- หน้าแรก
- หยุดก่อนเจ้าหนุ่ม ชะตาเจ้ายังไม่จบ
- บทที่ 10 "ลักพาตัวสาวน้อย"
บทที่ 10 "ลักพาตัวสาวน้อย"
บทที่ 10 "ลักพาตัวสาวน้อย"
บทที่ 10 "ลักพาตัวสาวน้อย"
ก่อนที่กู้จิ่นจะปรากฏตัว ฉินหลางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเขาจะเปรียบเปรยนักฆ่าคนหนึ่งว่าเป็น "นางฟ้าจากวังจันทรา"
แต่ความจริงก็คือ เมื่อแสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนใบหน้ารูปไข่ที่งดงามทว่าเย็นชาของกู้จิ่น ฉินหลางก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
"เจ้าทำอะไร?"
"เอ่อ..."
ฉินหลางก้มหน้ามองนิ้วมือที่อยู่ไม่สุขของตัวเอง สลับกับมองนิ้วเท้าจิ้มลิ้มของจอมยุทธ์หญิง แล้วประเมินระยะห่างระหว่างทั้งสองสิ่งที่แทบจะชิดใกล้กัน
แย่แล้ว
อย่างที่เขาว่ากันว่า 'อย่าจัดรองเท้าในแปลงแตง อย่าขยับหมวกใต้ต้นหลี่'
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากกู้จิ่นเข้าใจผิดว่าเขาเป็น "พวกโรคจิตที่ทนแรงยั่วยวนกลางดึกไม่ไหว จนอยากจะลวนลามเท้าสตรี" คงจะเป็นเรื่องงามหน้าแน่
"..."
"..."
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันชวนอึดอัดไปชั่วขณะ สาวน้อยนั่งชันเข่ากอดขาเรียวยาวอยู่บนเตียง ส่วนจอมยุทธ์หนุ่มนั่งยองๆ อยู่ที่ปลายเตียง ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันอยู่นาน สองนาน ในที่สุดจอมยุทธ์หนุ่มก็เงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะแห้งๆ
"ลองทายดูสิว่าข้ากำลังทำอะไร?"
"..."
พูดจบฉินหลางก็รู้สึกกระดากปากเสียเอง จึงรีบแก้ตัวทันควัน
"หลักๆ คือข้าเห็นว่าฮูหยิน... ดูเหมือนที่เท้าจะมีแผลด้วย พอดีข้าอยู่เวรยามว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยกะว่าจะช่วยดูให้..."
"..."
สาวน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหน้ามองดวงจันทร์นอกหน้าต่าง ผมทรงหางม้าสูงของนางยังคงดูทะมัดทะแมง ขนอ่อนไรๆ บริเวณลำคอระหงต้องแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับ งดงามอย่างมีเอกลักษณ์ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
"ขอบคุณ... สำหรับเรื่องเมื่อตอนกลางวัน"
"หือ? ว่าไงนะ?"
กู้จิ่นหันกลับมา เห็นฉินหลางกำลังเหม่อลอย จึงพูดซ้ำอีกครั้ง
"ขอบคุณที่ช่วยฮูหยินไว้เมื่อตอนกลางวัน"
"ไม่เป็นไร"
ฉินหลางรู้สึกขบขันเล็กน้อย แม่นางคนนี้ปกติคงพูดน้อยจริงๆ ขนาดคำขอบคุณยังพูดห้วนๆ ไม่มีคำลงท้ายหรือคำขยายความให้ยืดยาว
"ใจลอยแบบนี้ คิดแผนชั่วอยู่หรือเปล่า?"
"พูดจาอะไรแบบนั้น..."
...สาวน้อยผู้พูดจาขวานผ่าซาก หลังจากขอบคุณผู้มีพระคุณเสร็จ สัญชาตญาณระวังภัยก็ทำงานเต็มพิกัดทันที
แม้ภายนอกจะดูไร้อารมณ์ แต่ความคิดความอ่านของนางแทบจะเขียนแปะไว้บนหน้า แสดงออกทางแววตาและสีหน้าอย่างตรงไปตรงมาจนดูเงอะงะน่าเอ็นดู
ฉินหลางคิดว่านี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งและเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทำไมนางถึงไม่ค่อยชอบพูด...
