- หน้าแรก
- หยุดก่อนเจ้าหนุ่ม ชะตาเจ้ายังไม่จบ
- บทที่ 3 เงินรางวัล
บทที่ 3 เงินรางวัล
บทที่ 3 เงินรางวัล
บทที่ 3 เงินรางวัล
เมื่อได้ยินประโยค "จอมยุทธ์น้อย โปรดรอสักครู่" ฉินหลางก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปเองว่าแม่นางร่างใหญ่ย้อนกลับมาแล้ว
"เซวียน..."
แต่เมื่อฉินหลางหันกลับไป ก็พบว่าไม่ใช่เซวียนหราน เขาหรี่ตาเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงจำได้ว่าคนที่เรียกเขาก็คือเสมียนของที่ว่าการอำเภอนั่นเอง
"มีธุระอะไรหรือ?"
"จอมยุทธ์น้อยแซ่ฉิน"
เสมียนประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ท่านฟื้นแล้วหรือ?"
"อืม... ท่านรู้ว่าข้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมด้วยหรือ?"
"ขอรับ ทางการทราบว่าจอมยุทธ์น้อยกำลังพักผ่อนอยู่ จึงไม่ได้เข้ามารบกวนแจ้งข่าวบางประการ"
ฉินหลางคิดในใจว่า เขาเป็นลมล้มพับไปกลางถนน ย่อมมีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย ไม่แปลกที่ข่าวจะไปถึงหูของที่ว่าการอำเภอ เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ที่จริงแล้วเมื่อสามวันก่อน มีบุคคลสำคัญจากสำนักใหญ่มาเยือนที่ว่าการอำเภอ ทำให้ทางการต้องส่งคนมาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฉินหลางที่โรงเตี๊ยมเป็นพิเศษ
ทันทีที่ฉินหลางฟื้น เสมียนผู้นี้ก็รีบรุดมาหาทันที
"ทางการมีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ?"
"เมื่อสามวันก่อน จอมยุทธ์น้อยบุกเข้าคุกสังหารโจร เรื่องราวความกล้าหาญของท่านเล่าลือไปทั่ว ดั่งคำกล่าวที่ว่า ทำดีได้ดี ท่านนายอำเภอจึงมอบหมายให้ข้าน้อยมาหารือเรื่องเงินรางวัลตามประกาศจับกับจอมยุทธ์น้อยขอรับ"
"เงินรางวัล... ประกาศจับ?"
เงิน?
ฉินหลางชะงักไปเล็กน้อย
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา... ฉินหลางมัวแต่สนใจฉีกประกาศเพื่อใช้เป็นตั๋วผ่านทางเข้าคุก จนลืมสังเกตไปเลยว่าบนประกาศจับของเซวียกุ้ยมีระบุเรื่องเงินรางวัลไว้ด้วย
กำลังร้อนเงินอยู่พอดี เสมียนก็มาโปรดถึงที่
"เงินรางวัลเท่าไหร่หรือ?"
"ห้าสิบตำลึง"
"..."
ฉินหลางประหลาดใจ ห้าสิบตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลย... การท่องยุทธภพ ย่อมต้องใช้เงินทอง
นอกจากปัจจัยสี่อย่างเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ และยารักษาโรคแล้ว อาวุธและพาหนะก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้
โดยเฉพาะพาหนะ
หากฉินหลางต้องการเดินทางไกลไปทั่วสารทิศเพื่อตามหาคนสุดท้ายใน "บันทึกจิตมาร" จะขาดพาหนะไปได้อย่างไร?
แต่เขาเพิ่งจะลองสอบถามตอนมาถึงอำเภอเจี้ยนผิง ก็ได้ความว่าในยุคสมัยนี้ ม้าตัวเมียที่สมบูรณ์ กลมกลึง สวยงาม สนนราคาตัวละกว่าสามสิบตำลึงเงิน!
แม้แต่ม้าใช้งานทั่วไปที่ผอมแห้งกรำศึก ยังต้องมีอย่างต่ำสิบกว่าตำลึง
ฉินหลางผู้ถังแตก แม้แต่จะคิดซื้อมาขี่เล่นก็ยังไม่กล้า กำลังกลุ้มใจว่าจะหาเงินยังชีพอย่างไรดี
ผลปรากฏว่า ด้วยเงินรางวัลห้าสิบตำลึงนี้ ไม่เพียงแค่ซื้อพาหนะได้ แต่ยังมีเงินเหลือเฟือไปหาช่างตีเหล็กในเมืองมาตีดาบที่เหมาะมือสักเล่ม... แต่ทว่า เสมียนกลับแจ้งว่าตามกฎหมายของต้าโจว ศพของเซวียกุ้ยต้องถูกส่งไปตรวจสอบที่เมืองชิงโจวเสียก่อน ถึงจะอนุมัติจ่ายเงินรางวัลได้
"ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?"
