เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - ปลุกให้ตื่น ตื่นสิ

บทที่ 39 - ปลุกให้ตื่น ตื่นสิ

บทที่ 39 - ปลุกให้ตื่น ตื่นสิ


บทที่ 39 - ปลุกให้ตื่น ตื่นสิ

★★★★★

การประลองดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยพื้นฐานแล้วหนึ่งเค่อก็จบไปหนึ่งรอบ

ในการประลองหกรอบแรก ฝีมือค่อนข้างห่างชั้นกันชัดเจน

ซูเฉินมองดูรอบกาย เหลือศิษย์อยู่อีกหกคน

แม้จะยอมแพ้กันตลอด คัดออกกันทุกรอบ แต่ก็ยังเหลือคนเยอะอยู่ดี เพราะตั้งต้นมาเยอะกว่าเพื่อน

และตั้งแต่รอบที่เจ็ดเป็นต้นไป ยกเว้นศิษย์สังกัดจี้เชิ่ง ฝีมือของคนอื่นดูจะไม่ธรรมดาแล้ว

ตอนนี้ ซูเฉินยืนอยู่ข้างกายจี้เชิ่ง

เขาทำเหมือนเดิม กวักมือเรียกซูเฉินให้ก้าวออกมา

"อาจารย์จี้ การประลองรอบนี้ ข้าไม่อยากยอมแพ้ขอรับ"

ได้ยินซูเฉินพูดเช่นนั้น บนใบหน้าจี้เชิ่งก็ผุดรอยยิ้มจางๆ

"ไม่อยากยอมแพ้ก็รอไปก่อน รอให้คนอื่นที่อยากยอมแพ้ขึ้นไปก่อน"

พูดจบ ก็จัดแจงให้คนอื่นขึ้นไป

และในรอบที่เจ็ดนี้ ในที่สุดก็มีการปะทะกันของยอดฝีมือ

ศิษย์หนุ่มสาวปีนี้ ระดับพลังส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นแปดระดับกลาง

แต่ความเร็วและอานุภาพกระบวนท่าของพวกเขา หลายคนเข้าใกล้ขั้นเจ็ดแล้ว...

ผู้ชมรอบสนาม แววตาเริ่มฉายแววจริงจัง

ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็บอกว่าศิษย์รุ่นนี้เก่งกว่าปีก่อนๆ หลายคนยังไม่เชื่อ

แต่พอเห็นศิษย์หนุ่มสาวพวกนี้ลงมือ ทุกคนก็เชื่อสนิทใจ

ตรงกลางอัฒจันทร์ เหล่าผู้อาวุโสต่างยิ้มแย้มพอใจ

ศิษย์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเหล่านี้ อนาคตคือเสาหลักของเมืองเทียนกัง คือรากฐานความยิ่งใหญ่ของสำนัก

ซูเฉินมองดูศิษย์เหล่านี้ ฝีมือพวกเขาไม่ธรรมดาจริงๆ

เผลอๆ จะเก่งกว่าสมาชิกบางคนในทีมศิษย์พี่อู๋อี้เสียด้วยซ้ำ

ส่วนศิษย์สังกัดจี้เชิ่ง ยังคงเลือกที่จะยอมแพ้

ถ้าเป็นรอบแรกๆ เขายังพอมีความมั่นใจบ้าง

แต่ตอนนี้ เขารู้ตัวว่าไม่มีทางชนะ...

การประลองรอบที่เจ็ดจบลง จี้เชิ่งหันกลับมามองซูเฉิน

"ยังอยากจะขึ้นไปประลองอีกไหม?"

ซูเฉินไม่ลังเล พยักหน้าตอบรับ

"งั้นเจ้าก็รอไปก่อน รอให้คนอื่นแพ้จนหมดค่อยขึ้น"

จี้เชิ่งก็หวังอยากให้ลูกศิษย์ตัวเองยอมแพ้ให้หมด จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย

ดูอาจารย์ท่านอื่นสิ ต้องคอยจ้องตาเขม็ง เปลืองแรงจะตาย

ไม่ไกลนัก โอวหยางชวนเห็นซูเฉินยังไม่ขึ้นเวที ก็เดินยิ้มร่าเข้ามาหา

"ศิษย์ซูเฉินทำไมยังไม่ออกโรงอีก อาจารย์จี้กะจะเก็บไว้เป็นตัวทีเด็ดปิดท้ายหรือครับ?"

น้ำเสียงเจือแววหยอกล้อ แถมยังพูดเสียงดัง ให้คนรอบข้างได้ยินกันทั่ว

อู๋อี้และเหยาเสี่ยวอวี้ที่นั่งดูอยู่ข้างสนาม ต่างแสดงสีหน้ากังวล

ได้ยินดังนั้น จี้เชิ่งก็ยิ้มตอบ

"ก็แหม เป็นถึงศิษย์ที่เคยชนะหลิ่วซิงหว่านมาแล้ว เก็บไว้ปิดท้ายก็เรื่องปกติไม่ใช่หรือ?"

จี้เชิ่งไม่ได้ช่วยพูดแก้ต่างให้ลูกศิษย์ตัวเอง กลับร่วมวงผสมโรงกับโอวหยางชวน แซวซูเฉินเล่นเสียอย่างนั้น

"นั่นสินะ ยอดฝีมือระดับนี้สมควรเก็บไว้ปิดท้ายจริงๆ

แต่ข้าล่ะตั้งตารอจริงๆ อยากเห็นนักว่าศิษย์ฝีมือระดับนี้จะเก่งกาจแค่ไหน

หวังว่าถึงเวลา อย่าเดินขึ้นเวทีแล้วพูดว่าขอยอมแพ้ก็แล้วกัน"

โอวหยางชวนพูดจาเหน็บแนมจบ ก็เดินกลับไปที่นั่งของตน

เวลานี้ล่วงเลยเข้าสู่ยามเว่ย การประลองดำเนินมาถึงรอบที่สิบ

การประลองช่วงหลังไม่ได้รวดเร็วเหมือนตอนแรก การต่อสู้ที่สูสี ไม่ใช่จะรู้ผลในกระบวนท่าเดียว

ศิษย์สังกัดจี้เชิ่ง สิบคนแรกที่ขึ้นไป ผลคือยอมแพ้เรียบวุธ

โดยพื้นฐานแล้ว ใครเจอทีมนี้ก็เท่ากับได้ผ่านเข้ารอบฟรีๆ

หลังจบรอบที่สิบ ผู้อาวุโสซ่างเซวียนมองมาทางจี้เชิ่งด้วยสีหน้าผิดหวังและระอาใจ

ส่วนจี้เชิ่งหันมามองซูเฉินอีกครั้ง

"ยังอยากขึ้นไปประลองอยู่อีกไหม?"

ซูเฉินไม่ลังเล พยักหน้ายืนยันคำเดิม

"งั้นก็ได้ ถ้าเจ้าไม่กลัว ก็ขึ้นไปเถอะ

คำเตือนดีร้ายข้าก็พูดไปหมดแล้ว พรสวรรค์ศักยภาพของเจ้ามันห่างชั้นเกินไป คนละระดับกับพวกเขา

เรื่องบางเรื่อง หลอกคนอื่นได้ แต่อย่าหลอกตัวเองเลย

คิดจริงๆ หรือว่าตัวเองจะเหนือกว่าหลิ่วซิงหว่านได้?

เอาเถอะ พูดไปก็เท่านั้น ไม่เจ็บไม่จำ ก็ไปลองกินข้าวลิงดูบ้าง ไปเจ็บตัวดูบ้าง

ถึงตอนนั้น เจ้าจะได้รู้ว่าพวกข้าที่เป็นอาจารย์พูดไว้ไม่ผิดเลยสักนิด"

จี้เชิ่งพูดพล่ามยาวเหยียด เหมือนจะเตือนสติซูเฉิน หวังดีกับซูเฉิน

แต่เนื้อแท้แล้ว ก็ยังหวังให้ซูเฉินยอมแพ้ จะได้ไม่ต้องสร้างภาระให้เขา

ในสนามประลอง อาจารย์แต่ละท่านก็ส่งลูกศิษย์ออกมา

แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ลูกศิษย์ถูกคัดออกหมดเกลี้ยงแล้ว

รวมซูเฉินด้วย ในสนามมีกันอยู่แค่ห้าคน

อาจารย์ไม่กี่ท่านเดินเลี่ยงไปปรึกษากันเรื่องการจับคู่

ส่วนในสนามประลอง สายตาของอีกสี่คนที่เหลือ ต่างจับจ้องมาที่ซูเฉิน

"ศิษย์พี่หญิงจินเย่ว์ ได้ยินว่าอาจารย์โอวหยางเกลียดขี้หน้าหมอนี่มากเลยหรือ?"

คนข้างๆ เอ่ยถาม

จินเย่ว์พยักหน้า

"ก่อนฝึกวิชาต้องฝึกคุณธรรม อาจารย์โอวหยางจัดแจงให้เขาเริ่มจากการขัดเกลาจิตใจ

ให้เขารู้จักกล้าทำกล้ารับ ให้ศึกษาคำสอนปราชญ์

แต่เขาไม่ยอมรับการจัดแจงของอาจารย์โอวหยาง ยังหาว่าอาจารย์โอวหยางถ่วงเวลาเขา

แถมจนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองแย่งความดีความชอบ

ถึงขั้นหลงคิดว่า ผลงานของตัวเองเหนือกว่าหลิ่วซิงหว่านก็ไม่มีปัญหาอะไร"

"ถ่วงเวลาเขา? เขามีอะไรให้ถ่วงเวลากัน?" ศิษย์ข้างๆ พูดเสริม สายตากวาดมองซูเฉิน

ระหว่างพูดคุย จินเย่ว์คิดอะไรบางอย่าง แล้วเดินตรงเข้าไปหาซูเฉิน

"ซูเฉิน เดิมทีพวกเราเป็นคนรุ่นเดียวกัน คำเตือนบางอย่างไม่ควรให้ข้าเป็นคนพูด

แต่ช่วงนี้ ชื่อเสียงของเมืองเทียนกังเรา ต้องมัวหมองเพราะเจ้าไปบ้างแล้ว

เมืองเทียนกังรับเจ้าเข้าสำนัก ถือว่าดีกับเจ้ามากพอแล้ว

หวังว่าเจ้าจะเห็นแก่สำนัก เลิกทำตัวเหลวไหลเสียที"

มองดูจินเย่ว์ตรงหน้า ซูเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย

"ไม่ทราบว่าศิษย์ร่วมสำนักผู้นี้หมายความว่าอย่างไร ข้าไปทำเรื่องอะไรให้เสื่อมเสียต่อเมืองเทียนกังตอนไหน?

แล้วตอนไหนที่ข้าทำตัวเหลวไหล?"

"เจ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าตอนไหนที่เหลวไหล?"

จินเย่ว์ส่ายหน้า

"วันนั้นในพิธีรับศิษย์ เจ้าทะเลาะกับหัวหน้าหอเซี่ยคุนแห่งสำนักหยุนหยาง ไม่ใช่เหลวไหลหรือ?

เจ้าขัดแย้งกับอาจารย์โอวหยาง ไม่ใช่เหลวไหลหรือ?

ชื่อเสียงส่วนตัวสำคัญก็จริง แต่เจ้าไม่ยอมรับ แล้วคนอื่นเขาจะไม่รู้หรือว่าเจ้าเคยแย่งผลงาน?

หรือเจ้าคิดจริงๆ ว่าฝีมือปราบปีศาจของเจ้า จะเหนือกว่าหลิ่วซิงหว่านได้?"

ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ซูเฉินไม่อยากเสวนากับนางอีก

ดูเหมือนสิ่งที่นางปักใจเชื่อ คือความจริง คือสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน

เขาพยายามจะลบล้างมลทินบนตัว แต่กลับกลายเป็นว่าเขากำลังทำตัวเหลวไหล

"ซูเฉิน เจ้าเทียบกับพวกเรายังไม่ได้เลย จะไปเทียบอะไรกับหลิ่วซิงหว่าน..."

จินเย่ว์เหมือนอยากจะพูดต่อ แต่ซูเฉินสวนกลับทันควัน

"การประลองยังไม่เริ่ม เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเทียบเจ้าไม่ได้?"

ได้ยินคำนี้ อีกสี่คนข้างๆ ถึงกับชะงัก

วินาทีถัดมา ใบหน้าของจินเย่ว์ก็ฉายแววระอาใจสุดขีด

เหมือนเจอพวกคนพาล พูดด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่อง

"ก็ได้ ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้ ก็รอให้ประลองเสร็จก่อนค่อยว่ากัน"

ตอนหันหลังกลับ จินเย่ว์เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมาอีกครั้ง

"เมื่อก่อนข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าแค่พวกแถข้างๆ คูๆ แค่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองแย่งผลงาน

แต่ตอนนี้ ข้ารู้สึกว่าเจ้ามีอาการทางจิตอ่อนๆ

ภาพหลอนที่เจ้าสร้างขึ้น ทำให้เจ้าหลงคิดไปเองว่าตัวเองมีฝีมือไม่ธรรมดา

ถึงขั้นเหนือกว่าหลิ่วซิงหว่าน

แต่นั่นมันก็แค่ภาพมโน

หวังว่าการประลองครั้งนี้ จะตบเรียกสติเจ้า ให้เจ้าตื่นเสียที"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 39 - ปลุกให้ตื่น ตื่นสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว