่างออกรส”
“อย่างนั้นรึ...”
โจวหนิงพยักหน้าช้าๆ
“ดูเหมือนช่วงนี้เจ้าจะแวะเวียนไปสองที่นั้นบ่อยนะ”
“เอ่อ...”
หลี่เฟิงชะงักไปนิดหนึ่ง
“ข้าน้อย... แค่แวะไป... ไปสืบข่าวมานิดหน่อยขอรับ”
“เอาเถอะ ไปนิดหน่อยก็ถือว่าไป”
“...”
หลี่เฟิงพูดไม่ออก โจวหนิงจรดพู่กันลงบนภาพวาดอีกครั้ง ขีดเขียนพลางเอ่ยต่อ
“หอสดับพิรุณกับหอหนิงเซียงแข่งขันกันดุเดือดมาตลอดหลายปี แม้แต่โอกาสสร้างชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการหานักเล่านิทานก็ยังแย่งชิงกัน... ข้าเคยได้ยินมาว่าหอหนิงเซียงถึงกับเที่ยวเสาะหาชายหนุ่มรูปงามไปทั่ว...”
“เป็นความจริงขอรับ แต่น้ำย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ คนย่อมใฝ่สู่ที่สูง สำนักเทียนเหอขยายอิทธิพลจากอี้โจวไปยังจิงโจว แล้วลามมาถึงชิงโจว ครอบคลุมถึงสามมณฑล แค่คนในสำนักก็มีจำนวนมหาศาลที่ต้องเลี้ยงดู หอนางโลมที่เป็นรายได้หลักและแหล่งข่าวกรองย่อมต้องแข่งขันกันสุดฤทธิ์”
หลี่เฟิงเออออห่อหมก พลางลอบชำเลืองมองภาพวาดของโจวหนิง
เขาพบว่าโจวหนิงไม่ได้วาดภาพทิวทัศน์ แต่กำลังขีดเขียนและทำเครื่องหมายบนแผนที่
แผนที่ราชวงศ์ต้าโจวทั้งแผ่นดิน
สิบเอ็ดมณฑลของต้าโจว รวมทั้งเมืองหลวง ถูกแบ่งเขตไว้อย่างชัดเจน โจวหนิงใช้อักษรสีชาดตัวใหญ่เขียนกำกับไว้บนพื้นที่ส่วนใหญ่
ชิงโจว, อี้โจว, จิงโจว และสามมณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ ถูกกำกับว่า 【สำนักเทียนเหอ】
เมืองหลวง, เยว่โจว, สองมณฑลทางตะวันออก และเกาะเซียนนอกชายฝั่งเยว่โจว ถูกกำกับว่า 【เขาอู๋เลี่ยง】
หยุนโจว ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกกำกับว่า 【วัดฉานเจิน】
เห็นได้ชัดว่านี่คือการแบ่งเขตอิทธิพลของ ‘สามสำนัก’ ใหญ่ในยุทธภพปัจจุบัน
ส่วนเหลียงโจวและหมางโจวที่อยู่เหนือหยุนโจวขึ้นไป โจวหนิงใช้พู่กันสีชาดขนาดเล็กลงมาหน่อยเขียนกำกับว่า 【อ๋องเจิ้นเป่ย】
สองมณฑลนี้อยู่ภายใต้การปกครองของจูเยว่ซาน อ๋องเจิ้นเป่ย มาตั้งแต่รัชสมัยฮ่องเต้เจาถง เหนือขึ้นไปจากสองมณฑลนี้คืออาณาจักรเป่ยหลีที่ทำสงครามกับต้าโจวมาอย่างยาวนาน... นอกเหนือจากที่กล่าวมา อีกสามมณฑลที่เหลือ—ฮว๋ายโจว, จินโจว และหยางโจว—โจวหนิงยังไม่ได้ลงพู่กันสีชาด
จากนั้น เขาใช้พู่กันหมึกดำขนาดเล็กกว่าเดิมทำเครื่องหมายระบุตำแหน่งของ ‘หกพรรค’
【หอหนิงเซียง】
【หอสดับพิรุณ】
【สำนักคุ้มภัยจิ่วโจว】
【ศาลาหลิงเซียว】
【สำนักเหวินเจี้ยน】
