- หน้าแรก
- หยุดก่อนเจ้าหนุ่ม ชะตาเจ้ายังไม่จบ
- บทที่ 2 สาวใช้ซวนหราน
บทที่ 2 สาวใช้ซวนหราน
บทที่ 2 สาวใช้ซวนหราน
บทที่ 2 สาวใช้ซวนหราน
หลังจากสังหารเสวี่ยกุ้ย ฉินหลางเดินทอดน่องไปตามท้องถนนในอำเภอเจี้ยนผิง เขารู้สึกแปลกๆ ที่มือขวา
แม้ภายนอกจะดูไม่ผิดปกติ แต่ฉินหลางสังหรณ์ใจว่าเจ้าคนสารเลวเฒ่าเสวี่ยกุ้ยอาจลอบเล่นลูกไม้อะไรบางอย่างกับเขา
นี่ไม่ใช่ความหวาดระแวงจนเกินเหตุ เพราะการลงเขาครั้งนี้ ฉินหลางมี "ปัญหาที่บอกใครไม่ได้" ติดตัวมาด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการผิดน้ำผิดอากาศหรืออย่างไร นับตั้งแต่ลงมาจากเขาเทียนซาน กำลังภายในที่เขาร่ำเรียนมา รวมถึงส่วนที่ศิษย์พี่ถ่ายทอดให้ กลับมลายหายไปราวกับกองเพลิงที่มอดลงจนเหลือเพียงแสงเทียนริบหรี่
สำหรับจอมยุทธ์แห่งราชวงศ์ต้าโจว การไร้ซึ่งกำลังภายในถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
การฝึกภายนอกเน้น ผิวหนัง เส้นเอ็น กระดูก ส่วนการฝึกภายในเน้นการเดินลมปราณ ในยุคนี้ หากฝึกยุทธ์โดยไร้กำลังภายใน ก็เปรียบเสมือนกินปาท่องโก๋โดยไม่จิ้มน้ำเต้าหู้... มันไม่ได้รสชาติที่แท้จริง
ทว่ากว่าฉินหลางจะรู้ตัว ศิษย์พี่ก็กางอาคมปิดด่านกักตนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บซึ่งทำเป็นประจำทุกครึ่งปีไปแล้ว เขาอยากกลับไปถามสาเหตุบนเขาเทียนซานแต่ก็ทำไม่ได้
ดังนั้น แม้จะมีวิชาภายนอกและกระบวนท่าติดตัว แต่สิ่งที่ฉินหลางกลัวที่สุดในตอนนี้คือการถูกลอบทำร้ายด้วยกำลังภายในหรืออาวุธลับก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนลมปราณใหม่... และเขาสงสัยอย่างยิ่งว่าตนอาจพลาดท่าเสียทีให้กับลูกไม้สกปรกของประมุขพรรคดาบโลหิตเข้าให้แล้ว
ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"จอมยุทธ์น้อย โปรดช้าก่อนเจ้าค่ะ~"
"หือ?"
ฉินหลางหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง พบเด็กสาววัยประมาณสิบหกปี สวมชุดกระโปรงจับจีบแบบป้ายอกสีเรียบ ท่าทางดูร่าเริงแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลูกสาวชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
อืม... แม่นางคนนี้ ช่างดู "ยิ่งใหญ่" จริงๆ... ฉินหลางชื่นชมในใจพลางถอนสายตาจากหน้าอกอันอวบอิ่มของนางอย่างเงียบเชียบ
"มิทราบว่าแม่นางคือ..."
"ข้าน้อยชื่อซวนหรานเจ้าค่ะ เป็นสาวใช้ประจำตัวของคุณหนู แซ่ของข้าต้องตามแซ่ของคุณหนูจึงไม่สะดวกเปิดเผย จอมยุทธ์น้อยเรียกข้าว่าซวนเอ๋อร์ก็ได้"
ซวนหราน... สายตาของฉินหลางเผลอเลื่อนต่ำลงอีกครั้ง หยุดมองครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"ได้ๆ งั้น... แม่นางซวนเอ๋อร์ มีธุระอะไรกับข้าหรือ?"
"อืม... ความจริงข้าไม่ได้มีธุระหรอกเจ้าค่ะ..."