"ถ้าข้าคิดไม่ซื่อจริง ข้าคงลงมือไปตั้งแต่ตอนที่จอมยุทธ์ซู... เอ้ย ตอนที่องค์หญิงสลบไปเมื่อกลางวันแล้ว"
ฉินหลางนั่งลงที่ขอบเตียง รักษาระยะห่างจากสาวน้อยประมาณครึ่งเมตร
"เมื่อกี้ข้าแค่คิดว่าเจ้าสวยมาก ก็เลยเผลอมองเพลินไปหน่อย"
ฟุ่บ—!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น มีดสั้นสีเงินที่คุ้นเคยถูกจ่อเข้าที่หัวไหล่ของฉินหลางทันที
"เจตนาร้าย..."
"เดี๋ยวสิ ชมว่าสวยนี่ถือว่าเจตนาร้ายเหรอ?"
ฉินหลางกลอกตามองบน ยกมือปัดมีดสั้นของนางออก
"เออๆ งั้นเจ้าขี้เหร่ก็ได้"
ฟุ่บ—!
ฉากเดิมฉายซ้ำ ไหล่อีกข้างของฉินหลางถูกมีดสั้นจ่ออีกครั้ง
"เจ้าสิขี้เหร่..."
"..."
พูดอะไรก็ผิดไปหมด ฉินหลางดันแขนอีกข้างของนางออกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"กระดูกหักเส้นเอ็นพลิกยังต้องพักฟื้นเป็นร้อยวัน ยิ่งเจ้าโดนฟันมาสาหัสขนาดนี้ ช่วงสองสามวันนี้หลีกเลี่ยงการขยับตัวโดยไม่จำเป็นจะดีกว่า"
...ฉินหลางรู้ดีว่า แม้สาวน้อยจะดูท่าทางดุร้าย แต่ใจจริงไม่ได้คิดจะทำร้ายเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่จ่อมีดแค่ที่หัวไหล่หรอก
สำหรับผู้มีพระคุณขององค์หญิง กู้จิ่นที่ดูทึ่มทื่อผู้นี้รู้ดีว่าควรวางตัวอย่างไร...
"ว่าแต่ เจ้าขอบคุณข้าแต่เรื่องที่ช่วยซูอินผิง แล้วเรื่องที่ข้าช่วยเจ้าล่ะ ไม่คิดจะขอบคุณบ้างหรือ?"
"ไม่จำเป็น"
"ทำไม?"
"มันไม่สำคัญ"
"อะไรไม่สำคัญ?"
"ชีวิตของข้า"
"..."
ฉินหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องมองมือเรียวของสาวน้อยที่กำขอบเตียงแน่น เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ลุกขึ้นหยิบเตาต้มยา เทน้ำร้อนใส่ชาม หยิบหญ้าหางม้าใส่ลงไปชงอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นให้กู้จิ่น
"เอ้า"
"?"
"ชาหญ้าหางม้า ฮูหยินของเจ้าก็ได้ดื่มเหมือนกัน"
กู้จิ่นลังเลเล็กน้อย ฉินหลางจึงจิบให้ดูคำหนึ่งเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มียาพิษ แล้วยื่นให้นางอีกครั้ง
"..."
เห็นนางยังนั่งนิ่งเป็นท่อนไม้ ฉินหลางจึงหมุนชามไปครึ่งรอบ
"ฝั่งนี้ข้ายังไม่ได้แตะ ดื่มซะ"
"..."
ดูเหมือนสาวน้อยจะเขินอายเล็กน้อยที่ถูกอ่านใจออก แววตาเย็นชาเริ่มลอกแลกด้วยความทำตัวไม่ถูก
แม้จะเป็นเพียงชั่วแวบเดียว แต่ฉินหลางก็แอบยิ้มอยู่ในใจ
อึก...
"เป็นไงบ้าง?"
"อืม..."
"อืม คืออะไร?"
"รสชาติดี..."
รสนิยมของสาวน้อยคนนี้ช่างต่างจากจอมยุทธ์หญิงบางคนอย่างสิ้นเชิง
"ชานี้ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ขจัดเลือดคั่ง ดีต่อการสมานแผลจากของมีคม"
ขณะพูด ฉินหลางก็ค่อยๆ แกะผ้าพันแผลที่มือตัวเองออก เผยให้เห็นรอยมีดบาดลึกสีคล้ำหลายแผลบนฝ่ามือทั้งสองข้าง
"เจ้า..."
กู้จิ่น สาวน้อยหน้านิ่งเริ่มมีปฏิกิริยา โดยไม่ต้องให้ฉินหลางอธิบาย นางรู้ได้ทันทีว่านี่คือแผลที่เกิดจากกริชของนางเมื่อตอนที่เจอกันครั้งแรก
"นี่"
นางมองชามไม้ใบเล็กในมือ แล้วยื่นไปตรงหน้าฉินหลาง
"เจ้าดื่ม"
"ไม่ดื่ม"
"..."