【หุบเขาปี้ลั่ว】
ตัวอักษรเล็กๆ ที่เหลือบ่งบอกถึงการกระจายตัวของ ‘สิบสองตระกูล’
ไม่รู้ว่าแผนที่นี้ถูกทำขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มันระบุตำแหน่งของ “สามสำนัก หกพรรค สิบสองตระกูล” ในยุทธภพปัจจุบันไว้อย่างครบถ้วน แม้ในส่วนของสิบสองตระกูลจะมีการขีดฆ่าและแก้ไขอยู่หลายจุด แต่สามสำนักและหกพรรคนั้นยังคงเดิม
แสดงให้เห็นว่าแผนที่นี้ต้องทำเสร็จหลังจากยุค “ปราบใต้สงบแผ่นดิน” ของอดีตฮ่องเต้ ซึ่งได้กวาดล้างพรรคกระถางมังกรและกลุ่มอำนาจเก่าในหกพรรคไปแล้ว
“ใต้เท้า ท่านว่างขนาด...?”
“ถุย! เจ้าสิว่าง!”
โจวหนิงตวาดใส่หลี่เฟิง
“สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แบบนี้เรียกว่าว่างรึ? สิบสองตระกูลไม่เหมือนสามสำนักหกพรรค พอพรรคดาบโลหิตถูกกวาดล้าง ก็ต้องมีพรรคใหม่ขึ้นมาแทนที่ในทำเนียบสิบสองตระกูลทันที ข้าจะไม่บันทึกไว้ได้อย่างไร?”
“ขอรับๆๆ...”
“ว่าแต่... พรรคใหม่ที่จะมาแทนพรรคดาบโลหิตในสิบสองตระกูล ชื่ออะไรนะ?”
“เรียนใต้เท้า ชื่อค่ายโจรชิงเฟิงขอรับ”
“เหอะ...”
โจวหนิงแค่นเสียง ชื่อนี้ฟังดูเป็นโจรภูเขามากกว่าพรรคดาบโลหิตเสียอีก
“สถานการณ์ของค่ายโจรชิงเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ใต้เท้า ค่ายโจรชิงเฟิงก็อยู่ในเขตชิงโจว เป็นคนของเราเอง เปิดโรงฝึกยุทธ์ มีสำนักคุ้มภัยเล็กๆ น้อยๆ กับบ่อนพนันบ้าง ต่างจากพรรคดาบโลหิตตรงที่ค่อนข้างซื่อสัตย์และเคารพกฎหมายขอรับ”
“ดีแล้ว”
“แต่ว่า... ได้ยินมาว่าหัวหน้าค่ายคนปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ มักขัดแย้งกับรองหัวหน้าและหัวหน้าสาม ทำให้ค่ายชิงเฟิงแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ค่อยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่าไหร่...”
“อืม ยิ่งดีใหญ่”
โจวหนิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับ ข้าในฐานะขุนนางก็ต้องช่วยสร้างบารมีให้เขาเสียหน่อย ยิ่งแตกแยก ยิ่งฟังคำคนนอกง่าย...”
ได้ยินดังนั้น หลี่เฟิงก็กลอกตาไปมา
“ใต้เท้า แล้วถ้าวันหน้าค่ายโจรชิงเฟิงเกิดแตกคอกันจนล่มสลายไปเองล่ะขอรับ?”
“เจ้าโง่ ถ้าค่ายชิงเฟิงพัง สิบสองตระกูลจะขาดไปไม่ได้ เราก็แค่หาพรรคอื่นมาเสียบแทน...”
“อ่า เรื่องนี้...”
หลี่เฟิงทำหน้าลำบากใจ
“ใต้เท้า สำนักในเขตชิงโจวของเราโดนกดดันแล้วก็ผลัดเปลี่ยนบ่อยขนาดนี้ ถ้าถี่เกินไป ฮ่องเต้จะไม่ทรงกริ้วหรือขอรับ?”
