เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 เผ่าปีศาจแห่งอวิ๋นโจว

บทที่ 21 เผ่าปีศาจแห่งอวิ๋นโจว

บทที่ 21 เผ่าปีศาจแห่งอวิ๋นโจว


บทที่ 21 เผ่าปีศาจแห่งอวิ๋นโจว

“ข้ากลับมาแล้ว”

“ฉินหลาง~”

ฉินหลางที่เพิ่งจ่ายตลาดเสร็จเดินกลับมาถึงบ้าน หรือจะพูดให้ถูกคือยังไม่ทันก้าวถึงธรณีประตู เขาก็เห็นซูหยินผิงมายืนรอรับอย่างว่านอนสอนง่ายอยู่ที่หน้าประตูอีกแล้ว

“ฉินหลาง เจ้าคงเหนื่อยแย่... ลำบากเจ้าแล้วใช่ไหม?”

ซูหยินผิงในโหมด ‘ภรรยาตัวน้อย’ ประสานมือไว้ที่หน้าท้อง เขย่งปลายเท้าขึ้นลงเบาๆ ขณะเงยหน้ามองฉินหลางด้วยใบหน้าแดงซ่านงดงาม ดวงตาผลอัลมอนด์ของนางราวกับมีประกายดาวระยิบระยับ

“เจ้าต้อง... เหงื่อออกอีกแล้วแน่ๆ ใช่ไหม? มาเถอะ รีบถอดเสื้อผ้าเร็ว...”

“อะแฮ่ม...”

ฉินหลางรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยภายใต้สายตาขององค์หญิง แม้แต่คนหน้าหนาอย่างเขาก็ยังรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา

“ถอดเสื้อ... ทำไมหรือ?”

“ก็เช็ดตัวให้เจ้าไง”

“เมื่อเช้าก็เช็ดไปแล้วไม่ใช่หรือ...”

“แหม ก็เมื่อวานเจ้ายังเช็ดตัวให้ข้าเลยนี่นา วันนี้กินข้าวแล้ว พรุ่งนี้จะไม่กินหรือ? กินข้าวเช้าแล้ว ตอนเย็นจะไม่กินอีกหรือไร?”

“...”

นี่นางเสพติดการเช็ดตัวหรืออย่างไร? ร่างกายเขาไม่ใช่ของกินเสียหน่อย... หรือต่อให้กินได้ นางกะจะ ‘กิน’ วันละสามมื้อเลยรึ?

พูดตามตรง การที่มีสาวงามทรวดทรงอวบอัด กลิ่นกายหอมกรุ่น มาคอยเช็ดตัวให้ด้วยตัวเอง ลมหายใจหอมดั่งกล้วยไม้รดรินจมูก และมือมือนุ่มนิ่มอุ่นสบายคอยลูบไล้— นี่มันบททดสอบความยับยั้งชั่งใจชัดๆ!

ถามหน่อยเถอะว่ามีจอมยุทธ์คนไหนทนบททดสอบแบบนี้ได้บ้าง?

ว่ากันตามตรง ถ้าเป็นคนอื่น ฉินหลางคงจับอีกฝ่ายมาเช็ดตัวคืนไปนานแล้ว

นี่ไม่ใช่การกระทำของคนเจ้าชู้หรือลามก แต่เป็นเพียงการตอบสนองตามสัญชาตญาณของลูกผู้ชายเท่านั้น

ทว่าคนตรงหน้าคือพระขนิษฐาแท้ๆ ของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต้าโจว... หากนางต้องการเช็ดตัวให้เขา ตามหลักแล้วเขาควรจะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณน้ำตาไหลพราก

แต่ถ้าจะให้เขาเช็ดตัวให้นางคืนบ้าง... อื้ม... แม้แต่ตามสถานะที่องค์หญิงมอบให้ ฉินหลางก็เป็นแค่ ‘บ่าวรับใช้ชายคนสนิท’ ไม่ใช่ ‘บ่าวรับใช้สำหรับเช็ดตัว’ หากไม่มีคำสั่งจากองค์หญิง เขาไม่ควรวู่วามจะดีกว่า...

“ว่าแต่ แม่นางจินไปไหนแล้วล่ะ?”

“ให้อาหารม้าอยู่”

“ให้อาหารม้าอีกแล้ว...”