กู้จิ่นขมวดคิ้วเรียวสวยมุ่น นางกำชามไม้แน่นเหมือนไม่ยอมแพ้ แล้วดันมันไปทางฉินหลางอีกครั้ง
"เจ้าดื่ม"
"ไม่ดื่ม"
ฉินหลางสบตานาง
"ข้าเองก็คิดว่าชีวิตข้าไม่สำคัญเหมือนกัน เพราะงั้นไม่ดื่มก็ไม่เป็นไร"
"..."
หมายความว่ายังไง... คนคนนี้ช่างประหลาด กู้จิ่นตัดสินใจเลิกสนใจเขา วางชามไม้ไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วล้มตัวลงนอนหลับตา
ฉินหลางเองก็เงียบเสียงลง เขาพันแผลที่มือใหม่ด้วยผ้าสะอาด แล้วกลับมานั่งเฝ้าหน้าเตาต้มยา คอยระวังภัยตามหน้าที่ ผ่านไปหนึ่งหรือสองชั่วยาม เขานั่งจนก้นเริ่มชา จึงค่อยๆ ผลักประตูเดินออกไปสูดอากาศเย็นๆ ใต้แสงจันทร์ที่ต้นไหวเฒ่า ทอดสายตามองแม่น้ำชื่อสุ่ยที่ไหลผ่านตีนเขาสันเขาชิงหนิวอย่างเงียบงัน... เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปราวสองสามก้านธูป
ฉินหลางที่สวมเสื้อผ้าบางเบาเริ่มลูบแขนตัวเอง อากาศเริ่มเย็นลง เขาจึงคิดจะกลับเข้าห้อง
ทันใดนั้น เขาก็หันกลับมาเจอเงาร่างคุ้นตา ยืนตัวตรงอยู่ด้านหลัง ในมือขาวผ่องประคองชามไม้ใบเล็กที่เติมน้ำร้อนมาใหม่ พร้อมกับใส่หญ้าหางม้ากำใหญ่ลงไปอย่างลวกๆ
"ไม่หลับเหรอ?" ฉินหลางยิ้มกว้าง
"ดื่มซะ"
มีอะไรน่าขำ? ตัวเองก็บาดเจ็บแท้ๆ ยังจะยิ้มระรื่นอยู่ได้... กู้จิ่นยิ้มไม่ออก นางเงยหน้าที่ดูหงุดหงิดเล็กน้อยขึ้น จ้องเขม็งไปที่ฉินหลาง แล้วยัดชามไม้ใส่มือเขาจนชามแนบกับหน้าท้อง
"ทำแบบนี้ทำไม?"
"ข้าไม่อยากติดค้างเจ้า..."
"ข้าบอกแล้วไง ชีวิตข้าไม่สำคัญ เจ้าไม่ได้ติดค้างอะไรข้า ก็เหมือนกับที่ชีวิตเจ้าไม่สำคัญ ต่อให้ข้าช่วยเจ้าไว้ เจ้าก็ไม่ติดค้างข้าเช่นกัน"
"..."
สาวน้อยรู้สึกว่าเถียงสู้เขาไม่ได้ จึงเม้มปากแน่น ทำท่าเหมือนจะไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว ได้แตออกแรงดันชามไม้ในมือกดหน้าท้องเขาแรงขึ้น
"แม่นางจิ่น อย่าเพิ่งโมโหสิ จริงๆ เรื่องนี้ง่ายมาก"
ฉินหลางเริ่ม "ล่อลวง" รู้สึกแปลกๆ เหมือนกำลังหลอกเด็กสาว
"แค่เจ้าถอนคำพูดเมื่อกี้ แล้วยอมรับว่าชีวิตของเจ้าก็สำคัญมาก เท่านี้เจ้าก็จะติดค้างข้าจริงๆ แล้วข้าก็จะยอมดื่มชานี้"
กู้จิ่นเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเสียงเบา
"ข้าเป็นองครักษ์ข้างกายฮูหยิน เป็นนักรบเดนตาย"
"นั่นแหละ! เป็นนักรบเดนตายยิ่งต้องเห็นคุณค่าของชีวิต!"
"..."
"นักรบเดนตายที่ไม่เห็นค่าชีวิตตัวเอง จะไปเห็นค่าชีวิตคนที่จะปกป้องได้ยังไง?"
"..."
"พูดอีกอย่างนะ ถ้าเจ้าไม่ถนอมตัวเจ้าเอง วันหน้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ใครจะปกป้องฮูหยิน?"