“ชิ ข้าถึงบอกว่าเจ้าโง่ไง! ไม่ฉลาดเอาเสียเลย! เป็นขุนนางในราชสำนัก แตะต้องสามสำนักหกพรรคไม่ได้ ก็ต้องหมั่นเปลี่ยนสิบสองตระกูลพวกนี้แหละ เพื่อแสดงให้เห็นว่าราชสำนักยังคุมยุทธภพได้! ไม่งั้นเจ้าคิดว่าทำไมสามสำนักหกพรรคที่เป็นชาวยุทธ์เหมือนกัน ถึงทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องของสิบสองตระกูลตลอด? ก็ไอ้สิบสองตระกูลพวกนี้ เดิมทีมันตั้งขึ้นมาให้ราชสำนักบริหารจัดการโดยเฉพาะ... เข้าใจหรือยัง?”
“เข้าใจแล้ว! เข้าใจแจ่มแจ้งเลยขอรับ!”
“อ้อ จริงสิ เงินรางวัลสำหรับคนที่ฆ่าเซวียกุ้ย ส่งไปหรือยัง?”
“อืม ใช้ม้าเร็วอันดับสองของจวน น่าจะถึงวันนี้แล้วล่ะขอรับ... อ้อ ใต้เท้า วันนี้ข้าน้อยเพิ่งได้ยินมาว่า คนที่ฆ่าเซวียกุ้ย แท้จริงแล้วคือองครักษ์ขององค์หญิงชิงลี่”
“หืม? ดี ยอดเยี่ยมจริงๆ ดูเหมือนการเพิ่มเงินรางวัลจะคุ้มค่า...”
นอกอำเภอเจี้ยนผิง บนเนินเขาชิงหนิว
วันนี้อากาศค่อนข้างขมุกขมัว ลมฤดูใบไม้ผลิยังไม่ค่อยอบอุ่น แถมยังเจือความหนาวเย็นมาด้วย โชคดีที่ฉินหลางทำอาหารอุ่นๆ ไว้หม้อหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับอากาศวันนี้เป็นที่สุด
“ตุ๋นต่ออีกนิดก็ใช้ได้แล้ว เมื่อกี้ข้ารินน้ำข้าวออก ตอนนี้เรามีน้ำข้าวร้อนๆ กินด้วยนะ”
ฉินหลางถูมือไปมา กลิ่นหอมฉุยลอยออกมาจากหม้อ ทำเอาไม่ใช่แค่ซูหยินผิง แม้แต่กูจินที่กลับเข้ามาในบ้านยังต้องกลืนน้ำลาย
“ต้องขออภัยจอมยุทธ์หญิงซูด้วย วันนี้ไม่มีเนื้อ เป็นอาหารเจล้วนๆ”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
องค์หญิงอาจจะเรื่องมากเรื่องกิน แต่จอมยุทธ์หญิงย่อมไม่ถือสา นางนั่งอยู่ข้างเตียง ส่ายหน้าอย่างว่าง่าย
“ฉินหลาง ท่านทำอะไรน่ะ? หอมจังเลย หอมกว่าซุปปลาคราวก่อนอีก”
“ฮ่าๆ หอมใช่ไหมล่ะ?”
ฉินหลางถูจมูกอย่างภูมิใจ
“นี่เป็นเมนูเด็ดของข้าเลยนะ ศิษย์พี่หญิงข้าก็ชอบมาก”
“ศิษย์พี่หญิง...”
“...”
ซูหยินผิงและกูจินเคยได้ยินฉินหลางพูดถึง “ศิษย์พี่หญิง” ผ่านๆ มาบ้างแล้ว พวกนางไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดมาก่อน แต่ระหว่างรออาหาร สองสาวสบตากันอย่างรู้กัน แล้วซูหยินผิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม
“ฉินหลาง จะว่าไปแล้ว... ความเป็นมาของท่านเป็นอย่างไรกันแน่? ข้าชักสงสัยแล้วสิ...”