ความจริงแล้วคำว่า ‘ให้อาหารม้า’ มีความหมายกว้างมาก เจ้าเจินจีเป็นม้าชนชั้นสูง ไม่เหมือนม้าตัวเมียราคาถูกทั่วไปที่ในสมองมีแต่เรื่องหญ้า

อย่างที่ซูหยินผิงเคยบอก เจินจีชอบชมทิวทัศน์ ขี้สงสัย และชอบวิ่งเล่น ดังนั้นนอกจากให้อาหารแล้ว กูจินยังต้องหาเวลามาเฝ้าดูและอยู่เป็นเพื่อนมันทุกวัน

“จุ๊ๆ ดูเจ้าสิ ออกไปจ่ายตลาดแป๊บเดียว เสื้อผ้าที่เพิ่งซักไปเมื่อวานซืนเปื้อนอีกแล้ว...”

“หือ? เปื้อนหรือ?”

“ใช่ ดูสิ...”

ว่าแล้วซูหยินผิงก็ถอดเสื้อของฉินหลางออก ชี้ให้เขาดูจุดโคลนเล็กๆ บนเสื้อ แล้วทำท่า ‘ตกใจ’ และ ‘เพิ่งนึกได้’ ยกมือปิดปาก

“ตายจริง~”

“เป็นอะไรไป?”

“ว้าย... ข้ายัง...”

“...”

“เอาเถอะ... ไหนๆ ก็ถอดแล้ว...”

ซูหยินผิงพูดพลางซอยเท้าถี่ๆ อย่างร่าเริง วิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวและถังน้ำ...

แอ๊ด

“ฮูหยิน เจ้าเจินจีมัน...”

และแล้ว เมื่อหญิงสาวชุดดำกลับเข้ามาในบ้าน นางก็บังเอิญเห็นฮูหยินคนงามของนาง ถือผ้าเช็ดตัวกำลังเช็ด... ผู้ชายคนนั้น... ในขณะที่ปากของนางขมุบขมิบเหมือนกำลังนับเลขอะไรบางอย่างอยู่

“อ้าว? จินเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ?”

“จิน... แม่นางจิน ข้า...”

“ขออภัย จอมยุทธ์ฉิน ฮูหยิน เดี๋ยวข้าไปให้อาหารม้าอีกรอบเจ้าค่ะ”

ปัง!

หญิงสาวหันหลังกลับอย่างเย็นชา ไม่แม้แต่จะจิบน้ำร้อนสักคำ แล้วปิดประตูลงอีกครั้ง เดินกลับไปให้อาหารม้า อีกแล้ว

“...”

หัวใจของฉินหลางเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย

เขาพบว่าตั้งแต่กูจินเริ่มเรียกเขาว่า ‘จอมยุทธ์ฉิน’ ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขามักจะมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

ตอนเจอกันครั้งแรก เขายังเทศนาสั่งสอนนางเรื่องการรักชีวิตและหลักการใหญ่โตต่างๆ ได้อย่างหน้าตาเฉย

แต่ตอนนี้ ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับนาง นอกจากจะทำตัวเฉยชาไม่ได้แล้ว เขายังรู้สึกแปลกๆ... อึดอัดกับท่าทีของนางที่มีต่อเขา

พูดกันตามตรง นอกจากสรรพนามที่เรียกเขาว่าจอมยุทธ์ฉินซึ่งดูห่างเหินขึ้น นิสัยและท่าทีของนางก็ไม่ได้เปลี่ยนไป นี่คือตัวตนปกติของนาง

กล่าวคือ นางไม่ได้ปฏิบัติกับฉินหลางเป็นพิเศษแต่อย่างใด

แต่ตัวฉินหลางเองต่างหากที่เปลี่ยนไป

เขาเปลี่ยนไปจนถึงขั้นที่ว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาดูเหมือนจะ... อยากได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากนาง

“จอมยุทธ์หญิงซู”

“หือ?”

“ข้า... อยากไปดู... เจ้าเจินจีสักหน่อย”

“?”

อยากไปดูม้าสาวตัวน้อยเหรอ? ซูหยินผิงกระพริบตา แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที

“อื้อ! ไปคุยกับจินเอ๋อร์ดีๆ นะ เด็กคนนั้นต้องการเพื่อนจริงๆ”

“รับทราบ”

ฉินหลางยิ้ม ลุกขึ้นยืน ปล่อยให้ซูหยินผิงเอาเสื้อมาคลุมไหล่ จัดสาบเสื้อ ผูกสายคาดเอว และสุดท้ายก็ช่วยปัดฝุ่นออกจากชุดให้

หลังจากได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ ก่อนจะเดินออกไป จิตใต้สำนึกของฉินหลางก็เผลอหันกลับมาและกางแขนออกทางซูหยินผิง

“???”