"ประมาณหนึ่งเดือนขอรับ"
เสมียนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งลักษณะคล้ายตั๋วแลกเงินออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้ฉินหลาง พร้อมกับจ่ายเงินล่วงหน้าให้อีกสองตำลึง
ด้วยเงินล่วงหน้านี้ ฉินหลางสามารถพักในโรงเตี๊ยมเมืองชายแดนแห่งนี้ได้สบายๆ ตลอดทั้งเดือน แต่เขาไม่อยากสิ้นเปลืองเงินไปกับสถานที่แบบนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีศิษย์พี่หญิงอยู่ข้างกาย ฉินหลางที่คุ้นชินกับความเงียบสงบของเทียนซาน จึงวานให้เสมียนช่วยแนะนำที่พักที่เงียบสงบกว่านี้
"เงียบสงบ... มีอยู่ขอรับ!"
เสมียนชี้มือไปทางไกล
"บนสันเขาชิงหนิว นอกประตูทิศตะวันออกของอำเภอเจี้ยนผิง มีฉางเก็บเสบียงหลวงที่เคยใช้ในรัชกาลก่อน ต่อมาเมื่อต้าโจวและเป่ยหลีสงบศึกกัน องค์จักรพรรดินีองค์ปัจจุบันทรงลดภาษีชายแดน ฉางหลวงแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้าง ห้องพักคนเฝ้าฉางก็ว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ขอรับ"
"ตกลง ข้าจะไปพักที่นั่น"
— — — — — — —
ด้วยเหตุนี้ เพื่อรอเงินรางวัลห้าสิบตำลึง ฉินหลางจึงลงหลักปักฐานชั่วคราวที่สันเขาชิงหนิวในอำเภอเจี้ยนผิง
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนโดยไม่รู้ตัว
ครึ่งเดือนมานี้ นอกจากฉินหลางจะพากเพียรฝึกฝนกำลังภายในใหม่ตั้งแต่ต้นทุกวันแล้ว บางครั้งเขาก็จะเข้าไปเดินเล่นในตัวอำเภอ
ในช่วงแรก เมื่อบังเอิญเจอชาวบ้านจำหน้าได้ ส่งสายตาชื่นชม อิจฉา หรือเร่าร้อนมาให้ พร้อมกับเรียกขานเขาซ้ำๆ ว่า "จอมยุทธ์น้อย" "วีรบุรุษ" หรือ "คนดี" ฉินหลางก็รู้สึกภาคภูมิใจอยู่บ้าง
แต่พอนานวันเข้า มันก็เริ่มน่าเบื่อ
ยิ่งฉินหลางใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งโหยหาที่จะได้เห็นโลกกว้างที่ไกลและยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากขึ้นเท่านั้น
น่าเสียดายที่ไม่มีเงินรางวัล เขาก็ขยับไปไหนไม่ได้ ฉินหลางทำได้เพียงไปจับจองที่นั่งในเพิงน้ำชา ฟังชายชรานักเล่านิทานฝอยเรื่องแปลกพิสดารในยุทธภพเป็นครั้งคราว
ทว่าฉินหลางก็ค้นพบในเวลาไม่นานว่า ตาเฒ่าผู้นี้ก็เป็นพวกสิบแปดมงกุฎ ไม่เคยเล่าเรื่องอะไรใหม่ๆ เอาแต่เล่าเรื่องที่เรียกว่า "เทพเซียนแห่งเทียนซาน" แอบนินทาว่าร้ายศิษย์พี่หญิงของเขาทางอ้อม... "ว่าด้วยเรื่องเทพธิดาอมตะแห่งเทียนซาน แม้จะมีอายุยืนยาว แต่รูปร่างกลับเหมือนเด็กน้อย!"
"ไม่ ไม่ ไม่"
ฉินหลางฟังแล้วก็ส่ายหน้าทันที
"เด็กน้อยที่ไหน? นาง... เอ่อ... นางมีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ดูเป็นสาวสะพรั่งเต็มตัวต่างหาก"
"อะแฮ่ม... ว่าด้วยเรื่องเทพเซียนแห่งเทียนซาน เขามีสามเศียรหกกร ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนสีแดง!"
"ไม่ ไม่ ไม่"
ฉินหลางยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ
"นางมีมือเรียวงามดั่งหยก ขาขาวผ่อง สวมชุดขาวสง่างามและสูงส่ง"
ส่วนเรื่องขนแดงรุงรังนั่น... ยิ่งไร้สาระไปกันใหญ่
ฉินหลางเติบโตมาด้วยการกลิ้งเกลือกอยู่ในอ้อมอกของศิษย์พี่หญิง เขาจะไม่รู้เชียวหรือว่านางมีขนหรือเปล่า?
"ว่าด้วยเรื่อง... ไม่สิ จอมยุทธ์น้อยแซ่ฉิน ท่านเลิกป่วนตาแก่คนนี้จะได้ไหม?"