สาวใช้น้อยมองใบหน้าหล่อเหลาของฉินหลาง แววตาไหวระริก หัวใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อยและรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
"...แต่เป็นคุณหนูของข้า ท่านบอกว่าจอมยุทธ์น้อยดูหน้าตาคุ้นๆ"
"คุ้นๆ..."
ฉินหลางคิดในใจว่าเรื่องนี้ช่างน่าพิศวง
เขาอยู่บนเขาเทียนซานมาตั้งยี่สิบปี มีเพียงศิษย์พี่และกระรอกบินที่นางเลี้ยงไว้สืบข่าวเป็นเพื่อน สิ่งมีชีวิตอื่นที่รู้จักเขา ส่วนใหญ่ก็ลงไปอยู่ในกระทะหรือไม่ก็บนเตาย่างของเขาจนหมดแล้ว
จู่ๆ มีสาวใช้มาบอกว่าคุณหนูคุ้นหน้าเขา... หรือคุณหนูของเจ้าจะเป็นกระรอกบินตัวนั้นจำแลงกายมา?
ฉินหลางนึกสงสัย แต่ทันใดนั้นศีรษะกลับหนักอึ้ง ความคิดเริ่มติดขัด ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว
"คุณหนูของเจ้า... เคยเจอข้าที่ไหนหรือ...?"
"พูดยากเจ้าค่ะ คุณหนูของข้ามาจากตระกูลชาวยุทธ์ที่มีชื่อเสียง ติดตามผู้ใหญ่ไปเยือนสำนักต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก จึงมีความรู้กว้างขวาง พอได้เห็นจอมยุทธ์น้อย ท่านรู้สึกเหมือนเคยพบที่ไหนมาก่อน อีกทั้งเห็นท่วงท่าอันคล่องแคล่วและวิทยายุทธ์ที่แน่นปึ้กของท่าน เลยอยากทราบว่าอาจารย์ของท่านคือใคร เผื่อว่าจะมีวาสนาเกี่ยวพันกับตระกูลของเรา"
...ริมฝีปากจิ้มลิ้มของสาวใช้ขยับเจื้อยแจ้วตามคำสั่งคุณหนูอย่างคล่องแคล่ว ทุกถ้อยคำผ่านการคัดสรรมาอย่างดี
แต่เวลานี้ฉินหลางรู้สึกผิดปกติอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่สมองไม่สั่งการ แม้แต่ลิ้นยังเริ่มแข็งจนพูดติดอ่าง
"คุณ... คุณหนูของเจ้าคงจำคนผิดแล้ว ข้าไร้สำนัก... เป็นลูกนายพราน... แม่เลี้ยงมา... ฝึกวิชามั่วซั่ว..."
"อ๋อ... เช่นนั้นจอมยุทธ์น้อยมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?"
"เมืองเอ้อ..."
"แล้วมาทำอะไรที่อำเภอเจี้ยนผิง?"
"แค่ผ่านมา..."
"แล้วเรื่องประมุขพรรคดาบโลหิต... เอ๊ะ... เอ๊ะ? จอมยุทธ์น้อย? จอมยุทธ์น้อยเจ้าคะ?!"
...สาวใช้น้อยนึกว่าฉินหลางเป็นคนซื่อถามคำตอบคำ ไม่คิดว่าพูดไปพูดมาเขาจะเซถลาล้มใส่
ตัวโตขนาดนี้ทิ้งน้ำหนักลงมา แขนเล็กๆ ของซวนเอ๋อร์ทำได้เพียงประคองใต้รักแร้เขาไว้อย่างทุลักทุเล
กล้ามเนื้อแน่นตึงและกลิ่นอายบุรุษเพศที่อธิบายไม่ถูก ทำเอาสาวน้อยที่ไม่เคยใกล้ชิดชายใดมาก่อนหน้าแดงซ่าน ขาเรียวเผลอหนีบเข้าหากันแน่น
ส่วนฉินหลางที่สติหลุดลอย ศีรษะห้อยตก ซุกไซ้ลงไปในอกนุ่มหยุ่นของสาวใช้โดยตรง
"จะ... จอมยุทธ์ฉิน...?"
แม้ในตรอกจะปลอดคน แต่ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดผิวเนื้อทำเอาหน้าของสาวใช้ร้อนผ่าว และขาของนางก็เผลอเบียดชิดกันแน่นกว่าเดิม
ส่วนฉินหลางกลับรู้สึกเลือนรางเหมือนได้กลับไปสู่เขาเทียนซานในวัยเด็ก เหมือนได้ซุกหน้าลงในกองหิมะนุ่มฟู
เพียงแต่หิมะกองนี้ไม่เย็นเลยสักนิด กลับอบอุ่นและหอมกรุ่น
อืม... แถมยังเด้งดึ๋งได้ด้วย... สัมผัสที่คุ้นเคยนี้... ทำให้คิดถึงศิษย์พี่ชะมัด... หลังจากความคิดและภาพฝันแตกซ่านแล่นผ่านสมองเหมือนความฝันชั่ววูบ ฉินหลางก็สิ้นสติไปโดยสมบูรณ์ ท่ามกลางเสียงเรียก "จอมยุทธ์น้อย" ที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงในหู... ยุทธภพช่างอันตราย... นึกไม่ถึงว่าเจ้าเฒ่าเสวี่ยกุ้ยจะวางยาพิษไว้บนหน้ากากหนังมนุษย์
——————
หลังจากนั้น ฉินหลางก็ตกอยู่ในความฝันอันยาวนาน
จะเรียกว่าฝันก็ไม่เชิง เพราะมันคือภาพสะท้อนของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
เนื่องจากฉินหลางโดนแค่ผงยาสลายกล้ามเนื้อที่เสวี่ยกุ้ยทาเคลือบไว้บางๆ บนหน้ากาก เพราะต้องสวมใส่เองจึงไม่กล้าใช้ยาแรง และจอมยุทธ์ที่มีพื้นฐานกำลังภายในย่อมขับออกได้ง่าย
แม้ฉินหลางจะพลาดท่าเพราะสูญเสียกำลังภายใน แต่ยาที่ไม่แรงนักทำให้เขาไม่ถึงกับหมดสติไปโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น หลังจากเป็นลมล้มพับไปในอ้อมอกของสาวใช้ซวนหราน... ไม่สิ ในอ้อมแขนของนาง ฉินหลางก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบ้างเป็นพักๆ พอจะรับรู้สิ่งรอบตัวได้ลางๆ...
เช่น ถูกพามานอนบนเตียง
เช่น มีแม่นางชุดเขียวป้อนยาให้
เช่น แม่นางชุดเขียวกับซวนเอ๋อร์คุยกันจุกจิกอยู่นานก่อนจะช่วยเขาถอดเสื้อผ้า
แล้วก็มีบทสนทนาบางส่วนระหว่างสองสาว
พวกนางพูดถึงเรื่อง "พานอัน" "เหล่าไอ่" "พรรคเทียนเหอ" "ทางสำนักเร่งรัด" "สามวันสองคืน" อะไรทำนองนั้น... สรุปคือ เมื่อฉินหลางตื่นเต็มตา เวลาก็ผ่านไปสามวันแล้วนับจากที่เขาสังหารเสวี่ยกุ้ย
ฉินหลางอยู่ลำพังในห้องพักโรงเตี๊ยม สาวใช้ซวนหรานและแม่นางชุดเขียวหายตัวไป
เหลือเพียงกลิ่นหอมจางๆ ของหญิงสาวอบอวลอยู่ในห้อง เทียบกับกลิ่นหอมยั่วยวนแบบผู้ใหญ่ของศิษย์พี่บนเขาเทียนซานแล้ว กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสดใสและมีเสน่ห์แบบเด็กสาวไปอีกแบบ
แต่ก็นะ เขาถูกช่วยชีวิตไว้นี่นา
ตอนอยู่บนเขา ศิษย์พี่เคยเตือนไว้ว่าหนุ่มฉกรรจ์ที่แข็งแรงอย่างเขา ถ้าไปเป็นลมในยุทธภพ อาจถูกสำนักนางมารจับไปเลี้ยงเป็นปศุสัตว์ เพื่อเป็นยาสมุนไพรเสริมความงามในระยะยาว
ในสถานการณ์เมื่อวาน แม้โอกาสที่จะถูกจับไปต้มยาในอำเภอเจี้ยนผิงจะน้อย แต่การล้มพับกลางถนนก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี
โชคดีที่ฉินหลางไม่ได้เจอสำนักมาร แต่เจอแม่นางใจดีสองคน... หากการที่เสวี่ยกุ้ยยอมวางยาหน้ากากทำให้ฉินหลางเห็นด้านมืดของยุทธภพ
การถูกแม่นางแปลกหน้าช่วยไว้ก็ทำให้เขาเห็นด้านสว่างที่มีคุณธรรม
ขาวและดำ ธรรมะและอธรรม... ไม่ว่าโลกไหนก็มีสองด้านเสมอ และไม่ว่าจะดีหรือเลว อย่างน้อยโลกก็น่าตื่นเต้นเพราะสิ่งเหล่านี้...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
"นายท่าน? นายท่านขอรับ?"
"อยู่นี่!"
จอมยุทธ์มือใหม่เพิ่งจะซาบซึ้งใจได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะ ปรากฏว่าเป็นเสี่ยวเอ้อมาเก็บค่าห้อง
ดูท่าฉินหลางจะหลับเพลินเกินกว่าที่สองสาวจ่ายเงินเผื่อไว้ไปหนึ่งคืน ในเมื่อห้องหมดเวลาและพิษก็สลายไปหมดแล้ว ฉินหลางจึงไม่มีเหตุผลต้องอยู่ต่อ
"หือ?"
ทว่าก่อนจะไป ฉินหลางพบก้อนเงินวางอยู่ข้างหมอน บนนั้นมีรอยสลักรูปผีเสื้อครึ่งตัว ดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนเครื่องประดับผมที่ใครคนหนึ่งทิ้งไว้
เอาล่ะ ตอนนี้เขามีวิธีตอบแทนบุญคุณแล้ว
ฉินหลางเก็บมันไว้อย่างดี คิดว่าวันหน้าหากเจอเจ้าของสิ่งนี้ต้องตอบแทนน้ำใจแน่นอน
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เมื่อก้าวออกจากโรงเตี๊ยม ฉินหลางก็ตระหนักได้ว่า ไม่ว่าจะเลือกท่องยุทธภพอย่างอิสระ หรือตามหาคนสุดท้ายในบันทึก "จิตมาร" เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ
นั่นคือ... การใช้ชีวิตในยุทธภพต้องใช้เงินค่ากิน ค่าอยู่... ยี่สิบปีบนเขาเทียนซาน ฉินหลางล่าสัตว์หาของป่ากินเอง นอกเหนือจากนั้นก็รับรู้เรื่องราวทางโลกผ่านกระรอกบินลึกลับของศิษย์พี่
เขาไม่เคยเห็นเงินเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้ถังแตก ย่อมไม่มีปัญญาจ่ายค่ากินอยู่ปัจจุบัน หรือแม้แต่จะเดินทางออกจากอำเภอเจี้ยนผิงเพื่อผจญภัยต่อก็ยังลำบาก
ทว่าอำเภอเจี้ยนผิงแห่งนี้ ผู้คนต่างทำเกษตรกรรม กิจการร้านค้าก็ทำกันในครอบครัว ไม่มีสำนักคุ้มภัย ไม่มีโรงฝึกยุทธ์ แม้แต่งานตัดฟืนขายหรือล่าสัตว์ขายก็ยังหาที่ลงไม่ได้
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ "วีรบุรุษตกม้าตายเพราะเงินแดงเดียว"
แม้สามวันก่อนจะทำตัวเป็นวีรบุรุษบุกคุกฆ่าคนชั่ว แต่ตอนนี้เมื่อกระเป๋าแบน วีรบุรุษในสภาพนี้ก็ดูจะไม่สง่างามเอาเสียเลย
ฉินหลางกำลังครุ่นคิดหาวิธียังชีพ เขาเพิ่งยกเท้าเตรียมจะออกไปหาผลไม้ป่าหรือล่าสัตว์นอกเมือง ประโยคคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลังเป็นครั้งที่สอง
"จอมยุทธ์น้อย โปรดช้าก่อน!"
"หือ?"