“...”

มันเป็นเรื่องปกติที่สามีจะกอดและหอมแก้มภรรยาก่อนออกจากบ้าน

แต่การจำคนผิดว่าเป็นภรรยานั้นช่างน่าอายพิลึก

ย้ำอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าฉินหลางมีเจตนาแอบแฝง เขาแค่ถูกสถานการณ์พาไปเท่านั้น

กูจินจูงม้าขาว วันนี้นางไม่ได้ไปยืนใต้ต้นหวายฉือเพื่อมองข้ามแม่น้ำชื่อสุ่ยไปยังยอดเขาเทียนซาน

น่าแปลกที่ม้าขาวตัวน้อยในช่วงสองวันนี้ดูเหมือนจะปลดปล่อยความอยากรู้อยากเห็นออกมาเต็มที่ มันแทบจะย่ำไปทั่วทุกมุมของเนินเขาชิงหนิว ราวกับว่าพื้นดินข้างล่างมีหัวไชเท้าของโปรดฝังอยู่ มันจึงวิ่งพล่านไปทั่วอย่างไม่สงบ

ส่วนหญิงสาว... นางค่อนข้างโล่งใจกับพฤติกรรมของเจินจี เพราะมันเป็นข้ออ้างชั้นดีที่จะไม่เข้าไปรบกวนเวลาอันหวานชื่นของ คนผู้นั้น กับฮูหยิน

“จินเอ๋อร์—”

“?”

เสียงอะไรน่ะ... เจ้าเจินจีเสียงเปลี่ยนไปหรือ?

กูจินมองดูม้าสาวตัวน้อยที่ยืนเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างๆ แต่เสียงนั้นกลับดังชัดขึ้นจากด้านหลัง

“จินเอ๋อร์—”

ตอนนั้นเองที่กูจินหันกลับไปและเห็นว่าเป็นฉินหลาง

“จินเอ๋อร์ อยู่ที่นี่เอง”

“...”

ฟิ้ว —!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นกะทันหัน รอยยิ้มทะเล้นของฉินหลางแข็งค้างบนใบหน้า เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงและเห็นมีดสั้นสีเงินปักอยู่ที่ปลายรองเท้าของเขาพอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่นิ้วเดียว ราวกับว่าขว้างมีดไปก่อนแล้วค่อยวาดเป้าตามทีหลัง แม่นยำถึงเพียงนั้น

“ท่านเรียกข้าว่าอะไรนะ?”

ใบหน้าของกูจินเย็นชาราวน้ำแข็ง เหมือนกับตอนที่ฉินหลางเจอนางครั้งแรกไม่มีผิด

“โธ่ จินเอ๋อร์ นี่มันอะไรกัน...”

ฟิ้ว —!

มีดสั้นอีกเล่มพุ่งผ่านไป แต่คราวนี้ดูเหมือนจะไม่แม่นยำนัก ฉินหลางร้องอุทาน แล้วสูดปากเสียงดัง กุมน่องตัวเองแล้วก้มตัวลง

“ซี้ด!...”

“?!”

ใบหน้าเฉยชาของกูจินเปลี่ยนสีทันที มือที่เพิ่งขว้างมีดออกไปสั่นระริกและงอเข้าหากัน ริมฝีปากเผยอออก ความเสียใจและความเป็นห่วงเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตา และแล้ว... ในวินาทีต่อมา สีหน้าเหล่านั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ขาเรียวยาวของกูจินที่เกือบจะก้าวเข้าไปหาฉินหลางตามสัญชาตญาณ ถูกดึงกลับมาอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง

“ซี้ด... ดวงซวยชะมัด เหมือนจะเหยียบโดนหินก้อนเล็กเข้า มันเลยไปขัดเส้นเอ็นที่ฝ่าเท้า...”

“...”

ฉินหลางทำหน้าเหยเก สะบัดขาไปมา และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น เขาก็เห็นเพียงใบหน้าของหญิงสาวชุดดำที่นิ่งสนิทดั่งผิวน้ำ สายตาดูเย็นชากว่าเดิมเสียอีก แต่ทว่าใบหูสวยคู่นั้นกลับแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างน่าประหลาด...