ฉินหลางมองสาวน้อยด้วยสายตาจริงจัง ยกนิ้วจิ้มที่หน้าผากของนาง
"แค่ความตระหนักรู้พื้นฐานแค่นี้ยังไม่มี แล้วมาพูดพล่อยๆ ว่า 'ชีวิตข้าไม่สำคัญ' จะไปมีประโยชน์อะไร?"
"..."
"อย่าเงียบสิ เอาอย่างนี้ เจ้าถอนคำพูดซะ แล้วต่อไปห้ามพูดแบบนี้อีก แล้วข้าจะดื่มชานี้ ตกลงไหม?"
"..."
"ถ้าตกลงก็พยักหน้า"
ดวงตาของกู้จิ่นจ้องมองฉินหลางอย่างเย็นชา นางจ้องเขาอยู่อึดใจใหญ่ ในที่สุดก็พยักหน้าแข็งๆ หนึ่งที
หางม้ายาวของนางแกว่งไกวเบาๆ ตามแรงพยักหน้า ส่งกลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก
เมื่อนั้นฉินหลางถึงได้รับชามไม้ที่แทบจะประทับรอยแดงบนหน้าท้องเขามา แล้วดื่มรวดเดียวหมด
"?!"
"เจ้าใส่เยอะเกินไปแล้ว ขมปี๋เลย... หืม? เป็นอะไรไป?"
"..."
สาวน้อยมีท่าทีลังเล แววตาฉายแววตกใจและสงสัย ริมฝีปากขยับจะพูดแล้วก็หุบลงสองสามครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ช่างเถอะ... นางลืมหมุนชามไม้ ปล่อยให้เขาดื่มจากตำแหน่งเดียวกับที่นางดื่ม... ด้วยสถานะของนาง บางทีเรื่องหยุมหยิมพรรค์นี้คงไม่เหมาะที่จะเก็บมาใส่ใจไปชั่วชีวิต...
————————
ดอกไม้สองดอกผลิบาน ต่างเล่าขานเรื่องราวของตน
ในเวลาเดียวกัน ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีเดียวกัน ณ จวนว่าการเมืองชิงโจว สวนหลังจวนที่ตกแต่งในสไตล์หยางโจวเต็มไปด้วยความเงียบสงบ สะพานเล็ก สายน้ำไหล ดอกไม้แดง และต้นหลิวเขียวขจี ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพงดงามวิจิตร
ยามนี้พระจันทร์สว่างลอยเด่นกลางนภา ณ ศาลากลางน้ำในทะเลสาบจำลองขนาดสิบกว่าจ้าง ชายชราสองคนกำลังนั่งสนทนากัน คนหนึ่งดื่มสุรา อีกคนดื่มชา
ผู้ดื่มชาหน้าตาใจดี สวมชุดผ้าไหมลายเมฆาปักลายวิหค แม้อายุจะล่วงเลยเลขห้า แต่ผมและหนวดยังคงดำขลับ
ผู้ดื่มสุรามีแววตาเจ้าเล่ห์ สวมชุดผ้าป่านสีเทาสกปรก ผมขาวโพลนยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง
"ท่านใต้เท้า เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก ขออภัยที่ผู้น้อยไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนท่านดื่มด่ำบรรยากาศได้นาน ผู้น้อยขอเข้าเรื่องเลย... เมื่อครึ่งเดือนก่อน ประมุขพรรคของเราถูกสังหารที่อำเภอเจี้ยนผิง เมื่อวานซืนได้ยินข่าวว่าศพถูกส่งมาที่จวนของท่านแล้ว เป็นความจริงหรือไม่?"
ชายชราผมขาวเปิดประเด็นทันที ชายชราผมดำไม่แม้แต่จะมองหน้า ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ
"การตายของเซวียกุ้ย... อย่าว่าแต่พวกเจ้าเลย แม้แต่ข้าเองก็นึกไม่ถึง หมายจับออกไปตั้งสิบปีแล้ว ประมุขพรรคของพวกเจ้าชื่อเสียงฉาวโฉ่ ใครจะไปรู้ว่าเงินรางวัลนำจับแค่ห้าสิบตำลึงจะทำให้มีคนยอมออกแรงล่าตัว? แสดงให้เห็นว่าในยุทธภพทุกวันนี้ยังมีผู้กล้าผดุงคุณธรรมอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?"
"ใต้เท้า!"
ชายชราผมขาวเริ่มหมดความอดทน
"สิบปีก่อน พรรคเทียนเหอขยายอิทธิพลจากอี้โจวมายังชิงโจว พรรคดาบโลหิตของเราก็รู้ความ ยอมให้ประมุขพรรคหลบซ่อนตัวในคุก สมาชิกพรรคนับร้อยเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันเพียงยี่สิบสามสิบคน นับเป็นการเสียสละที่กล้าหาญ..."