“ความเป็นมา? ข้าก็เคยบอกแล้วไง ข้ากับศิษย์พี่หญิงอาศัยอยู่บนเขานอกเขตต้าโจว พึ่งพาอาศัยกันสองคน”
...ตอนที่ฉินหลางเจอกับซวนหราน หัวหน้าสาวใช้ เขาบอกว่าเกิดในครอบครัวพรานป่าและโตมากับแม่ นั่นเป็นเพราะเจอกันครั้งแรกและยังไม่คุ้นเคย ตอนนั้นเขาถูกพิษหน้ากากหนังมนุษย์ของเซวียกุ้ย ไม่รู้ว่านางจะช่วยเขาหรือไม่ จึงพูดจาไหลลื่นไปเรื่อย
แต่หลังจากใช้เวลาอยู่กับซูหยินผิงและกูจินมาสักพัก ฉินหลางก็ไม่อยากปิดบังพวกนางมากนัก
แน่นอน การปกปิดข้อมูลบางส่วนยังคงจำเป็น
เพราะศิษย์พี่หญิงกำลังเก็บตัวรักษาอาการบาดเจ็บอยู่บนเขาเทียนซาน ถ้าเป็นเรื่องของตัวเองคนเดียว ฉินหลางคงไม่รังเกียจที่จะเล่าทุกอย่างให้ซูหยินผิงและคนอื่นๆ ฟัง
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจซูหยินผิงและกูจิน แต่การระมัดระวังตัวในยุทธภพเป็นเรื่องที่ควรกระทำเสมอ ตัวอย่างเช่น ฉินหลางเคยได้ยินว่าคนของพรรคเบญจพิษในอี้โจวรู้วิชาค้นวิญญาณ... ตอนนี้เมื่อซูหยินผิงถามถึงภูมิหลังของเขาอีกครั้ง ฉินหลางจึงยึดหลัก “พูดสิ่งที่ควรพูด ไม่พูดสิ่งที่ไม่ควรพูด”
“ฉินหลาง ท่านบอกว่าพึ่งพาอาศัยกันกับศิษย์พี่หญิง แล้วอาจารย์ของท่านล่ะ?”
“ข้าไม่มีอาจารย์”
ฉินหลางส่ายหน้า
“ศิษย์พี่หญิงเก็บข้ามาเลี้ยง แล้วก็ตู่เอาเองว่าข้าเป็นศิษย์น้องนาง ทีหลังพอข้าถามเหตุผล นางบอกว่าการเป็นอาจารย์มันทำให้ดูแก่”
“...”
คำพูดของฉินหลางเป็นความจริง ดังนั้นสีหน้าพูดไม่ออกของซูหยินผิงและกูจินที่หันมามองหน้ากันจึงเป็นของจริงเช่นกัน
“สำนักของท่านไม่มีชื่อหรือ?”
“ไม่มี”
“แล้วศิษย์พี่หญิงของท่านอายุเท่าไหร่?”
“ไม่รู้สิ นางไม่ยอมบอก แต่ดูจากหน้าตา... ก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับจอมยุทธ์หญิงซูนั่นแหละ”
“หืม? ข้าจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าท่านเคยบอกว่าการฆ่าเซวียกุ้ยก็เพื่อล้างแค้นให้ศิษย์พี่หญิงใช่ไหม?”
“ใช่ เซวียกุ้ยตายแล้ว ยังเหลืออีกคนหนึ่ง”
“ใคร?”
“หนานกงจั๋ว”
ฉินหลางเอ่ยชื่อคนสุดท้ายที่ศิษย์พี่หญิงบันทึกไว้ในสมุดบันทึกมารในใจ ชื่อของจอมมารที่ศิษย์พี่หญิงสั่งให้เขาไป “ขุดรากถอนโคน”
ฉินหลางเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนที่คุยเรื่องนี้ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกาย
แม้ข้อมูลเกี่ยวกับจอมมารลึกลับผู้นี้จะมีน้อยนิด แต่ด้วยฐานะของซูหยินผิงที่เป็นถึงพระเชษฐภคินีของฮ่องเต้ นางอาจจะเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน
“หนานกงจั๋ว...”
ทว่า องค์หญิงชิงลี่กลับกระพริบตาปริบๆ แล้วถามคำถามโง่ๆ ออกมาว่า
“แซ่หนาน... หรือแซ่หนานกง?”
“...”
ฉินหลางพยายามกลั้นสีหน้าเอือมระอา
“แซ่หนานกง ‘จั๋ว’ ที่มาจากคำว่า ‘หยกไม่แกะสลักไม่เป็นภาชนะ’ เคยได้ยินไหม?”
“ไม่นะ...”
ซูหยินผิงขมวดคิ้วแล้วหันไปถามกูจิน ซึ่งครุ่นคิดอยู่นานก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ และไม่เคยได้ยินชื่อยอดฝีมือแซ่ 【หนานกง】 ในยุทธภพเลย
“ช่างเถอะ ข้าก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะหาตัวคนผู้นี้เจอได้ง่ายๆ อยู่แล้ว”
ขนาดศิษย์พี่หญิงยังบอกว่านางเป็นคนลึกลับ ถ้าคนผู้นั้นเปลี่ยนชื่อแซ่ หรือถึงขั้นเปลี่ยนโฉมหน้าเหมือนเซวียกุ้ย การตามหาโดยไม่มีเบาะแสก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรสำหรับฉินหลาง
“กินข้าวกันก่อนเถอะ”
น้ำในหม้อเดือดได้ที่แล้ว หลังจากฉินหลางตักแบ่งอย่างคล่องแคล่ว เขาก็คว่ำเก้าอี้ตัวเล็กลงบนโต๊ะ วางเทียนไว้ตรงกลางขาเก้าอี้ที่ชี้ขึ้น ทำเป็น “เตาเล็ก” จากนั้นย้ายอาหารจากหม้อใหญ่มาใส่หม้อเล็กแล้ววางบน “เตาเล็ก” ดวงตาของซูหยินผิงลุกวาวทันที
“ไม่ได้กินหม้อไฟมาตั้งนานแล้ว! ฉินหลาง ท่านเก่งจริงๆ ทำแบบนี้ได้ด้วย!”
“อาจจะดูบ้านๆ ไปหน่อย แต่กินร้อนๆ อร่อยนะ”
อาหารในหม้อเผยโฉมออกมา ผักกาดดองเค็มพื้นเมืองของชิงโจว กับเต้าหู้หั่นแผ่น วัตถุดิบพื้นๆ สองอย่างนี้ เมื่อตุ๋นจนเข้าเนื้อ รสชาติที่ได้กลับกลมกล่อมและเข้มข้นยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
“อร่อยไหม?”
“อื้อ! จินเอ๋อร์ เจ้ากินเยอะๆ นะ อุ่นสบายท้อง กินแล้วร่างกายจะรู้สึกสบายตัวและอบอุ่นขึ้นมากเลย!”
“มา ข้าจะสอนวิธีกินด้วยช้อนให้ดู”
ฉินหลางพูดพลางตักขึ้นมาหนึ่งช้อน เต้าหู้ขาวนุ่มละมุนกับผักกาดดองรสเค็มมัน พร้อมน้ำซุปร้อนๆ ราดลงบนข้าวสวย ดูน่ากินเป็นที่สุด เพียงคำเดียว ฉินหลางก็อดโยกหัวฮัมเพลงเบาๆ ไม่ได้
“กินผักดองกลิ้งเต้าหู้~... ฮ่องเต้เฒ่ายังสู้ข้าไม่ได้...~”
“...”
“...”
ฉินหลางเพลิดเพลินจนลืมตัว ร้องจบถึงเพิ่งรู้ตัวว่าพี่สาวของ “ฮ่องเต้เฒ่า” และองครักษ์ส่วนตัว กำลังจ้องเขตาเขม็ง