...ผ่านไปนานเข้า ในที่สุดตาเฒ่านักเล่านิทานก็ทนไม่ไหว เขาแค่เล่านิทาน จะไปมีเทพเซียนบนเทียนซานจริงๆ ได้อย่างไร?
แต่จอมยุทธ์น้อยแซ่ฉินผู้นี้ ไม่รู้เป็นอะไร ชอบมาจับผิดนักเล่านิทานต๊อกต๋อยอย่างเขาอยู่เรื่อย
นักเล่านิทานย่อมไม่รู้ว่าฉินหลางกำลังแก้ข่าวลือให้ศิษย์พี่หญิง ฉินหลางไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพียงแต่ถามกลับไปว่า
"ท่านผู้เฒ่า เล่าแต่เรื่องเดิมๆ ทุกวัน เปลี่ยนเรื่องอื่นบ้างไม่ได้หรือ?"
"เรื่องอื่น?"
ตาเฒ่านักเล่านิทานหัวเราะอย่างจนใจ
"ข้าก็อยากเปลี่ยน แต่ใครจะเป็นคนเขียนบทให้ล่ะ?"
"ไม่มีคนเขียนบท?"
แล้วแซ่ฉินไม่ใช่คนหรือไง?
ดังนั้น หลังจากพูดคุยกันไปมา ฉินหลางจึงเสนอตัวเขียนบทนิทานให้ตาเฒ่าเองสักสองเรื่อง
ผลปรากฏว่าเขาเขียนให้วันแรก วันรุ่งขึ้นตาเฒ่านักเล่านิทานก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก
"จอมยุทธ์น้อยแซ่ฉิน! เรื่องที่ท่านเขียนมันสุดยอดจริงๆ! ตาแก่คนนี้เกิดมาไม่เคยหาเงินได้เกินสามสิบอีแปะต่อวันเลย!"
แค่สามสิบอีแปะเองเรอะ?
เป็นบัณฑิตนี่ไม่มีอนาคตจริงๆ โชคดีที่ตอนนั้นเขาไม่ได้เลือกเส้นทางลอกเลียนวรรณกรรม... ฉินหลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบจรดพู่กันเขียนเรื่องให้อีกเรื่องทันที
"จุ๊ จุ๊ จุ๊..."
ชายชรามมองดูปลายพู่กันของฉินหลางที่พลิ้วไหวราวกับงูเลื้อย ตัวอักษรหนักแน่นทรงพลังและงดงาม อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นชมเชย
"เขียนอักษรได้งดงามและรวดเร็วปานนี้ จอมยุทธ์น้อยช่างเก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋นจริงๆ!"
"แน่นอน"
ฉินหลางไม่รู้สึกขัดเขินกับคำชมของนักเล่านิทานเลยแม้แต่น้อย
เพราะตั้งแต่สมัยอยู่บนเทียนซาน เพื่อขัดเกลาจิตใจของฉินหลาง ศิษย์พี่หญิงบางคนจึงบังคับให้ฉินหลางคัดลายมือมาตั้งแต่เด็ก
เพื่อเป็นการกำกับดูแล หากฉินหลางไม่สามารถคัด "บทกวีพี่น้อง" ให้จบภายในเวลาครึ่งก้านธูปได้ในแต่ละวัน ศิษย์พี่หญิงก็จะเขียนคำว่า 【ตรง】 (ถูกต้อง/เที่ยงธรรม) ลงบนหน้าท้องหรือหน้าอกของฉินหลาง เพื่อเตือนสติให้เขาตั้งมั่นอยู่ในความเที่ยงธรรม... "ศิษย์พี่หญิง แบบนี้ใช้ได้ไหม?"
"ไม่ได้ กดให้หนักกว่านี้! ลายมือสะท้อนใจคน ลายมือลูกผู้ชาย ต่อให้เร็วแค่ไหน เส้นสายก็ต้องมั่นคง"
"แบบนี้ล่ะ?"
"กดอีก..."
"แล้วตอนนี้ล่ะ?"
"แรงอีก..."
"แบบนี้เหรอ?"
"อืม เร็ว... เร็วกว่านี้อีกหน่อย..."
"? ศิษย์พี่หญิง ทำไมหน้าแดงจัง?"
...ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของศิษย์พี่หญิง แม้ฉินหลางจะไม่เข้าใจบทกวี แต่เขาก็ถูกเคี่ยวเข็ญจนมีฝีมือการเขียนพู่กันที่รวดเร็วและงดงาม
เขาเคยคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้มันกลับมีประโยชน์ในการเขียนนิยายและบทละคร
"เอ้า รับไป"
"ขอบคุณจอมยุทธ์น้อยแซ่ฉิน!"
"อีกอย่าง วิธีการเล่าเรื่องของท่านยังปรับปรุงได้อีกนะ"
"โปรดชี้แนะด้วยขอรับ จอมยุทธ์น้อย!"