- หน้าแรก
- ชะตาลิขิต พลิกชีวิตศิษย์ไร้ค่า
- บทที่ 8 - แนวหน้าสำนักหยุนหยางถอยร่น
บทที่ 8 - แนวหน้าสำนักหยุนหยางถอยร่น
บทที่ 8 - แนวหน้าสำนักหยุนหยางถอยร่น
บทที่ 8 - แนวหน้าสำนักหยุนหยางถอยร่น
★★★★★
ท่านแม่กับน้องสาว ย่อมเชื่อใจในตัวเขาอยู่แล้ว
แต่ในสายตาคนนอก การที่สำนักหยุนหยางขับไล่เขาออกมา ย่อมถือเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดี
สำนักหยุนหยางเป็นถึงสำนักอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรต้าโจว
สำนักที่เคยสังหารอสูรสวรรค์มาแล้ว ย่อมเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านอย่างสูง
"ถ้าชาวเมืองเจียงอันได้ยินข่าวลือพวกนี้ ท่านแม่กับน้องเล็กคงจะถูกคนมองด้วยสายตาแปลกๆ..."
ชื่อเสียงของเขาพังยับเยินด้วยข้อหาฉกฉวยผลงาน
คนในครอบครัวย่อมพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
จางเสวี่ยเฟินมองลูกชายด้วยสายตาจริงจัง
"เราอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ แม่รู้ดีว่าลูกๆ ของแม่นิสัยใจคอเป็นยังไง
คนบ้านเราไม่มีทางทำเรื่องต่ำช้าพรรค์นั้นได้หรอกลูก"
หลังจากเช็ดถูเตาไฟจนสะอาดเอี่ยม ซูเฉินก็มานั่งลงที่โต๊ะ
"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข่าวลือพวกนี้มันเริ่มมาจากไหน ที่หาว่าข้าจ้องแต่จะแย่งผลงาน
แม้แต่ตอนที่ข้าเข้าไปช่วยคน ก็ยังถูกตีความว่าทำไปเพราะหวังหน้า..."
ซูเฉินยิ้มขื่นๆ ด้วยความอับจนปัญญา
"บางทีอาจเป็นเพราะ พวกเขาคิดว่าคนระดับข้า ไม่น่าจะสร้างผลงานได้มากมายขนาดนั้นกระมัง"
คนในครอบครัวคุยกันอย่างเปิดอก ไม่มีความลับต่อกัน
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของซูเฉิน ทั้งแม่และน้องสาวต่างก็โกรธเคืองแทน
"ใครๆ ก็ยกย่องว่าสำนักหยุนหยางมียอดฝีมือดั่งก้อนเมฆ เป็นสำนักอันดับหนึ่ง
แต่แม่ว่า มีแต่พวกตาถั่วดั่งก้อนเมฆเสียมากกว่า"
ลูกชายตัวเองโดนใส่ร้าย คนเป็นแม่จะไม่โกรธได้อย่างไร
นางเห็นมาตลอดว่าซูเฉินทุ่มเทให้สำนักหยุนหยางไปมากแค่ไหน
คนโลภมากหวังผลงานจริงๆ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตาย
แต่รอยแผลเต็มตัวลูกชายขนาดนี้ จะเป็นคนขี้ขลาดไปได้อย่างไร
"เฉินเสียเอาเรื่องนี้ไปพูดทั่วเมืองเจียงอัน ท่านแม่กับน้องเล็กใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ลำบากแน่
เราย้ายไปอยู่เมืองอื่นกันดีไหมขอรับ"
เดิมทีซูเฉินคิดว่าเรื่องนี้คงไม่แพร่งพรายมาถึงเมืองเจียงอัน
แต่ตอนนี้เฉินเสียเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วแล้ว
"เราทำตัวเปิดเผยตรงไปตรงมา จะไปกลัวอะไร
ใครกล้ามาชี้หน้าด่าเรา เราก็แค่ไปคุยกับเขาด้วยเหตุผล
ขืนเราย้ายหนีตอนนี้ ก็เท่ากับยอมรับว่าลูกมีความผิดจริงสิ"
ท่านแม่กับน้องสาวตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ไปไหน จะปักหลักอยู่ที่เมืองเจียงอันต่อไป
แต่ในโลกใบนี้ ต่อให้ทำตัวซื่อตรงแค่ไหน ก็อาจถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นคนเลวได้
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะหาทางกู้ชื่อเสียงคืนมา
ทำให้คนทั้งโลกเห็นว่า ผลงานที่เขาได้มา ไม่ได้มาจากการแย่งชิง แต่มาจากความสามารถของเขาเอง
ซูเฉินนึกถึงจดหมายที่ศิษย์พี่อวี๋จือให้มา
เขาอาจจะลองไปที่เมืองเทียนกังดูสักตั้ง
สำหรับชาวบ้านต้าโจว ซูเฉินมีความรู้สึกดีๆ ให้เสมอ
คนส่วนใหญ่ล้วนซื่อสัตย์และเป็นมิตร
ตลอดเวลาที่อาศัยในเมืองเจียงอัน เขาได้รับความเมตตาจากเพื่อนบ้านมานับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อเปิดใช้งาน [ผู้เบิกทางล่าอสูร] ความสามารถพิเศษนี้ทำให้สัตว์อสูรไม่อาจซ่อนเร้นกาย
ยิ่งเขาสกัดกั้นสัตว์อสูรในแดนรกร้างได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดจำนวนครอบครัวที่จะต้องสูญเสียได้มากเท่านั้น
อีกอย่าง หากเขาสามารถสร้างชื่อเสียงและผลงานที่เมืองเทียนกังได้
ก็จะช่วยลบล้างข้อครหาเรื่อง "จอมแย่งผลงาน" ออกไปได้
ความจริงถ้าชื่อเสียนี้กระทบแค่ตัวเขาคนเดียว เขาคงไม่ยี่หระ
แต่ข่าวลือแพร่มาถึงเมืองเจียงอัน ท่านแม่กับน้องสาวย่อมได้รับผลกระทบ
ดีไม่ดีทางโรงทอผ้าอาจจะปฏิเสธไม่รับพวกนางเข้าทำงาน
ตอนนี้เขามีพลังระดับกลั่นพลังปราณขั้นแปดแล้ว เพียงพอที่จะรับมือกับอสูรใหญ่ทั่วไปได้
ส่วนการจะเลื่อนระดับขึ้นไปอีก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันสองวัน
การเดินทางไปเมืองเทียนกัง ถือเป็นการออกไปหาประสบการณ์และฝึกฝนตนเองไปในตัว
ณ แนวหน้าสำนักหยุนหยาง
หลังจากเซี่ยงอี้เหลยจบชีวิตลงขณะทำภารกิจสอดแนม ก็ไม่มีใครกล้ารับงานนี้อีกเลย
หัวหน้าหอเหอเฉาในฐานะผู้บัญชาการ จึงสั่งให้ทุกคนเน้นตั้งรับเป็นหลัก
ยามโหย่ว ฟ้าเริ่มมืดลง
ศิษย์กลุ่มหน้าสุดที่ประจำการครบสี่วันถูกเปลี่ยนตัวลงมา เพื่อกลับไปกินข้าวร้อนๆ
ระหว่างทางกลับ พวกเขาจับกลุ่มคุยกันสัพเพเหระ
"พอเซี่ยงอี้เหลยตายปุ๊บ บางคนก็เริ่มขุดเรื่องซูเฉินขึ้นมาพูดอีกแล้ว"
"ข้าก็ว่างั้น แหม่ ก็ศิษย์พี่ซูของเราเขาเคยกลัวภารกิจสอดแนมซะที่ไหนล่ะ"
บางคนดูจะเกลียดชังซูเฉินเข้าไส้ แม้ซูเฉินจะจากไปแล้ว ก็ยังไม่วายพูดจาเหน็บแนม
อวี๋จือที่เดินอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
ฝีมือของซูเฉินอาจไม่ได้โดดเด่นอะไร ตอนอยู่สำนักก็มีพลังแค่ขั้นเก้าสมบูรณ์
แต่ด้วยพลังแค่นั้น เขากลับไต่เต้าจนได้เป็นศิษย์สายในด้วยแต้มผลงานล้วนๆ
คงเพราะเหตุนี้ หลายคนถึงได้อิจฉาริษยา
และมีความแค้นเคืองต่อซูเฉินมากขนาดนี้
การตายของเซี่ยงอี้เหลยเพียงคนเดียว ยังไม่พอที่จะทำให้คนพวกนี้เห็นคุณค่าของซูเฉิน
อวี๋จือทั้งโกรธทั้งระอาใจ
ช่วงนี้อวี๋จือสังเกตเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารทางแนวหน้าและความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรล่าช้าไปมาก
ไม่ใช่แค่เรื่องสอดแนม แม้แต่การป้องกันก็อาจเกิดปัญหาได้
กว่าทุกคนจะรู้ตัว ไม่รู้ว่าต้องมีคนตายอีกกี่ศพ
ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมากเท่าไหร่ ถึงจะสำนึกได้ว่าซูเฉินเคยทำอะไรไว้บ้าง
เมื่อกลับถึงค่าย อวี๋จือนั่งพักกินข้าว
นางพยายามเตือนสติคนอื่นแล้ว แต่ศิษย์หลายคนยังคงเย้ยหยันถากถาง
บางคนถึงขั้นพาลว่าการที่ซูเฉินออกไป ทำให้ส่วนแบ่งผลงานของนางลดลง เลยมาหงุดหงิดใส่คนอื่น
สถานการณ์สงบสุขผ่านไปได้ไม่กี่วัน
กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่อวี๋จือกำลังงีบหลับ ก็ได้ยินเสียงโกลาหลดังมาจากนอกกระโจม
นางรีบลุกออกไปดูทันที
"ศิษย์พี่! แนวหน้าสุดมีคนตายอีกแล้ว ฝูงปีศาจหมาป่าสีเทามันกระโดดข้ามรั้วหนามเข้ามา..."
เมื่อได้ยินข่าว ทุกคนรวมถึงอวี๋จือต่างตกตะลึง
สองปีมานี้ พวกสัตว์อสูรไม่เคยบุกเข้ามาในแนวป้องกันได้เลย
ขอแค่ไม่ออกนอกเขตป้องกัน ปกติแล้วจะไม่มีอันตราย
แต่นี่ผ่านไปไม่เท่าไหร่ เซี่ยงอี้เหลยเพิ่งตาย ก็มีคนตายในแนวหน้าเพิ่มอีก
การตายต่อเนื่องกันสองศพ ทำให้ท่าทีของศิษย์แนวหน้าเปลี่ยนไป
จากตอนแรกที่มาด้วยความชะล่าใจหวังโกยแต้ม ตอนนี้กลายเป็นการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
หลังจากได้รับรายงาน หัวหน้าหอเหอเฉาก็เรียกประชุมศิษย์สายตรงและศิษย์สายในทั้งหมดทันที
"ตายติดต่อกันสองศพ ตอนนี้ขวัญกำลังใจทหารเสียหมด
พวกเจ้าลองเสนอมาซิ ว่าสาเหตุมาจากอะไร และจะแก้ไขยังไง"
สีหน้าของเหอเฉาย่ำแย่เต็มที
ตอนหัวหน้าหอคนอื่นมาคุมก็ไม่เห็นมีปัญหา พอถึงตาเขาดันเกิดเรื่อง
แบบนี้เท่ากับประจานว่าเขาไร้ความสามารถ บัญชาการไม่เป็น
อวี๋จือไม่รอช้า พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาทันที
"สองปีที่ผ่านมา ซูเฉินเป็นคนคอยสืบข่าวความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรมาตลอด..."
ยังพูดไม่ทันจบ หัวหน้าหอเหอเฉาก็โบกมือขัดจังหวะ
"อวี๋จือ ข้ารู้ว่าเจ้าสนิทกับซูเฉิน
แต่นี่เรากำลังคุยเรื่องงานกันอยู่ หมอนั่นมีฝีมือแค่ไหน มีน้ำยาทำอะไรได้บ้าง พวกเรารู้กันดี
เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่า ที่เราเจอเรื่องซวยๆ แบบนี้ เป็นเพราะเขาไม่อยู่หรอกนะ?"
เหอเฉาขมวดคิ้วโบกมือไล่ ทำนองว่าให้อวี๋จือเลิกพูดไร้สาระ
ศิษย์สายในคนหนึ่งรีบพูดเสริมขึ้นมา
"ปัญหาตอนนี้ หลักๆ เป็นเพราะใกล้เข้าหน้าหนาวแล้วขอรับ
พอหน้าหนาวอาหารหายาก พวกสัตว์อสูรก็ต้องดิ้นรนหาเสบียงตุนไว้ ช่วงนี้พวกมันเลยดุร้ายกว่าปกติ
จะไปเกี่ยวกับซูเฉินได้ยังไง?"
พูดจบ ศิษย์คนนั้นยังจงใจหันมามองอวี๋จือด้วยสายตาเหยียดๆ
เหอเฉาฟังแล้วก็เห็นด้วย แถมยังรู้สึกว่าอวี๋จือช่างน่าขัน ที่จู่ๆ ก็ยกซูเฉินขึ้นมาอ้าง
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน สั่งถอยร่นแนวหน้าเข้ามา รวมกำลังพลเน้นป้องกันเป็นหลัก
ตายไปสองคนแล้ว จะให้มีคนตายเพิ่มไม่ได้อีก
ตั้งรับให้มั่น ส่วนเรื่องขยายพื้นที่ ระงับไว้ก่อนทั้งหมด"
[จบแล้ว]