"อย่าพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารนักเลย"
ชายชราผมดำเหลือบตามองอีกฝ่าย
"พวกเจ้าเป็นคนประเภทไหน? ก็แค่กลุ่มโจรป่า ไม่คู่ควรจะเป็นหนึ่งในสิบสองสำนักใหญ่แห่งยุทธภพด้วยซ้ำ พวกเจ้าไม่รู้ตัวหรือ? หมายจับเมื่อสิบปีก่อนไม่ใช่แค่ความต้องการของพรรคเทียนเหอ แต่เป็นความต้องการของชาวบ้านเมืองชิงโจวและตัวข้าด้วย การที่อุตส่าห์เว้นทางรอดให้พวกเจ้าไว้สักสาย ก็ถือว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนกับประมุขพรรคของพวกเจ้ามากแล้ว วันนี้ยังมีหน้ามาเรียกร้องอะไรอีก?"
"สิ่งที่ท่านพูดมา ผู้น้อยทราบดีขอรับ!"
ชายชราผมขาวกัดฟันกรอด
"ในฐานะผู้อาวุโสของพรรค ข้ารู้ดีว่าการที่พรรคดาบโลหิตจะหายไปจากยุทธภพเป็นเพียงเรื่องของเวลา ตอนนี้ข้าไม่หวังอะไรเกินตัว ที่ยังหน้าด้านมารื้อฟื้นความหลังกับใต้เท้า ก็เพียงเพื่อขอในสิ่งที่สมเหตุสมผลเท่านั้น"
"สิ่งที่สมเหตุสมผลยังต้องขออีกหรือ... หึ... ว่ามาสิ"
"พวกเราหวังว่าท่านใต้เท้าจะมอบศพของประมุขเซวียกุ้ยคืนให้แก่พรรคดาบโลหิต"
"ทำไม? บนศพมีของมีค่าซ่อนอยู่หรือ?"
คำพูดลอยๆ ของชายชราผมดำทำให้แววตาของชายชราผมขาวไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ
"ประมุขพรรคทนทุกข์อยู่ในคุกมาสิบปี จะไปมีของมีค่าอะไรได้? เพียงแต่พวกเราคนเก่าคนแก่ที่ติดตามประมุขมาตั้งแต่ต้น ยังยึดมั่นในน้ำใจชาวยุทธ์ ทนดูไม่ได้จริงๆ..."
"พอได้แล้ว พอแล้ว"
ชายชราผมดำลูบเครายาว
"ข้าก็จะพูดตรงๆ เหมือนกัน ศพที่ส่งมาถึงจวนว่าการก็เพื่อยืนยันตัวตนเท่านั้น เมื่อวานซืนตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าเป็นเจ้าเฒ่าเซวียกุ้ยจริงๆ ถ้าพวกเจ้าอยากได้คืนก็เอาไป ส่วนเงินรางวัลทางข้าก็จะจ่ายให้ตามปกติ เรื่องนี้ถือว่าจบกัน"
"ขอบคุณท่านเจ้าเมือง!"
"ใครก็ได้ พาผู้เฒ่าท่านนี้ไปหาเจ้าหน้าที่ชันสูตร... อ้อ จริงสิ อีกอย่าง พวกเจ้าอย่าได้คิดจะหวนคืนยุทธภพเพราะเรื่องของเซวียกุ้ยเชียว มีข่าวลือจากเมืองหลวงว่า อาจมีบุคคลสำคัญเดินทางผ่านหัวเมืองต่างๆ หากพวกเจ้าไปเหยียบกับระเบิดเข้า พรรคดาบโลหิตอาจไม่ใช่แค่ถูกถอดชื่อออกจากทะเบียน แต่อาจถูกลบหายไปจากโลกใบนี้เลยก็ได้"
"ผู้น้อยจะจำใส่ใจ! กลับไปจะกำชับศิษย์ทุกคนให้สงบเสงี่ยมเจียมตัวขอรับ!"
...ไม่นาน ชายชราผมขาวก็เดินตามบ่าวรับใช้ออกไป หลังจากท่านเจ้าเมืองดื่มสุราเพียงลำพังอีกสองสามจอก ก็เรียกเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนเข้ามา
"มีคำสั่งอะไรหรือขอรับ ใต้เท้า?"
"ส่งคนสะกดรอยตามพวกมันไป ดูซิว่าศพของเซวียกุ้ยมีอะไรพิรุธหรือไม่"
"ขอรับ!"