เขาจำได้ว่าเล่าไอ่เคยกล่าวไว้: ลูกผู้ชายตัวจริงต้องรู้จักรุกและถอย

ฉินหลางไม่ใช่คนไร้ความรู้สึก เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่ดึงดันตีสนิทต่อ เขาเก็บมีดสั้นสองเล่มขึ้นมาจากพื้นแล้วเดินเข้าไปส่งคืนให้นางอย่างเก้อเขิน

“แม่นางจิน... ท่านทำของตก...”

“...”

กูจินค่อยๆ หลับตาลง สูดหายใจลึก แล้วลืมตาขึ้น รับมีดสั้นคืนไป จากนั้นเป็นครั้งที่สองที่นางถลึงตามองฉินหลางอย่างดุเดือด

“ฮึ!...”

“...”

ฉินหลางไม่ใช่พวกมาโซคิสต์ที่ชอบให้ผู้หญิงด่าแน่นอน แต่พูดกันตามตรง เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาของกูจินนั้นช่างไพเราะเสนาะหูจริงๆ

มันทำให้เขารู้สึกคันไม้คันมือ ยิ่งได้ยินนางแค่นเสียงเย็นชา เขาก็ยิ่งอยากแกล้งให้นางโกรธ จนอยากแกล้งให้นางร้องไห้ด้วยซ้ำ

แต่ทว่า คนตรงหน้านี้คงเป็นประเภทที่ชาตินี้ไม่มีวันร้องไห้ให้ใครเห็น...

“จอมยุทธ์ฉินมีธุระอะไรหรือ?”

“อ้อ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก”

“?”

“เอ่อ... ไม่สิ จริงๆ ก็มีอยู่”

ฉินหลางต้องหาเรื่องคุยให้ได้แม้จะไม่มีเรื่องคุย เขาชี้ไปที่เจินจีข้างๆ

“ข้าค่อนข้างเป็นห่วงพฤติกรรมของเจินจีช่วงนี้เหมือนกัน มันไม่ชอบโดนผูกไว้เฉยๆ วิ่งพล่านไปทั่วเหมือนเห็นผี ข้าเลยสงสัยว่ามันจะเป็นโรคตื่นตระหนกหรือโรคแพ้อากาศหรือเปล่า?”

คำพูดของฉินหลางเป็นคำถามที่จริงจังมาก เพราะช่วงนี้เจินจีมีพฤติกรรมผิดปกติจริงๆ

พอได้ยินดังนั้น กูจินก็ถอนหายใจเบาๆ พร้อมขมวดคิ้ว หันไปมองม้าสาวตัวน้อย พลางพึมพำขณะลูบหูและแผงคอของมัน

“เจินจี... เจ้าคงไม่ได้ป่วยจริงๆ หรอกนะ...”

“ฮรี่ ~...”

และเจ้าม้าสาวตัวน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น กลับส่งเสียงร้องเบาๆ พลางเอาหัวถูไถแขนของกูจิน แล้วส่ายหน้าเบาๆ ซึ่งทำให้ฉินหลางตาโตด้วยความตกใจในทันที

สัตว์ตัวนี้ช่างแสนรู้จริงๆ... และความแสนรู้ของมันแทบจะเหมือนปีศาจเข้าไปทุกที

ขณะที่ฉินหลางมองมันด้วยความเหลือเชื่อ เขากลับรู้สึกเหมือนเจินจีขยิบตาให้เขา หางนุ่มๆ สะบัดไปมา และบั้นท้ายกลมกลึงของมันยังส่ายดุ๊กดิ๊กอีกด้วย

ฉินหลางขยี้ตา รู้สึกช็อกอย่างมาก

“แม่นางจิน เจ้าเจินจีตัวนี้... มีที่มาไม่ธรรมดาใช่ไหม?”

“?”

กูจินชำเลืองมองฉินหลาง

“ท่านไม่รู้หรือ? มันเป็นสายพันธุ์ซิลั่วเซี่ย ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหนจะขี่มันได้”

“ข้ารู้แค่ผิวเผินแค่นั้นแหละ”

ฉินหลางเกาหัว

“ข้าไม่เข้าใจรายละเอียดหรอก แค่รู้สึกว่า... เจินจีฉลาดเกินไป แถมยังมีจิตวิญญาณหน่อยๆ เหมือนปีศาจเลย”

“...”

กูจินไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับในเรื่องนี้ นางตบอานม้าของเจินจีแล้วเอ่ยช้าๆ ว่า

“สายเลือดหายาก จะเรียกว่าเป็นปีศาจก็คงไม่เกินจริงนัก...”

“หือ? ยังไงหรือ?”

“จอมยุทธ์ฉิน ท่านไม่เคยฟังนิทานเกี่ยวกับภูตผีปีศาจมาตั้งแต่เด็กหรือ?”

“เคยสิ”

เรื่องเล่าภูตผีปีศาจเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคยผ่านหูในวัยเด็ก ต่อให้เป็นแค่เรื่องที่ผู้ใหญ่หลอกให้กลัวก็ตาม

ศิษย์พี่หญิงมอบวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบให้กับฉินหลาง ดังนั้นเขาจึงเคยได้ยินมาเหมือนกัน

ทว่าเมื่อเทียบกับวัยเด็กของคนอื่น วัยเด็กของฉินหลางดูจะ ‘สมบูรณ์แบบ’ เกินไปหน่อย

พูดง่ายๆ คือ ศิษย์พี่หญิงมักจะทำอะไรเกินเบอร์ในทางแปลกๆ เสมอ

ตัวอย่างเช่น บ้านอื่นเล่านิทานปีศาจให้เด็กฟัง ก็แค่เล่าเฉยๆ อย่างมากก็ทำเสียงประกอบนิดหน่อย

แต่ตอนที่ศิษย์พี่หญิงเล่านิทานปีศาจให้ฉินหลางฟัง นางเน้นความสมจริงเป็นหลัก

ศิษย์พี่หญิงที่มีทักษะการใช้เสียงอันยอดเยี่ยม เก่งกาจเป็นพิเศษในการเลียนเสียงผีและปีศาจต่างๆ นอกจากนั้น นางยังทำอุปกรณ์ประกอบฉากเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมาเองเพื่อสวมบทบาทเป็นปีศาจพวกนั้น

บทบาทคลาสสิกที่สุดที่นางเล่นคือปีศาจแมว

ตอนที่ศิษย์พี่หญิงสวมหูแมวที่ทำจากขนตัวเตียว สะบัดหางที่ติดอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ และร้อง “เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว” อย่าว่าแต่ฉินหลางตอนเด็กเลย แม้แต่เจ้าเสี่ยวเฟยเหลียนที่นางเลี้ยงไว้ยังเบิกตาสีไพลินกว้าง สงสัยว่าเผ่าพันธุ์ตัวเองกลายพันธุ์ไปแล้วหรือเปล่า

เดิมทีศิษย์พี่หญิงเล่านิทานปีศาจเพื่อกล่อมฉินหลางนอน

แต่ลองจินตนาการดูสิ ดึกดื่นค่อนคืน มีปีศาจแมวตัวใหญ่มาร้องเมี๊ยวๆ อยู่ข้างหู นั่นมันกล่อมให้นอนตรงไหน? ใครจะไปหลับลง?

สุดท้ายศิษย์พี่หญิงก็เหนื่อยจนหลับไปเอง แต่ฉินหลางกลับนอนตาค้าง...

ตอนนี้ผ่านมาหลายปี เมื่อพูดถึงเจินจี หัวข้อเรื่องภูตผีปีศาจก็ถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง ฉินหลางรู้สึกสนใจไม่น้อย เขาอดทนถามหญิงสาวชุดดำทีละคำอยู่นาน กว่าจะพอเข้าใจว่าภูมิหลังของเจินจีมีตำนานที่พิสดารจริงๆ

เจินจี ม้าเพศเมียสายพันธุ์ซิลั่วเซี่ยชั้นสูง สีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างอวบอัดกลมกลึง เมื่อสตรีขี่มัน ว่ากันว่ามีสรรพคุณช่วยให้ช่วงล่างและเรียวขามีกลิ่นหอม

ม้าสายพันธุ์วิเศษเช่นนี้ ย่อมต้องมีภูมิหลังที่วิเศษไม่แพ้กัน

ตามตำนาน สายพันธุ์ซิลั่วเซี่ยเดิมทีสืบเชื้อสายมาจาก ‘เผ่าปีศาจ’ ที่เคยอาศัยอยู่ในแถบอวิ๋นโจวของอาณาจักรต้าโจว

และเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มีข่าวลือในหมู่ชาวบ้านมาตลอดว่า วัดฉานเจิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่ ตั้งอยู่ที่อวิ๋นโจวก็เพื่อสะกดข่มเผ่าปีศาจในท้องถิ่นนั่นเอง

แน่นอน ปราชญ์โบราณหลู่ซือเคยกล่าวไว้: ความกลัวทั้งมวลเกิดจากความแข็งแกร่งที่ไม่เพียงพอ

ข่าวลือเกี่ยวกับภูตผีปีศาจเหล่านี้แพร่หลายมากในราชวงศ์ก่อน แต่ในราชวงศ์ต้าโจวที่รุ่งเรืองด้านวรยุทธ์ เรื่องพวกนี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นเพียงเกร็ดเล่าขาน สำหรับชายฉกรรจ์ที่ฝึกวรยุทธ์ เรื่องราวของเผ่าปีศาจแห่งอวิ๋นโจวและภูตผี เป็นเพียงเรื่องขบขันเพิ่มรสชาติในวงสนทนาเท่านั้น

ทว่า คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ยังคงเชื่อในเรื่องทำนองนี้ จึงเกิดตำนานเกี่ยวกับวิญญาณและเทพารักษ์ต่างๆ ในหมู่ชาวบ้าน

และวัดฉานเจิน ในฐานะวัดในตำนานที่มีกุศลอันยิ่งใหญ่ในการ “สะกดเผ่าปีศาจ” จึงได้รับเครื่องสักการะบูชาไม่ขาดสายจากทั่วสารทิศ

ส่วนเรื่องที่ว่าเผ่าปีศาจมีอยู่จริงหรือไม่ ความเห็นของชาวบ้านก็ยังแตกออกเป็นสองฝ่ายจนถึงทุกวันนี้

ถ้าบอกว่ามีจริง ในโลกอันกว้างใหญ่ หากมีปีศาจโผล่มาสักตัว อย่างมากก็แค่สร้างความฮือฮาในท้องถิ่นชั่วคราวแล้วก็เงียบหายไป

ถ้าบอกว่าไม่มีจริง ความวุ่นวายทำนองนี้ก็มักจะปรากฏขึ้นเป็นพักๆ ในหมู่ชาวบ้าน โดยเฉพาะในแถบอวิ๋นโจว

ข่าวลือบางเรื่องที่แพร่หลายและส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ อาจถึงขั้นที่ราชสำนักต้องลงมาใส่ใจ

ตัวอย่างเช่น ตอนที่จักรพรรดินีเจากวนองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ มีข่าวลือในอวิ๋นโจวว่ามีจิ้งจอกเก้าหางปรากฏตัวขึ้น โขกศีรษะคำนับไปทางทิศตะวันออกสามครั้งเพื่อถวายพระพรขอให้รัชสมัยของจักรพรรดินีสงบสุขร่มเย็น

แน่นอนว่าเรื่องจริงเท็จประการใด และมีการจงใจแต่งเติมหรือไม่ ยังคงเป็นปริศนา

โดยเฉพาะเกี่ยวกับเจินจีที่อยู่ข้างๆ ฉินหลาง บอกได้เพียงว่าตำนานเผ่าปีศาจช่วยเพิ่มสีสันความลึกลับและสูงส่งให้กับที่มาของม้าสาวตัวน้อยตัวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย...

“ถ้ามันสืบเชื้อสายมาจากเผ่าปีศาจจริง งั้นเราต้องระวังให้มากแล้วล่ะ”

คำพูดของฉินหลางทำให้กูจินชะงัก

“ทำไม?”

“เพราะมันอาจจะเห็นสิ่งอัปมงคลแถวนี้เข้าจริงๆ ก็ได้”

“...”

“ล้อเล่นน่า ข้าจะไปทำกับข้าวแล้ว อย่าลืมรีบกลับไปกินข้าวเย็นล่ะ”

ฉินหลางพูดจบก็เดินยิ้มจากไป โดยไม่ทันสังเกตแววตาตื่นตระหนกเล็กน้อยของหญิงสาวเบื้องหลัง เมื่อได้ยินคำว่า “สิ่งอัปมงคล”...

จบบทที่ บทที่ 21 เผ่าปีศาจแห่งอวิ๋นโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว