- หน้าแรก
- ผมมีสกิลติดตัว อัปเกรดจากสามระบบสุ่มเพื่อพลิกชีวิต
- บทที่ 16 - จิ้งจอกพันปี
บทที่ 16 - จิ้งจอกพันปี
บทที่ 16 - จิ้งจอกพันปี
บทที่ 16 - จิ้งจอกพันปี
ในห้อง ม.5/5 หลี่รุ่นเจียจัดอยู่ในกลุ่มคะแนนแถวหน้าสุดอย่างแน่นอน และทิ้งห่างคนอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น รองลงมากลุ่มที่สองคือเสิ่นนั่วอี เถียนเจียอี้ และเผิงซิน
หลี่รุ่นเจียมีคะแนนรวมเป็นอันดับหนึ่ง ไม่มีจุดอ่อนในวิชาไหนเลย ต้องขอบคุณสมองอันปราดเปรื่องและการรับรู้ที่รวดเร็วของเขา
การเรียนภาษาอังกฤษมีสองสำนัก คือสายขยันกับสายเทคนิค
เขาเป็นสายเทคนิค ไม่ได้พึ่งความขยันเป็นหลัก ภาษาอังกฤษเน้นแค่คลังคำศัพท์ แม่นไวยากรณ์ และทักษะการฟัง
หลี่รุ่นเจียแค่เรียนเก่ง เขาไม่ใช่เทพเจ้า คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่เคยเรียนก็มีไม่น้อย การเตรียมบทเรียนล่วงหน้าของแต่ละวิชาก็ไม่ได้ทำทุกวัน บางทีก็ใช้ทางลัด อาศัยตั้งใจเรียนในคาบแบบเร่งด่วน ก็พอถูไถไปได้
เขารู้สึกว่าถ้าให้ตัวเองทำโจทย์ข้อนี้ อาจจะแปลได้ไม่ดีขนาดนั้น อาจจะมีจุดผิดพลาด เช่น ตกคำ หรือใช้คำฟุ่มเฟือย แต่จางเฉินที่เป็นที่โหล่กลับตอบได้อย่างแม่นยำ เขาจึงยกนิ้วโป้งให้อีกฝ่ายจากใจจริง
หวังซั่วเหว่ยชำเลืองมองจางเฉินอย่างสงสัย "นายอ่านมาก่อนใช่ไหม?"
เขาไม่เข้าใจว่าจางเฉินทำไมถึงแปลประโยคนี้ได้ดี บางทีประโยคแปลประโยคหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกาลและไวยากรณ์ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องอาศัยพื้นฐานภาษาอังกฤษที่สั่งสมมาพอสมควร ไม่ใช่แค่ท่องศัพท์ได้แล้วจะแปลได้ถูกต้อง
"ต้องแอบอ่านมาก่อนแน่ๆ!"
หวังซั่วเหว่ยฟันธง นี่เป็นคำตอบที่เขายอมรับได้มากที่สุด
จางเฉินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
หลายคาบต่อมา หวังซั่วเหว่ยพบว่าจางเฉินแทบไม่คุยเล่นกับเขาเลย แถมยังตั้งหน้าตั้งตาทำโจทย์จริงๆ
หวังซั่วเหว่ยเลยต้องยอมจำนน เขาไม่ได้รบกวนจางเฉิน หรือพูดจาเหน็บแนมอะไร
แถมตัวเองยังเริ่มทำโจทย์บ้าง
เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของการสอบปลายภาคจากตัวจางเฉิน
ทั้งที่น่าจะยังเล่นด้วยกันได้อีกสักพัก แล้วค่อยไปติวหนังสือช่วงไม่กี่วันสุดท้ายแท้ๆ
ตอนนี้โดนจางเฉินบีบจนตัวเองต้องเริ่มขยันไปด้วยแล้ว
น่ารำคาญจริงๆ!
......
ตอนพักเที่ยง กินบะหมี่นอกโรงเรียนเสร็จก็กลับมาเดินเล่นที่สนามฟุตบอล เห็นเสิ่นนั่วอีกับเจิ้งเสวี่ยเดินไปทางตึกเรียน จางเฉินได้จังหวะเดินเข้าไปหา เจอกับทั้งคู่ตรงทางขึ้นบันได
"คืนเงินเธอ" จางเฉินยื่นเงินในมือไปให้
เจิ้งเสวี่ยกลับมองสำรวจจางเฉินด้วยรอยยิ้ม "จางเฉิน ฉันรู้สึกว่านายหล่อขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะเนี่ย เกิดอะไรขึ้น?"
นี่คงเป็นการแสดงความเป็นมิตรของเจิ้งเสวี่ย เรื่องเมื่อวานผู้หญิงที่สนิทกับจวงเหยียนเยว่หลายคนนินทาจางเฉินลับหลัง แต่เจิ้งเสวี่ยไม่เหมือนกัน เธอไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับจวงเหยียนเยว่อยู่แล้ว แถมพ่อแม่ยังทำงานที่เดียวกับพ่อแม่จางเฉิน ถือเป็นพวกเดียวกัน
"อืม" เสิ่นนั่วอีรับเงินจากจางเฉิน เปิดกระเป๋าเงินผ้าฝ้ายของตัวเอง แล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋า
จากนั้นเสียงของจางเฉินก็ดังขึ้นอีกครั้ง "ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเมื่อวานนะ เอาเป็นว่าบ่ายนี้พวกเราเลี้ยงข้าวเธอเป็นการขอบคุณดีไหม?"
หวังซั่วเหว่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ มองเขา คิดในใจว่ามีแผนนี้ด้วยเหรอ? แต่เขาไม่ได้คัดค้าน ไม่อยากขัดคอเพื่อน
เสิ่นนั่วอีชะงักไป
ช่วงเวลาระหว่างเลิกเรียนเช้ากับเข้าเรียนบ่าย เวลามีน้อยภารกิจรัดตัว นักเรียนส่วนใหญ่จะกินอาหารจานด่วนง่ายๆ ข้างนอกหรือที่โรงอาหาร มีแค่ตอนเย็นเท่านั้นที่มีเวลามากกว่า
ไม่ว่าจะกินอาหารตามสั่ง หรือเดินเล่นหลังกินข้าว รับลมคุยเรื่องชีวิต และทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
จางเฉินจงใจคืนเงินหลังมื้อเที่ยงและเอ่ยปากชวน ก็เพื่อการนี้
แน่นอนว่าต้องพูดให้ดูสบายๆ จะได้ไม่ถูกจับได้ว่ามีแผน
"เอ๊ะ?" เจิ้งเสวี่ยหรี่ตามองจางเฉินอย่างระแวดระวัง ในฐานะเพื่อนสนิทของเสิ่นนั่วอี เธอมีสัญชาตญาณเรื่องนี้โดยธรรมชาติ เคยมีคนไม่น้อยพยายามเลี้ยงข้าวเธอเพื่อตีสนิทเข้าหาเสิ่นนั่วอี
"ไม่ต้องสิ้นเปลืองหรอก นายมีเงินเหรอ?" เสิ่นนั่วอีถาม
"ก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง" จางเฉินตอบตามตรง
เสิ่นนั่วอีกลับหัวเราะ "เงินเก็บแค่นั้นจะมาทำป๋าทำไม!"
เป็นเรื่องปกติ ทุกคนเป็นนักเรียน ได้ค่าขนมแค่นั้น ไม่มีใครมาเลี้ยงข้าวกันพร่ำเพรื่อ ส่วนใหญ่เป็นเงินพ่อแม่ การเลี้ยงข้าวอย่างเป็นทางการส่วนมากก็มีแค่งานวันเกิดของแต่ละคน
แต่คำพูดของเสิ่นนั่วอี ฟังดูมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนอยู่หน่อยๆ
แต่คำพูดต่อมาหลังจากที่เสิ่นนั่วอีลังเล ก็ทำให้คนฟังล้มเลิกความคิดฟุ้งซ่าน
เธอมองเขาอีกครั้ง แล้วพูดเรียบๆ ว่า "อีกอย่าง มันก็ไม่เหมาะมั้ง"
คำว่าไม่เหมาะของเสิ่นนั่วอี ก็คือยุคนี้ผู้หญิงมักไปกับผู้หญิง ผู้ชายไปกับผู้ชาย ชายหญิงไปกินข้าวด้วยกัน มันจะดูสะดุดตามาก
ถ้าใช้คำพูดของหลายคนก็คือ "ไม่ชู้ก็โจร"! ยิ่งเป็นช่วงเลิกเรียนที่แผงลอยคนพลุกพล่านด้วย
นอกจากงานวันเกิดที่เชิญพวกจางเฉินกับหวังซั่วเหว่ย โตมาขนาดนี้ เสิ่นนั่วอีไม่เคยไปกินข้าวกับผู้ชายที่โรงเรียนเลย
เมื่อก่อนไม่เคยมี ย่อมต้องรู้สึกไม่ชินเป็นธรรมดา
"จางเฉิน นายมีแผนอะไรแอบแฝงหรือเปล่า? นายปฏิเสธจวงเหยียนเยว่ หรือว่ากำลังเล็งเสิ่นนั่วอีของเราอยู่?" เจิ้งเสวี่ยหรี่ตา โวยวายเสียงดัง
"เธอคิดอะไรเนี่ย!" คราวนี้หวังซั่วเหว่ยออกโรงปกป้องจางเฉิน เขาเข้าใจจางเฉินดีที่สุด ไอ้หมอนี่ใจปลาซิวจะตาย ต่อให้กล้าเล็งใคร ก็ไม่กล้าเล็งเสิ่นนั่วอีที่เป็นเทพธิดาประจำสามบริษัทสี่บ้านพักมาตั้งแต่เด็กหรอก!
ดังนั้นหวังซั่วเหว่ยจึงแสดงความไม่พอใจอย่างจริงจัง
จางเฉินมองหวังซั่วเหว่ยแวบหนึ่ง หวังซั่วเหว่ยส่งสายตามุ่งมั่นกลับมา ประมาณว่า—ใช่ไหมล่ะ!
"ฉันแค่นึกอยากทำดี ดันไม่รับน้ำใจซะงั้น" จางเฉินยิ้ม ล้อเล่นน่า เรดาร์สแกนของเจิ้งเสวี่ยทำงานแล้ว จังหวะนี้ต้องห้ามเผยพิรุธเด็ดขาด รีบแสดงออกว่าแค่พูดไปงั้นๆ
"ฟู่ว!" เจิ้งเสวี่ยถอนหายใจ คำชวนกะทันหันของจางเฉิน มันแปลก แปลกจริงๆ!
ยังดีที่หลังจากนั้นเขาก็กลับมาปกติ
"ช่างเถอะ ถ้ารู้ว่านายป๋าขนาดนี้ ตอนยืมเงินน่าจะให้เซ็นสัญญาทาสซะเลย! อย่างน้อยคิดดอกเบี้ยสักห้าหกเจ็ดแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ฉันคงรวยเละ!" เสิ่นนั่วอีเก็บกระเป๋าตังค์กลับไป ทำยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนพ่อค้าหน้าเลือด
"นึกไม่ถึงว่าเธอจะเป็นคนแบบนี้!" จางเฉินทำเสียงเข้ม
เสิ่นนั่วอีกับเจิ้งเสวี่ยอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ จางเฉินถึงทำเสียงจริงจัง เสิ่นนั่วอีตาทรงหงส์เบิกขึ้นเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าพูดอะไรผิดไป หรือว่าจางเฉินเล่นด้วยไม่ได้?
จางเฉินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ยกมือไขว้กันที่อก "เธอถึงขั้นอยากได้ตัวฉัน ดาเมะ (ไม่ได้นะ)!"
"ชิ!" เจิ้งเสวี่ยกัดฟันกรอด "อยากตายเหรอจางเฉิน!"
"เชอะ!" เสิ่นนั่วอีค้อนขวับ ผมยาวสลวยสะบัดไหวเหมือนสายฝนโปรยปรายจากยอดเขา งดงามและน่าหลงใหล
หวังซั่วเหว่ยอดไม่ได้ที่จะล็อกแขนจางเฉินแล้วทุบไปหลายที
แค่เรื่องแทรกเล็กน้อย แต่ดูเหมือนเจิ้งเสวี่ยยังไม่ตัดใจ ลองเชิงต่อ "จางเฉิน ที่นายเลี้ยงข้าวเสิ่นนั่วอีไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงแน่นะ?"
"บอกมาสิ ถ้ามีจริงๆ เสิ่นนั่วอีจะไปกินกับนาย!"
พูดจบเธอก็หันไปมองเสิ่นนั่วอี "ใช่ไหม นั่วอี!"
"หา?" เสิ่นนั่วอีลนลานเล็กน้อย แต่ก็ปรับสีหน้ากลับมาสงบนิ่งได้เร็ว ดวงตาทรงหงส์ฉายแววขี้เล่น เอียงคอมองจางเฉิน "มีจริงเหรอ?"
หวังซั่วเหว่ยที่อยู่ข้างๆ รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
จางเฉินสูดหายใจลึก ส่งยิ้มเรียบเฉยกลับไป "ไม่มี"
"อ้อ งั้นก็แล้วไป" เสิ่นนั่วอีว่า
"ผิดหวังมากเลยใช่ไหม?" จางเฉินเอ่ยปาก
"ใช่สิ" เสิ่นนั่วอีพยักหน้า มองเขาอย่างจริงจัง "ผิดหวังมาก!"
หวังซั่วเหว่ยที่อยู่ข้างๆ สมองแทบจะหยุดทำงานไปแล้ว
เจิ้งเสวี่ยคล้องแขนเสิ่นนั่วอี ยิ้มร่ามองจางเฉิน
จางเฉินพูดต่อ "ก็มันไม่เหมาะนี่เนอะ"
"นั่นสินะ"
บทสนทนาของทั้งคู่ดูเบาหวิว
ภายใต้แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านช่องตึก จางเฉินยืนอยู่กลางลำแสงทางฝั่งนี้ของบันได มองดูเสิ่นนั่วอีที่ยิ้มงามล่มเมืองอยู่ที่ฝั่งโน้น
ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน
(จบแล้ว)